
ตำบลตำนาน อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำที่อยู่ในเมืองพัทลุง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา ปลูกผัก ทำสวนยางพารา สวนผลไม้ เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ โดยเฉพาะการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง “สังข์หยด” ซึ่งเป็นข้าวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดพัทลุงก็มีแหล่งปลูกอยู่ที่ตำบลตำนานด้วย นอกจากนี้ ตำบลตำนานเป็นพื้นที่ๆผลิตเส้นขนมจีน ทำยาหนม (กาละแม) ขนมเดือนสิบ ของชาวจังหวัดพัทลุง
สภาองค์กรชุมชน ดำเนินการสร้างความเข้มแข็งในระดับครอบครัว โดยใช้กิจกรรมการทำขนม อาหารพื้นบ้านที่เป็นประเพณีของหมู่บ้าน การปลูกผักสวนครัว พืชสมุนไพร เป็นเครื่องมือ เชื่อมโยงผู้สูงอายุ คนวัยทำงาน เด็กเยาวชนในตำบลมาทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งได้ประสานงานกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาหลังจากการทำแผนแม่บทชุมชนตำบล และแผนแม่บทชุมชนระดับหมู่บ้าน ภายใต้การตกผลึกยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดร่วมกันทั้งระบบ
หลังจากที่ชุมชนได้ทำกิจกรรมร่วมกันมาช่วงเวลาหนึ่ง จึงคิดทำศูนย์เรียนรู้ในหมู่บ้าน เพราะเห็นต้นทุนภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วในชุมชนมีทั้งทุนทรัพยากร และทุนภูมิปัญญาที่มีอยู่ในตัวคน การทำงานในระยะแรกเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะพูดแล้วไม่มีคนเชื่อ จึงคิดว่าต้องหากิจกรรมที่จับต้องได้ให้คนเห็น หลักคิดสำคัญ มีอยู่ 3 อย่างคือ
1.เน้นการอนุรักษ์ สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น
2.ต้องเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตที่สมาชิกทำอยู่แล้ว
- ต้องนำไปสู่การพึ่งตนเอง
สภาองค์กรชุมชน มีแผนงานในการรณรงค์การปลูกข้าวปลอดสารพิษ การทำปุ๋ยชีวภาพเพื่อใช้เอง รวมไปถึงการทำข้าวซ้อมมือและการแปรรูปอาหาร ที่ทำจากข้าวเหนียว ข้าวเจ้า เป็นขนมต่างๆที่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น ยาหนม ขนมจีบ เส้นขนมจีน ข้าวพอง ข้าวลา (ขนมทำบุญในเทศกาลเดือนสิบของคนภาคใต้) รวมทั้ง กิจกรรมเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน สร้างแหล่งอาหารโปรตีนไว้ในบ้านได้แก่การส่งเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติก ส่งเสริมการเกื้อกูลของสมาชิกในการแปรรูปอาหารจากปลาที่ชุมชนเลี้ยง การใช้สมุนไพรเพื่อสุขภาพ สมาชิกจะมีพืชสมุนไพรในครัวเรือน ส่งเสริมการแปรรูปสมุนไพร การทำน้ำมันไพร การใช้พืชสมุนไพร การอบสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ฯลฯ

ชุมชนใช้กลยุทธ์ในการสร้างกิจกรรมศูนย์เรียนรู้ ให้สมาชิกทำอยู่ที่บ้านเหมือนการใช้ชีวิตประจำวัน มีบางเรื่องที่มาทำร่วมกัน เช่นการแปรูปสมุนไพร กิจกรรมข้าวซ้อมมือในช่วงเย็นหลักเลิกงาน เมื่อสมาชิกเกิดข้อขัดข้องจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ศูนย์จะจัดให้มีวิทยากรจากภายนอก ทั้งหน่วยงานและบุคคลมาอบรมให้ความรู้ เช่นเกษตรจังหวัด พัฒนาชุมชน ฯลฯ การเรียนรู้เรื่องการทำปุ๋ยชีวภาพ การเลี้ยงปลา การทำอาหาร ทำขนมพื้นบ้าน ทำให้สมาชิกในชุมชนทั้งผู้สูงอายุ คนวัยทำงาน ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเด็กและเยาวชนในหมู่บ้าน และได้เชื่อมโยงการเรียนรู้กับโรงเรียนในพื้นที่ 2 โรงเรียน โดยโรงเรียนได้ส่งนักเรียนมาเรียนกับชุมชน ทุกวันศุกร์ ซึ่งนักเรียนได้ทั้งความรู้ติดตัวและมีความสนุกสนานกับกิจกรรมนอกห้องเรียน

ผู้ศึกษาดูงานที่สำคัญ คือคนในตำบล และเครือข่ายชุมชนในพื้นที่จังหวัดพัทลุงด้วยกันเอง ที่เดินทางมาเรียนรู้ ดูงาน ทุกๆอาทิตย์ สอดคล้องกับสถานการณ์และจังหวะที่คนในพื้นที่ตื่นตัวกับการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้ทุนและภูมิปัญญาในท้องถิ่น คุณชุติมามีความเห็นว่านี่เป็นทางเลือกที่สำคัญของชุมชน ในการพึ่งตนเอง พึ่งกันเอง เป็นทางเลือกที่ลงทุนน้อย แต่ได้ผลคุ้มค้า หากทุกคนรู้จักคำว่าพอเพียง
