ชุมชนท้องถิ่นถือเป็นสังคมฐานรากที่สำคัญของประเทศชาติ หากแต่ละชุมชนท้องถิ่นมีการรวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่หวังพึ่งพิงการสนับสนุนจากภายนอกเพียงอย่างเดียว จะเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การสร้างชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งพาตัวเองได้ ดังตัวอย่างรูปธรรมจากชุมชนต่างๆ ในจังหวัดพัทลุง
ทางเลือก-ทางรอดของคนตัดยางหวะ จ.พัทลุง สร้างธนาคารอาหาร-กองทุนช่วยเหลือกันในภาวะยางราคาตกต่ำ
เกษตรกรส่วนใหญ่ในภาคใต้มีพืชเศรษฐกิจหลัก 2 อย่าง คือ ยางพาราและปาล์มน้ำมัน ถือเป็นพืชทองคำที่ทำรายได้ให้เกษตรกรมายาวนานหลายสิบปี จนถึงยุคที่สถานการณ์เปลี่ยนไป ยางพาราและปาล์มน้ำมันมีราคาตกต่ำ ไม่คุ้มทุนและค่าแรงงาน หลายคนต้องนอนเอามือก่ายหน้าผาก มองไม่เห็นหนทางว่าจะนำพาครอบครัวไปทิศทางใด เพราะต้องหาเงินมาใช้จ่ายรายวัน ต้องหาเงินให้ลูกเรียน ผ่อนส่งรถปิคอัพ หนี้ ธ.ก.ส. และอื่นๆ อีกจิปาถะ
แต่ที่ ตำบลคลองใหญ่ อ.ตะโหมด จ.พัทลุง ชาวบ้านที่นี่ได้รวมตัวกันเป็น ‘เครือข่ายคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อยจังหวัดพัทลุง’ มาตั้งแต่ปี 2557 เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องในยามที่ยางพารามีราคาดำดิ่งลงเรื่อยๆ เช่น จัดตั้งกองทุนข้าวสารให้สมาชิกนำไปหุงกินก่อนแล้วค่อยผ่อนชำระ ส่งเสริมธนาคารอาหารข้างบ้าน ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เอาไว้กินเอง เพื่อลดรายจ่าย รวมทั้งส่งเสริมการออมเงิน และมีกองทุนให้ให้สมาชิกที่เดือดร้อนหยิบยืมเงินไปใช้จ่ายในยามจำเป็น ฯลฯ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกในการขับเคลื่อน
ดรณ์ พุมมาลี ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ เล่าว่า สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่จัดตั้งขึ้นในปี 2552 ตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มีเป้าหมายเพื่อให้ชาวบ้านในตำบลต่างๆ ทั่วประเทศรวมตัวกันจัดตั้งสภาฯ (1 ตำบล 1 สภาฯ) เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง โดยมี พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ รองรับ ตนจึงชักชวนให้กลุ่มต่างๆ ในตำบลมาร่วมกันจัดตั้งสภาฯ รวมทั้งหมด 7 กลุ่ม มีสมาชิกสภาฯ 28 คน (มาจากตัวแทนกลุ่มๆ ละ 4 คน) เพื่อนำปัญหาต่างๆ ในตำบลมาพูดคุยกันและช่วยกันหาทางออก มีการประชุมสภาฯ เดือนละ 2 ครั้ง ถือเป็นสภาของประชาชนอย่างแท้จริง
ส่วนสภาพปัญหาในตำบลนั้น ดรณ์ บอกว่า ชาวบ้านในตำบลคลองใหญ่ ส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางรายย่อย มีสวนยางไม่เกินรายละ 15 ไร่ และหลายครอบครัวไม่มีสวนยางเป็นของตัวเอง ต้องรับจ้างกรีดยาง หรือเรียกว่า “คนตัดยางหวะ” มีรายได้เป็นรายวัน ประมาณวันละ 300-400 บาท ในช่วงฤดูฝนหรือวันที่ฝนตกจะกรีดยางไม่ได้ ซึ่งใน 1 ปีจะตัดยางไม่ได้ประมาณ 4 เดือน ทำให้ไม่มีเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว หลายครอบครัวต้องไปกู้ยืมเงินนอกระบบมาใช้จ่าย และต้องส่งดอกเบี้ยและเงินกู้เป็นรายวัน เฉพาะดอกเบี้ยตกร้อยละสิบต่อวัน ถ้ากู้เงินมา 1,000 บาท จะต้องจ่ายดอกเบี้ยวันละ 100 บาท วันไหนไม่มีเงินก็ต้องปิดประตูหน้าต่าง ปิดไฟหลบอยู่ในบ้าน หรือไปหลบซ่อนอยู่ในสวนยางทั้งวัน เพราะกลัวพวกมอเตอร์ไซค์เงินกู้จะมาข่มขู่ทวงเงิน
“ผมเห็นเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำ เห็นแล้วก็เศร้าใจ โดยเฉพาะคนตัดยางหวะ หากวันไหนไม่ได้กรีดยาง ก็จะไม่มีเงินมาซื้อข้าวกิน จึงคิดตั้งกองทุนข้าวสารขึ้นมา โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีพูดคุย เริ่มตั้งแต่ปี 2557 โดยชวนคนตัดยางหวะ 6-7 คนมานั่งคุยกัน ถามข้อมูลว่าแต่ละครอบครัวกินข้าววันละเท่าไหร่ เดือนละเท่าไหร่ แล้วเอาข้าวสารจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง 5 กระสอบมาเป็นกองทุนฯ ให้คนตัดยางยืมไปกินก่อน รวมทั้งมีพระสงฆ์ที่เห็นโครงการเอาเงินมาช่วยอีก 10,000 บาท ใครเอาข้าวไปแล้ว เมื่อมีเงินก็เอามาคืน เพื่อหมุนเวียนไปซื้อข้าว” ดรณ์เล่าความเป็นมาของกองทุนข้าวสาร
หลังจากนั้นกองทุนฯ จึงเก็บค่าสมาชิกรายละ 50 บาท เพื่อเป็นทุนซื้อข้าวเปลือก มาสี รวมทั้งกองทุนฯ ยังสนับสนุนให้ชาวนาในตำบลปลูกข้าวอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี เพื่อให้ชาวบ้านได้กินข้าวที่ปลอดภัย มีคุณภาพ แล้วกองทุนฯ จะรับซื้อข้าวเปลือกเพื่อนำมาสีในราคากิโลกรัมละ 18 บาท
ชัยวัฒน์ สระทองวี ผู้จัดการกองทุนข้าวสาร เล่าเสริมว่า ตนเองทำนาปลูกข้าวอินทรีย์ในเนื้อที่ 10 ไร่ ปีหนึ่งทำได้ 2 ครั้ง ได้ข้าวเปลือกประมาณ 16 ตัน เมื่อมีกองทุนข้าวสารขึ้นมา ตนจึงซื้อเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก 2 เครื่องมาสีข้าว และรับจ้างสีข้าวให้กองทุนฯ มีรายได้กิโลกรัมละ 3 บาท สามารถสีข้าวสารได้สูงสุดวันละประมาณ 600 กิโลกรัม กองทุนฯ ขายให้สมาชิกราคา กก.ละ 30 บาท (ขายทั่วไป กก.ละ 40 บาท) สมาชิกสามารถเอาข้าวไปกินได้ก่อน แล้วชำระเงินภายใน 15 วัน
“ส่วนผู้ที่ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ คนพิการ จะลดราคาข้าวให้ 50 % นอกจากนี้หากครอบครัวสมาชิกกองทุนฯ รายใดเสียชีวิต กองทุนฯ จะมอบข้าวสารให้ 1 กระสอบ เพื่อนำไปหุงเลี้ยงแขกในงานศพ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้สมาชิกกองทุนฯ” ชัยวัฒน์บอก
ปัจจุบันกองทุนข้าวสารมีสมาชิกทั้งหมด 93 ราย (ครอบครัว) มีเงินหมุนเวียนประมาณ 40,000 บาท มีข้าวเปลือกสำรองประมาณ 1 ตัน โดยรับซื้อข้าวเปลือกอินทรีย์จากชาวนาในตำบลคลองใหญ่ ราคา กก.ละ 18 บาท ซึ่งส่วนใหญ่จะปลูกข้าวพันธุ์ขาวไข่มุก เพราะเหมาะกับสภาพพื้นที่ หุงขึ้นหม้อ เมล็ดข้าวนิ่ม ข้าวไม่แข็งตัวเมื่อปล่อยทิ้งไว้
ดรณ์ เล่าต่อว่า เมื่อมีข้าวแล้วก็ต้องมีกับข้าวกินด้วย ในปี 2559 จึงทำเรื่อง “ธนาคารอาหารข้างบ้าน” โดยชักชวนให้สมาชิกกองทุนข้าวสารใช้ที่ว่างข้างบ้านหรือสวนยางมาเป็นแปลงปลูกผัก โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน เช่น เหรียง มันปู หมุย ดีปลี (พริก) มะเขือ ขมิ้น ฯลฯ ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลในตำบลมีผักพื้นบ้านที่กินได้กว่า 90 ชนิด ภายหลังจึงได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดสร้างโรงเรือนเพื่อปลูกผักอินทรีย์ ขนาด 2 X 12 เมตร จำนวน 7 โรง มีสมาชิกโรงละ 7 คน มีผักสวนครัวต่างๆ เช่น ผักกาด คะน้า โขม ถั่วหนัง พริก กะเพรา ฯลฯ โดยสมาชิกช่วยกันปลูกและดูแล ใครขาดเหลือก็มาเก็บเอาไปกิน หากเหลือก็ขายเป็นรายได้ เฉลี่ยต่อโรงประมาณ 1,600-2,000 บาทต่อรอบการเก็บ 30-45 วัน
นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เลี้ยงปลา เป็ด ไก่ แบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี เพื่อเป็นแหล่งอาหารของครอบครัวและชุมชน ทำให้แต่ละครอบครัวสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารได้อย่างน้อยวันละ 100-200 บาท หรือเดือนละ 3,000-6,000 บาท
นอกจากข้าวปลาและอาหารแล้ว เครือข่ายคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย จ.พัทลุง ยังร่วมกันจัดตั้ง ‘ธนาคารเครือข่ายคนกรีดยางฯ ’ ขึ้นมา ในปี 2559 เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกเก็บออมเงินเอาไว้ใช้ ไม่ต้องเสียเวลาไปฝากที่ธนาคารในอำเภอ แต่ฝากกับธนาคารในชุมชนที่ชาวบ้านจัดตั้งขึ้นมาเอง เปิดให้ฝากเงินเดือนละ 2 ครั้ง ฝากเงินขั้นต่ำคนละ 10 บาท ใครมีมากก็ฝากมาก ตอนนี้มีเงินฝากทั้งหมดประมาณ 30,000 บาท มีสมาชิกทั้งหมด 93 ราย
กองทุนหยิบยืม เริ่มจากเงินที่เหลือจากการทำบุญงานศพบิดาของดรณ์ในปี 2559 จำนวน 9,000 บาท (รวมกับเงินที่เหลืออีกจำนวนหนึ่งที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) นำมาช่วยชุมชนเรื่องภัยพิบัติ) นำมาเป็นเงินกองทุนเพื่อให้สมาชิกเครือข่ายคนกรีดยางฯ หยิบยืมไปใช้ในยามจำเป็น หรือนำไปปลดหนี้นอกระบบ รายละไม่เกิน 2,000 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ย ชำระคืนภายใน 1 เดือน ที่ผ่านมาช่วยเหลือสมาชิกและปลดหนี้นอกระบบไปแล้วประมาณ 20 ราย ปัจจุบันมีเงินกองทุนประมาณ 30,000 บาท
“ตอนนี้สมาชิกเครือข่ายคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อยฯ ของเรามีข้าวกิน มีอาหารและผักที่ปลอดภัย มีสุขภาพดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ แม้ว่าราคายางจะไม่ดีขึ้น แต่เราก็ยังมีกองทุนต่างๆ และมีเงินเก็บออมเอาไว้ใช้และช่วยเหลือกันในยามจำเป็น”
