ตำบลนบปริง จัดตั้งขึ้นพร้อมกับอำเภอเมืองพังงา เหตุที่เรียกนบปริงเพราะที่ตอนเหนือสุดของตำบลมีต้นปริงใหญ่และบริเวณนั้นมีหนองน้ำขนาดใหญ่อยู่ชาวบ้านจึงเรียกพื้นที่กั้นน้ำว่า “นบ” จนเรียกติดปากว่า นบปริงมาจนถึงปัจจุบัน ประชาชนในตำบลนบปริงส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ การประกอบอาชีพ ทำสวนและ รับจ้างทั่วไป โดยแบ่งการปกครอง เป็น 8 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านนบปริง บ้านปากหรา บ้านบางแนะ บ้านปริง บ้านบางตง บ้านบางบ้า บ้านเผล และบ้านโรงกลวง
เหตุผลความจำเป็น
สืบเนื่องจากผลการศึกษาของโครงการศึกษาทางเลือกการพัฒนาพื้นที่ป่าทุ่งเลี้ยงสัตว์ด่านพระยาพิพิธ โดยการปรับไถพื้นที่ในการปลูกหญ้าเพื่อเป็นอาหารในการเลี้ยงวัว และการเลี้ยงวัวแบบปล่อยทุ่ง ทำให้เกิดปัญหาการชะล้าง การพังทลายของดิน อันเนื่องมาจากน้ำไหลบ่าบนผิวดินได้พัดพาเอาหน้าดินและธาตุอาหารพื้ช รวมทั้งอินทรีย์วัตถุต่างๆ ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์เป็นผลให้ดินขาดความเสื่อมโทรม ทำให้เกิดปัญหา ดินโคลนถล่ม ดินยุบตัว รวมถึงปัญหาภัยพิบัติ น้ำท่วมฉับพลัน อีกทั้งการชะล้างหน้าดินที่เกิดขึ้นทุกๆปีทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน ส่งผลกระทบต่อชุมชน ขาดน้ำอุปโภค บริโภคในฤดูแล้ง การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ที่มีอยู่ในพื้นที่ลดน้อยลง ตำบลนบปริง เป็นตำบลที่มีการต้นไผ่ตามธรรมชาติเป็นจำนวนมากและหลากหลายชนิดได้แก่ ไผ่ตง ไผ่กำยาน ไผ่ผะ ไผ่งาช้าง ไผ่หมากรุก ไผ่หวาน ไผ่เกรียบ ไผ่เหมียง เป็นต้น นอกจากนั้นต้นไผ่ยังสามารถช่วยในการป้องกันการพังทลายของดิน การกัดเซาะชายฝั่ง ชาวบ้านนิยมปลูกไผ่เพื่อป้องกันตลิ่งพัง บ้างก็ปลูกเป็นแนวเขตแดน ซีงไผ่แต่ละชนิดมีประโยชน์แตกต่างกันออกไป บางชนิดสามารถประกอบอาหารได้ และบางชนิดนำมาใช้สร้างที่อยู่อาศัย ปัจจุบัน กลุ่มเย็บจากสาคูตำบลนบปริง ได้นำไม้ไผ่มาเป็นวัสดุยึดเป็นแกนกลางของ “ ตับจาก”
ปัจจุบันชุมชนได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่น้อยลงเพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จากการบุกรุกพื้นที่เพื่อทำการเกษตร การส่งเสริมจากภาครัฐในการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางพารา และ ปาล์มน้ำมัน ทำให้เกษตรกรมีการทำลายต้นไผ่ เพราะไม่เห็นความสำคัญ ทำให้เกิดสถานการณ์ ปัญหาการชะล้างหน้าดินเป็นพื้นที่กว้าง ลุกลามจนเป็นปัญหาใหญ่ ที่ชุมชนต้องเผชิญกับกับปัญหาสถานการณ์ภัยธรรมชาติ ปริมาณน้ำป่าในช่วงฤดูฝนที่ไม่สามารถควบคุมได้ ประกอบกับการเปิพื้นที่โล่งกว้างและการทำลายแนวกันชนที่ผ่านมารวมทั้งการทำลายต้นไผ่ ซึ่งหากชุมชนยังปล่อยปละ ละเลยปัญหาการชะล้างหน้าดินอาจจะเกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้น ชุมชนจึงได้ร่วมกันศึกษากระบวนการเรียนรู้การปลูกไผ่เพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดินเพื่อเป็นการนำภูมิปัญหาท้องถิ่น เข้ามาจัดการดูแลและป้องกันภัยพิบัติไม่ให้สร้างผลกระทบต่อชุมชน
การดำเนินการของภาคประชาชน
เริ่มที่ชุมชนได้มีการนำเสนอโครงการต่อ สำนักงานสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. เพื่อพัฒนาทีม และกระบวนการเรียนรู้ รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการ หลังจากนั้นได้มีการเตรียมความพร้อมของชุมชน และทีมวิจัย มีการจัดเวทีทำความเข้าใจร่วมกับชุมชนเพื่อให้รับทราบข้อมูลในการทำงานอย่างมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาและแก้ไขปัญหา โดย ทีมวิจัยโครงการปลูกไผ่ จะมีการนัดประชุมล่วงหน้า หนึ่งสัปดาห์ ในการเตรียมความพร้อม การเชิญ กลุ่มเป้าหมายและการเตรียมเนื้อหา ต่อมาเมื่อชุมชนได้มีการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลในปี 2553 ทำให้ การเชื่อมโยง งานพัฒนาของตำบลที่มีการถ่ายทอดประสบการณ์และการเรียนรู้มาขยับงานพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้น มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานเพิ่มขึ้น เกิด การจัดทำแผนพัฒนาที่ครอบคลุมทุกเรื่องไม่เฉพาะการปลูกไผ่ เพื่อการป้องกันภัยพิบัติเท่านั้น จะเห็นได้ว่าในปี2554 ชุมชนได้มีการจัดทำแผนพัฒนาตำบลอย่างจิงจัง โดยได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์การพัฒนาของตำบลคือ “ สร้างสรรค์การเรียนรู้ เชิดชูวัฒนธรรมดีงาม มุ่งเน้นความพอเพียง สร้างชื่อเสียงแหล่งท่องเที่ยว ด่านพระยาพิพิธ แก้ปัญหาชีวิตและหนี้สิน ทำกินอย่างยั่งยืน “ จาก วิสัยทัศน์ของตำบลดังกล่าว นาย ปรีชา จตุราบัณฑิต ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลนบปริง ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ ที่มีส่วนมาช่วยผลักดันงานพัฒนาของตำบลนบปริงในช่วงหลังเป็นอย่างมากทั้ง ในเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของชุมชน (ประชาชนส่วนใหญ่อาศัยอยุ่ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ) ซึ่งเป็นปัญหาร่วมของชุมชนที่ได้มีจัดทำข้อมูลและแก้ปัญหาอย่างจิงจังและประสบความสำเร็จ มาแล้วในช่วงที่ผ่านมา
หลังจากนั้นในปี 2560 จึ่งได้มีการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนที่มีปัญหาที่อยุ่อาศัย ทรุดโทรม ผุ้ด้อยโอกาส และได้จัดทำโครงการบ้านอเพียง โดยมีกลุ่มเป้าหมายได้รับประโยชน์ จำนวน 30 ครัวเรือน และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน ) จำนวน 570000 บาท ปัจจุบัน เกิดกองทุนหมุนเวียนและสามารถต่อยอด ขยายผลไปช่วยผุ้เดือดร้อน อีก 6 ครัวเรือน โดยมีการเชื่อมโยงการทำงานกับกองทุนสวัสดิการชุมชน รวมทั้งการส่งเสริมการออมทรัพย์ให้กับผู้รับประโยชน์ที่นอกจากรับเงื่อนไขตามเกณฑ์ของโครงการแล้ว ผู้รับประโยชน์จะต้องสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการด้วย ซึ่งปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลนบปริงมีสมาชิก 1700 คน มีเงินกองทุนกว่า 2 ล้านบาท จัดสวัสดิการให้กับสมาชิก ถึง 9 อย่าง คณะกรรมการมีความเข้มแข็งสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนั้นยังได้มีการเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ ธนาคาร ธกส ในการ ต่อยอดเรื่อง ธนาคารต้นไม้ และการส่งเสริมให้สมาชิกกองทุน ฯ และ ประชาชนที่สนใจปลูกผักปลอดสารพิษ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีครัวเรือนเข้าร่วมโครงการ กว่า 50 ครัวเรือน
ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการ
- คณะกรรมการมีภารกิจมาก ทำให้คนทำงานมีน้อย
- การสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐต้องเป็นไปตามเงือนไข ทำให้ชุมชนไม่สามารถนำงบประมาณมาแก้ปัญหาให้ตรงจุดได้
- ครัวเรือนมีปัญหาหนี้สินเนื่องจากประชาชนมีรายได้ไม่แน่นอนและราคาผลผลิตตกต่ำ
ข้อค้นพบ /สิ่งดีที่เกิดขึ้นในชุมชน
ผลจากการขับเคลื่อนงานพัฒนาโดยใช้งานวิจัยเป็นฐานในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน จาก การค้นหาปัญหา สาเหตุของปัญหานำมาสู่ การแก้ปัญหา การปลูกไผ่ป้องกันการพังทลายของดิน ป้องกันปัญหาน้ำท่วม ดินโคลนถล่มสู่การจัดทำแผนพัฒนาตำบล มีการกำหนด ทิศทาง การทำงานจัดเจน เกิด สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานพัฒนาในตำบล ต่อยอด สุ่การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน การแก้ปัญหาที่อยุ่อาศัย เกิดกองทุนสวัสดิการชุมชนที่จัดสวัสดิการให้กับสมาชิกครอบคลุมถึง 9 เรื่อง มีการต่อยอด ประสานงานกับหน่วยงานภาคี อาทิ ธนาคาร ธกส. ภายใต้ โครงการธนาคารต้นไม้ และ โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ โครงการส่งเสริม เศรษฐกิจพอเพียงในครัวเรือน
การเชื่อมโยงหน่วยงานภาคี
สำหรับการเชื่อมโยงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น สภาองค์กรชุมชนตำบลนบปริงได้นำแผนยุทธศาสต์ของตำบลประสานเชื่อมโยงกับท้องถิ่น และได้มีการสนับสนุนแผนภายใต้งานสวัสดิการชุมชน โดย อบต.นบปริง ได้มีการสมทบงบประมาณให้กับกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นประจำทุกปี โดยปี พ.ศ.2562 จำนวน 200,000 บาท
แผนการดำเนินงานในระยะต่อไป
- ขยายผลโครงการธนาคารต้นไม้ ให้ครอบคลุมทั่งตำบล
- ติดตามผล โครงการการแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้แล้วเสร็จ
- พัฒนาความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชน และ กองทุนสวัสดิการชุมชน
ติดต่อประสานงาน คุณจำเนียร เจริญงาน โทร089-6452343






