สภาองค์กรชุมชนตำบลโคกชะงาย อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง วางแผนการพัฒนาในระดับพื้นที่ ซึ่งเป้าหมายสำคัญที่เป็นรูปธรรมประการหนึ่ง คือ การมีผู้นำชุมชนมีคุณสมบัติที่สมาชิกชุมชนส่วนใหญ่ให้การยอมรับ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือสนับสนุนการทำงาน ซึ่งผู้นำชุมชนจะต้องเปิดกว้างรับฟังความความคิดเห็น และรับรู้ความต้องการในพื้นที่ จึงจะช่วยให้การทำงานนำไปสู่ความสำเร็จ รวมทั้งการขยายผลสู่แกนนำแถวสอง รองรับการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนตลอดเวลา รวมถึงการวิเคราะห์ปัญหาของรายได้ชุมชนเป็นตัวตั้ง

ตำบลโคกชะงาย เป็นชุมชนด้านเกษตรกรรม ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำสวนยางพารา ทำนา สวนผลไม้และเลี้ยงสัตว์ แต่ต้องประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจ เกษตรกรส่วนใหญ่มีภาระหนี้สินจากการพึ่งพิงการทำการเกษตรโดยการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และใช้สารเคมี ทำให้มีสารตกค้างในดินและในแหล่งน้ำ ประกอบกับชุมชนยังขาดการจัดการเรื่องขยะจนทำให้เกิดปัญหาโรคไข้เลือดออกตามมา แต่ปัญหาเหล่านี้เริ่มลดลงเมื่อชุมชน และที่ประชุมของสภาองค์กรชุมชน ตระหนักถึงปัญหาและร่วมกันจัดตั้ง “สมาชิกสภาผู้นำชุมชน” ขึ้นโดยมีตัวแทนจากหลากหลายอาชีพในชุมชนเข้ามาเป็นกลไกช่วยกันขับเคลื่อน โดยการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ได้แก่ สภาองค์กรชุมชน องค์การบริหารส่วนจังหวัด สสส. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับพื้นที่ และภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง มาร่วมในกระบวนการก่อตั้ง

ด้านผู้นำฝ่ายท้องที่ ให้ความเห็นว่า การทำงานเพียงภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง ไม่สามารถผลักดันให้ชุมชนเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด แต่การทำหน้าที่ผู้นำชุมชนจึงมองเห็นและเข้าใจปัญหาได้อย่างดี หลังจากการพูดคุยกับลูกบ้านทุกเดือน ที่ประชุมเห็นว่าควรจัดตั้งสภาผู้นำชุมชนขึ้น เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของหมู่บ้าน การจะรู้ข้อมูลว่ามีปัญหาอะไรนั้น ต้องไปดูข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ที่กรมพัฒนาชุมชนได้สำรวจไว้ ควบคู่กับบัญชีครัวเรือน ซึ่งศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ได้สอนให้ทุกครัวเรือนรู้จักการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในครัวเรือนอยู่แล้ว และอธิบายเปรียบเทียบว่าทุกครัวเรือนเสมือน “โอ่งชีวิต” ที่มีรายรับเข้าทางปากโอ่งแต่มีรูรั่วของโอ่งที่ทำให้น้ำไหลออกตลอดเวลา
“อันดับแรกเราจัดตั้งสภาผู้นำก่อนเพื่อมาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา ผู้นำเหล่านี้ก็มาจากคณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำกลุ่มบ้าน อาสาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ปราชญ์ชาวบ้าน และจะต้องมีจิตอาสา มีจิตสาธารณะ จากนั้นก็เปิดรับสมัครคัวเรือนต้นแบบด้วยความสมัครใจ เริ่มต้นเราได้มา 80 คัวเรือนจาก 380 ครัวเรือน ขอเริ่มต้นน้อยๆ ก่อน”
ผู้นำชุมชนยังอธิบายต่อว่าเมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์แล้วพบว่า โอ่งชีวิตมีรูรั่วหลายด้านที่ต้องอุด แต่ต้องเรียงลำดับความสำคัญ สภาผู้นำชุมชนและสมาชิกเห็นว่าสิ่งที่สำคัญอันดับแรกที่จะทำให้เดินต่อไปได้คือการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ เนื่องจากรายได้ที่ได้มาจากทำนา ทำสวน รับจ้าง นั้นไม่เพียงพอ ขณะที่มีรายจ่ายในครัวเรือนที่ต้องจ่ายอยู่ประจำเป็นจำนวนมาก
หลักการที่ตำบลโคกชะงาย ดำเนินการก็คือ การต่อยอดอาชีพที่สมาชิกทำอยู่แล้ว โดยเข้าไปสนับสนุนให้เดินต่อไปได้และสนับสนุนอาชีพใหม่หากจะทำเพิ่ม และเมื่อมีผลิตภัณฑ์ออกมา หรือมีสินค้าอะไรออกมา ก็จะช่วยหาวิธีการกระจายสินค้าในชุมชนก่อน เช่น ให้ผู้นำชุมชนเองเสียสละซื้อสินค้า นำมาจับฉลากเป็นรางวัลในวันประชุมหมู่บ้าน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการมีส่วนร่วม อีกส่วนหนึ่งทางสภาผู้นำก็จะแนะนำสถานที่ในการจำหน่ายให้แก่สมาชิก เช่น ตลาดชุมชน ตลาดพาณิชย์ ตลาดประชารัฐ เป็นต้น