ดรณ์บอกถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตำบลคลองใหญ่ และเสริมว่า ตอนนี้เรากินอิ่มและนอนอุ่นแล้ว แต่เป้าหมายต่อไป คือ “ทุนจะต้องมี และหนี้จะต้องลด” ซึ่งทุนในที่นี้หมายถึงทุนทางปัญญา คือจะต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในตำบลให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด เช่น หากมีที่ดินว่างตรงไหนก็จะนำมาสร้างเป็นธนาคารอาหาร และจะส่งเสริมการออมเงินให้มากขึ้น เพื่อให้มีเงินกองทุนนำไปส่งเสริมอาชีพและการแปรรูปผลผลิตต่างๆ ในตำบล ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่จะรอให้ยางราคาดีขึ้นเพียงอย่างเดียว และเมื่อมีเงินก็เอาไปปลดหนี้ในระบบ เช่น หนี้ ธ.ก.ส. เป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัวและตำบลอย่างครบวงจร
วันนี้สถานการณ์ยางพาราได้เปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้รับซื้อยางพารารายใหญ่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาจะทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์จากยางพาราของจีนลดน้อยลง ส่วนอุตสาหกรรมทั่วโลกที่เคยใช้ยางพาราก็หันไปใช้ยางสังเคราะห์ซึ่งมีราคาถูกกว่า ทำให้ตลาดยางตีบตันและราคาไม่มีโอกาสที่จะขึ้นสูงเหมือนในอดีตได้อีก
ตัวอย่างการปรับตัวของเครือข่ายคนกรีดยางรายย่อยฯ จ.พัทลุง จะเป็นต้นแบบให้ชาวสวนยางในพื้นที่อื่นๆ ได้นำไปปรับใช้ ไม่ต้องพึ่งพิงการปลูกพืชชนิดเดียว แต่ใช้พื้นที่ที่มีอยู่มาสร้างแหล่งอาหารที่หลากหลาย มั่นคงและปลอดภัย แม้ว่าราคายางจะตกต่ำ แต่รายจ่ายในครอบครัวก็จะลดลง และยังมีกองทุนต่างๆ เอาไว้ช่วยเหลือจุนเจือกัน…เป็นทางเลือกและทางรอดของเกษตรกรสวนยางในวันนี้
การบูรณาการแผนงานและงบประมาณ
ภายหลังจากการทำแผน และข้อเสนอระดับตำบล สภาองค์กรชุมชนตำบลทุกสภาฯ ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ได้บูรณาการงาน และงบประมาณจำนวน 150,000 บาท ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ในการดำเนินงานร่วมใน 2 ระดับ ประกอบด้วย
- การจัดทำแผนพัฒนาระดับตำบล เพื่อขยายผลต่อยุทธศาสตร์จังหวัดแบบบูรณาการ
- การรับรองข้อมูลของตำบล ผ่านของเสนอเชิงนโยบายทุกตำบล
เวทีบูรณาการแผนชุมชนของสภาองค์กรชุมชนทุกสภาฯ ในพื้นที่ จ.พัทลุง ร่วมกับ อบจ.พัทลุง มหาวิทยาลัยทักษิณ และหน่วยงานในระดับจังหวัด มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กว่า 250 คน ระหว่างวันที่ 30 – 31 พ.ค. 62 โดยมีเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ
1) พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายระดับพื้นที่ตำบลสู่การรับรอง
2) นำฐานข้อมูลสู่การกำหนดทิศทางของยุทธศาสตร์การพัฒนา และแนวการเคลื่อนในแต่ละประเด็น ระดับจังหวัด
ทั้งนี้ ได้มีการจับมือร่วมกันระหว่างขบวนองค์กรชุมชน อบจ. และ พอช. ในการผลักดันสู่การประกาศเป็นนโยบายจังหวัด รวมทั้งการเสนอประเด็นที่มีความเร่งด่วนต่อผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด ภายในปีงบประมาณ 2562