ไม่เพียงแต่ประชาชนเท่านั้น หน่วยงานในจังหวัดก็ได้ร่วมเรียนรู้กับประชาชนในพื้นที่ เมื่อชุมชนมีแผนในการจัดการความรู้ของตนเอง จัดกระบวนการเรียนรู้โดยเอาผู้เรียนและชุมชนเป็นตัวตั้ง จึงได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายในเวลาต่อมา ทั้งหน่วยงานระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ศูนย์เรียนรู้ ส่งเสริมการทำนาและเกษตรผสมผสานเน้นการพออยู่พอกิน ก่อนขายเป็นรายได้ ส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่าย ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน ส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร เพื่อสุขภาพที่ดี ส่งเสริมการเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เพื่อเป็นอาหารโปรตีน ทุกกิจกรรมเพื่ออุ้มชูตัวเองไม่ไห้มีหนี้สิน และทำงานอยู่กับบ้านสร้างความอบอุ่นคนในครอบครัว มีผลผลิตสำคัญ ในการดำเนินงานพัฒนาอย่างครบวงจร เพื่อคืนชีวิตให้นา คืนปลาให้น้ำ และสืบสานอาหารพื้นบ้าน ตัวอย่างงานพัฒนาสำคัญคือการคือการฟื้นฟูนาข้าว พร้อมกับการจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ทำนาอินทรีย์ และตั้งโรงสีชุมชนขึ้นมาเพื่อผลิตข้าวซ้อมมือและข้าวกล้องบรรจุถุงจำหน่าย โดยเฉพาะข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียง เช่น ข้าวสังข์หยดและข้าวเล็บนก
ในอดีตที่ผ่านมา ชาวบ้านในตำบลตำนานส่วนใหญ่ทำนาโดยใช้สารเคมีทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเกือบ 100 % แต่เมื่อได้รับความรู้และเห็นโทษภัยจากสารเคมีแล้ว ชาวบ้านจึงค่อยๆ ลดสารเคมีลง ปัจจุบันมีการทำนาแบบอินทรีย์ในเนื้อที่รวมกันประมาณ 200 ไร่ มีการรวมกลุ่มกันทำปุ๋ยอินทรีย์ มีสมาชิกจำนวน 35 ราย โดยใช้ขี้หมู แกลบ รำ กากน้ำตาล และสารเร่ง พด. มาคลุกเคล้าผสมให้เข้ากันแล้วหมักเอาไว้ประมาณ 1 เดือนจึงนำเอาไปใช้ได้
เมื่อมีกระแสการบริโภคข้าวเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะข้าวพันธุ์สังข์หยดที่กำลังได้รับความนิยม ทำให้ตลาดมีความต้องการสูง ขณะเดียวกันจังหวัดพัทลุงได้มีการส่งเสริมให้ชาวนาปลูกข้าวพันธ์สังข์หยดอินทรีย์กันมากขึ้น มีการขึ้นทะเบียนรับรองผู้ปลูก หากผ่านขั้นตอนการปลูกข้าวได้ตามมาตรฐานที่กำหนดเอาไว้ ก็จะทำให้ชาวนาขายข้าวสังข์หยดได้ไม่ต่ำกว่าเกวียนละ 20,000 บาท ขณะที่ข้าวทั่วไปที่ชาวบ้านปลูกมีราคาไม่เกินเกวียนละ 10,000 บาท ดังนั้นชาวบ้านในตำบลตำนานจึงหันมาปลูกข้าวสังข์หยดอินทรีย์มากขึ้น และมีการจัดตั้งโรงสีชุมชนที่บ้านโตระขึ้นมาเพื่อผลิตข้าวกล้องสังข์หยด เป็นการบูรณาการงานพัฒนาทั้งระบบ ภายใต้อัตลักษณ์ชุมชนอย่างยั่งยืน
สำหรับประวัติความเป็นมาของข้าวสังข์หยดนั้น เป็นข้าวพันธุ์ท้องถิ่นที่ชาวบ้านปลูกกินกันมานานนับร้อยปี และจะปลูกได้ผลดีในเขตจังหวัดพัทลุงเท่านั้น ในปี 2543 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถมีพระราชดำริให้โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ จังหวัดพัทลุง และศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง นำพันธุ์ข้าวสังข์หยดมาปลูกและคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีเอาไว้ ต่อมาในปี 2546 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จมายังจังหวัดพัทลุงและได้เสวยข้าวสังข์หยด ซึ่งพระองค์รับสั่งว่าอร่อย และทรงโปรดให้ปลูกเพื่อขยายพันธุ์เพิ่มเติม และนำเมล็ดพันธุ์ไปส่งเสริมให้ชาวบ้านในจังหวัดพัทลุงปลูก ในเวลาต่อมาจึงได้มีการนำข้าวสังข์หยดไปเผยแพร่ตามงานต่างๆ เช่น งานศูนย์ศิลปาชีพ งานแสดงสินค้า ฯลฯ เพื่อให้ประชาชนรู้จักและขยายตลาดออกไป