“เราเริ่มต้นจากปิดรูรั่วก่อน จะปิดตรงนั้นได้หากครัวเรือนต้นแบบไม่มีองค์ความรู้ว่าจะอุดรอยรั่วอย่างไร ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร จะนั่งอธิบายก็จะไม่เข้าใจ ก็เลยพาครัวเรือนเหล่านี้ไปดูงาน ไปดูพื้นที่ที่เขาทำแล้วประสบความสำเร็จ พื้นที่ 1 ไร่กว่าๆนี่ก็สามารถมีรายได้อยู่ได้ พาไปดูพอไปดูเสร็จก็กลับมาทำกิจกรรมย่อยเพื่อลดต้นทุน เช่น การปลูกผักกินเอง การทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำยาล้างจาน ให้ความรู้เพิ่มเติมเรื่องการคัดแยกขยะ ทำให้มีรายได้จากขยะในครัวเรือน ช่วยลดปัญหาขยะในท้องถิ่นไปด้วย ต่อไปเราเองก็คงจะจัดให้มีตลาดชุมชนให้ชาวบ้านมาขายของสัปดาห์ละครั้ง”
อีกประการหนึ่งที่สภาองค์กรชุมชนวิเคราะห์ พบว่า ปัญหากับราคาพืชเกษตรตกต่ำ แต่รายจ่ายไม่ลดลดลง ได้รับคำแนะนำจากสภาผู้นำในเรื่องการลดต้นทุนหลายอย่าง สามารถใช้พื้นที่รอบบ้านที่มีอยู่ 3 ไร่เศษสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม จากการทำเกษตรผสมผสาน ทั้งการปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ต่างๆ

“ทำบ่อปลา มีแปลงหญ้าเลี้ยงวัว เลี้ยงผึ้งโพรงไว้ 2 รัง เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่พื้นเมือง อบรมเรื่องการทำอาหารสัตว์ก็ช่วยลดต้นทุนได้ มีรายได้จากการขายมะละกอ มะพร้าว ขายปลา มะนาว ขายเป็ดเนื้อ พืชผักสวนครัวก็มีครบไม่ต้องซื้อ ยาฆ่าแมลงก็ไม่ใช้เพราะเลี้ยงผึ้ง ถ้าใช้ยาฆ่าแมลงผึ้งก็จะไม่อยู่”
ในขณะเดียวกัน ชุมชนก็ไม่ทิ้งของที่มีในชุมชน อาหารการกิน อาทิ ขนมต้ม และขนมจั้งห่อด้วยใบจั้งเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งช่วยทำให้กลุ่มแม่บ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ทำขายอยู่เพียงคนเดียวก็รวมกลุ่มกัน ถ่ายทอดความรู้ไปยังคนอื่นๆ ให้มีความรู้เพื่อนำรายได้ไปช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนอีกทางหนึ่ง
ทั้งหมดเป็นการบูรณาการงานร่วมกันภายใต้บริบทที่มีในชุมชน ไม่คิดเรื่องยาก และนำแผนพัฒนาที่ได้ขยายผลสู่แผนพัฒนาตำบล กำหนดยุทธศาสตร์จังหวัดร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้ข้อเสนอของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม






