ท่ามกลางการพัฒนาของเมืองชลบุรีซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมืองพัทยาที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศปีละกว่า 10 ล้านคน ทำรายได้เข้าสู่จังหวัดปีละหลายแสนล้านบาท ทำให้ผู้คนทั่วไปมองว่าคนชลบุรีส่วนใหญ่มีรายได้และฐานะค่อนข้างดี แต่ข้อเท็จจริงยังมีคนที่ลำบากยากจนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เช่น คนชราที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ คนไร้บ้าน คนเร่ร่อน ขอทาน และหนุ่มสาวที่ทำงานขายบริการทางเพศ บางครอบครัวเป็นแรงงานอพยพมาทำงานก่อสร้าง คนเหล่านี้เป็นผู้มีรายได้น้อย ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนไม่เพียงพอ ไม่มีแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านเรือนของตัวเองที่ชำรุดทรุดโทรม
ดังตัวอย่างที่ตำบลหมอนนาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มีพื้นที่ 32,600 ไร่ มีประชากรประมาณ 13,653 คน จำนวน 4,048 หลังคาเรือน มีอาชีพทำไร่ ทำนา ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น เลี้ยงสัตว์ และรับจ้างทั่วไป ชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้น้อย หลายครัวเรือนมีฐานะยากจน แม้ว่าบ้านเรือนจะชำรุดทรุดโทรมแต่ก็ไม่มีเงินที่จะซ่อมแซมบ้าน จนเมื่อมีโครงการบ้านพอเพียงชนบทของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ที่สนับสนุนงบประมาณให้สภาองค์กรชุมชนตำบลนำไปดำเนินการซ่อมสร้างบ้านของครัวเรือนที่มีฐานะยากจน คนยากคนจนในตำบลหมอนนางจึงมีโอกาสที่จะได้ซ่อมสร้างบ้านเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา
นางเสาวภา นาควัชรางกูร ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหมอนนาง เล่าว่า ตอนแรกยังไม่รู้จักโครงการบ้านพอเพียงชนบท แต่พอรู้ว่ามีงบสนับสนุนการซ่อมบ้านผู้เดือดร้อนที่มีฐานะยากจน สภาองค์กรชุมชนฯ จึงมีการพูดคุยและประชุมหารือร่วมกันว่าจะเริ่มทำก่อน 3 หลัง เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานครั้งต่อไป จากนั้นจึงลงสำรวจข้อมูลผู้มีความเดือดร้อนเรื่องบ้าน
“ในช่วงแรกของการทำบ้านพอเพียงเราดูความเดือดร้อนของคนใกล้ตัวก่อน 2 หลัง และมีการติดต่อกับเทศบาลว่ามีข้อมูลผู้เดือดร้อนเรื่องบ้านบ้างไหม จากนั้นเทศบาลให้ข้อมูลมา 1 หลัง เราจึงลงไปสำรวจเพื่อเสนอโครงการบ้านพอเพียงในปี 2560 รวม 3 หลัง จากนั้นจึงลงสำรวจข้อมูลผู้ที่เดือดร้อนเรื่องบ้านและมีฐานะยากจนทั้งตำบล เพื่อนำข้อมูลเข้าวงประชุมหารือและคัดเลือกครัวเรือนที่เดือดร้อนมากที่สุดเป็นลำดับแรก เช่น ครอบครัวผู้สูงอายุ คนพิการ เพื่อให้เข้าถึงการช่วยเหลือก่อน” ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลกล่าว
ส่วนการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลนั้น ประธานสภาฯ บอกว่า โครงการบ้านพอเพียงชนบท พอช.มีงบประมาณสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านครัวเรือนหนึ่งไม่เกิน 1,8000 บาท โดยมีการแบ่งคณะทำงานลงพื้นที่สำรวจครัวเรือนที่มีความยากลำบาก บ้านเรือนทรุดโทรม ไม่มีเงินที่จะซ่อมแซม เพื่อติดต่อช่างมาประเมินราคา จากนั้นจึงซื้อวัสดุอุปกรณ์มาซ่อมแซมตามงบประมาณที่ได้รับ
นางมารีย๊ะ หวังภักดี บ้านเลขที่ 73/1 ม.2 ตำบลหมอนนาง อายุ 73 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป เป็นผู้ได้รับงบประมาณโครงการบ้านพอเพียงชนบทในปี 2560 เล่าว่า สามีเสียชีวิตแล้ว ต้องทำงานคนเดียวเลี้ยงครอบครัว มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ใครจ้างให้ทำอะไรก็เอาหมด เช่น เลี้ยงเด็ก ถางหญ้า กวาดบ้าน ฯลฯ เพื่อนำค่าจ้างมาใช้จ่ายในครอบครัวและซื้อข้าวกินไปวันๆ บ้านช่องก็ผุพัง หลังคารั่ว เวลาฝนตกต้องหาถุงพลาสติกมายัด อุดรอยรั่ว และใช้กะละมังรองฝนไม่ให้เปียกบ้าน เป็นแบบนี้มานานหลายปีแล้ว พอมีโครงการบ้านพอเพียงมาช่วยสนับสนุนงบประมาณในการซ่อมบ้านก็ดีใจที่จะได้ซ่อมบ้าน ตอนนี้ซ่อมเสร็จไปแล้ว เวลาฝนตกก็ไม่ต้องห่วงว่าหลังคาจะรั่วอีกแล้ว


น.ส.วารินทร์ สมรส บ้านเลขที่ 87 ม.1 ตำบลหมอนนาง เล่าว่า ตนเองอยู่คนเดียวไม่มีครอบครัว ทำงานรับจ้างทั่วไป ใครจ้างให้ทำอะไรก็ทำ ถ้าไม่มีใครจ้างก็จะเก็บผักใกล้บ้านไปขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายพอได้มีกินมีใช้ไปวันๆ เงินจะซ่อมบ้านก็ไม่มี หลังคาก็รั่ว พอได้งบประมาณมาซ่อมบ้านก็มีคนมาช่วยกันซ่อมหลังคาบ้านที่รั่วผุผัง เปลี่ยนหลังคาสังกะสีใหม่ ตอนนี้ก็ดีกว่าเดิม ฝนตกก็ไม่รั่วแล้ว

โครงการบ้านพอเพียงชนบทตำบลหมอนนางเริ่มดำเนินการในปี 2560 โดยซ่อมแซมบ้านไปแล้ว 3 หลัง ในปี 2561 ซ่อมแซมอีก 26 หลัง และในปี 2562 ซ่อมแซม 10 หลัง รวมซ่อมแซมเสร็จแล้วจำนวน 39 หลัง ปัจจุบันสำรวจเพิ่มอีกประมาณ 15 หลัง เพื่อนำข้อมูลเสนอโครงการในรอบต่อไป
“การทำงานของคณะทำงานในช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจจะบ่นว่าเหนื่อย แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่คนทำงานมองก็คือ การได้เห็นชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้ช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อยในชุมชนให้มีที่อยู่อาศัยที่ดี ถึงจะทุกข์ยากในเรื่องของฐานะ แต่ก็อบอุ่นในเรื่องบ้าน คำขอบคุณของผู้เดือดร้อนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คณะทำงานมีกำลังใจต่อไปในการสานต่อการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในการซ่อมบ้าน” ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหมอนนางกล่าวถึงความรู้สึก
“โครงการบ้านพอเพียงชนบท” จากไม่เป็นที่รู้จักมาก่อนของคนในตำบลหมอนนาง แต่วันนี้ชาวบ้านได้เรียนรู้และเข้าถึงกระบวนการการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การสำรวจผู้เดือดร้อน การตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลผู้เดือดร้อนที่แท้จริง ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของคนทำงาน ทั้งชาวบ้านและคณะกรรมการ จากการไม่ไว้ใจกัน การกลัวที่จะถูกหลอก ทำให้ชาวบ้านหลายคนไม่กล้าที่จะเข้าร่วมโครงการ แต่เมื่อบ้านหลังแรกซ่อมเสร็จเป็นรูปธรรมเด่นขึ้นมา ทำให้ชาวบ้านและคณะกรรมการมีความมั่นใจในการทำงานและให้ความร่วมมือกันมากขึ้น
เห็นได้ชัดว่าโครงการบ้านพอเพียงชนบทเป็นเครื่องมือในการสานพลังชุมชน ทำให้คนจนที่บ้านเรือนผุพังทรุดโทรมได้มีบ้านใหม่ที่มั่นคงแข็งแรง คณะทำงานก็มีความสุขใจที่ได้เห็นผู้เดือดร้อนในชุมชนมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสานพลัง สานความรักและความสามัคคีของคนในตำบลหมอนนาง เพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในเรื่องอื่นๆ ต่อไป..!!






