
สภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลปากพะยูน มีการวางแผนการทำงาน ร่วมกับกองทุนออมบุญสวัสดิการเทศบาลตำบลปากพะยูน และ กม. (คณะกรรมการหมู่บ้าน) ถกแถลงร่วมกันมา แต่ ยังหาข้อสรุปเรื่อง หนึ่งแผนหนึ่งตำบลยังไม่สำเร็จเท่าที่ควร เลยมาถอดกระบวนการผ่านการศึกษาบริบท ธรรมเนียม และข้อจำกัดต่างๆ พบว่า
องค์กรชุมชนได้เรียนรู้ เพื่อให้เกิด กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน ทำให้คนในชุมชน รู้สิทธิ์ รู้หน้าที รู้ปัญหา รู้การที่จะหาทางแก้ไข แล้วทำแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาในชุมชน ตั้งแต่แผนแก้ได้ด้วยตนเอง แผนร่วมแก้ปัญหากับหน่วยงาน แผนให้หน่วยงานแก้ไขให้ เป็นการทำแผนจากฐานรากของปัญหา
หลักคิดเรื่องหนึ่งแผนหนึ่งตำบล
ให้คนในชุมชนร่วมรับรู้กันตั้งแต่ต้น เป็นแผนของของทุกคน ไม่ใช่แผนของประธาน
กับเลขาฯสองคน และไม่ใช่แผนรับเหมา เอามาทำเอง
หลักคิดต่อมา คือ การไปเปิดเวทีให้ความรู้ ค้นปัญหา หาทางแก้ไขโดยมีแผนทั้งสาม ระดับ นั้นคือหลักคิดและเจตนารมณ์ของหนึ่งแผนหนึ่งตำบลตามเป้าหมายที่ ชุมชนต้องเดินไปให้ถึงในการแก้ปัญหาตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่ชุมชนจัดการตนเองตามที่วาดฝัน

ใช้วงสภาเป็นพื้นที่ในการพบปะ เอาของที่ตัวเองมีมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน อาทิ กลุ่ม อสม. ก็เป็นส่วนหนึ่ง ของสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลปากพะยูน ข้าวเที่ยง อาหารเที่ยง กับข้าวบ้านๆ แกงปลาหัวโม่งสดจากทะเลสามน้ำ หลายคนชมว่าอร่อย ผิดแปลกไปจากวงประชุมทั่วๆไป ที่มักเป็นข้าวกล่อง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ชุมชนต่างๆ อาทิ ปลาขี้เกะไร้ก้าง จากแปรรูปของแม่บ้านเกษตรกร อีกกลุ่มที่มาจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน ผักสวนครัวรั้วกินได้ ผักพื้นบ้าน อาหารเพื่อสุขภาพ จึงได้หลักคิดที่ว่า คนสำราญงานสำเร็จ ประชุมเสร็จ ไปสร้างงานในพื้นที่ เป็นมิติใหม่ในการทำงานของสภาฯ สร้างรุปธรรมจากสิ่งที่มีเชื่อมโยงให้เป็นระบบ



การนำข้อจำกัดมาเป็นโอกาสในการทำงาน
บทเรียนจากการเชิญหน่วยงานราชการมาร่วมพัฒนาข้อเสนอ พบวา ที่ประชุมมีความเห็นว่าจะต้องเชิญในวันราชการ และต้องให้ผู้มีบารมีหรือคนที่เขา เกรงใจเป็นคนเชิญ และต้องไม่เชิญประชุมในวันหยุด ราชการ ในความคิดเห็นของผู้เขียนในฐานะประธานสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลปากพะยูน มีความคิดว่า ยิ่งเป็นคนของราชการ ยิ่งเป็นโอกาสดี ที่ต้องเข้าร่วมเวทีชาวบ้าน ยิ่งเป็นข้าราชการที่เป็นคนในพื้นที่ยิ่งมีความสำคัญมากยิ่ง ขึ้นที่จะต้องร่วมคิดร่วมทำร่วมค้น ร่วมค้นร่วมแก้ปัญหาของชุมชน ถือเป็นมิติใหม่ในการกำหนดธงร่วมในระดับพื้นที่ สร้างความเชื่อมั่นในงานภาคประชาชนเชิงระบบโครงสร้างทางสังคม
ค้นหาทุนของชุมชน เพื่อเสริมสร้างขีดความสมารถขบวนองค์กรการเงิน และทุนชุมชนในการจัดระบบการเงินในการแก้ปัญหาหนี้สินของชุมชน
หลายคนที่ทำงานกับชุมชนแล้วพบปัญหาอุปสรรคในการขับเคลื่อนงานของชุมชน ได้หยิบยกปัญหาต่างๆที่ค้นพบมา สะท้อน วิเคราะห์ หาสาเหตุ หาทางแก้ไข ในแต่ละพื้นที่มีปัญหาที่คล้ายๆกัน เช่น ชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ คณะกรรมการไม่ทำงาน ไม่รู้บทบาทหน้าที่ของตัวเอง ชุมชนมีหนี้สินมาก ขาดจิตรสำนึก ขาดจิตอาสา ชุมชนจน ชุมชนเจ็บ ชุมชนป่วย และขาดงบประมาณในการขับเคลื่อนงาน จึงเกิดเป็นแผนงานการแก้ไขปัญหาระบบเศรษฐกิจชุมชนทุกมิติ ผ่านวงกาแฟยามเช้า
รูปแบบการทำงานของสภาฯ ใช้บรรยากาศเหมาะในการจิบกาแฟสนทนา ณ.ที่ทำการสภาองค์กรชุมชน หนุ่มหน้ามลคนน่ารัก ขับมอเตอร์ไซค์มาทาย ทักทายตอนเช้า หลังจากที่ได้ทำความรู้จักทักทายทางไลน์กันตอนกลางคืน ก็รู้จักกัน ว่าใครเป็นใคร ทำอะไรในชุมชน
นับเป็นเวลาเนิ่นนานมามากทีเดียว ที่เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับแมลงตัวเล็กชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์เหลือคณานับ เราเพิ่งมองเห็นประโยชน์จากเขาอย่างจริงจังเมื่อไม่นาน ต่างจากผึ้งญาติของเขาที่เราให้ความสำคัญและใช้ประโยชน์จากเขามาช้านาน เราได้มองข้าม ชันโรง ผึ้งตัวเล็กๆ ไปนานโข ชันโรงเป็นผึ้งชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็กกว่าผึ้งพันธุ์ ประมาณ 2-3 เท่า พบว่า ในโลกมีชันโรงมากกว่า 400 ชนิด พบในทวีปอเมริกามากกว่า 300 ชนิด ส่วนใหญ่พบในทวีปอเมริกาใต้และทวีปเอเชีย
โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศและพบพันธุ์ชันโรงจำนวน 23 ชนิด ชันโรงเป็นผึ้งที่ปรับตัวได้เก่ง สามารถอาศัยอยู่ในรูตามเหลือบ ตามซอก ในโพรงต้นไม้ ในโพรงใต้ดิน ตามกองวัสดุ ท่อน้ำต่างๆ ทั้งตามบ้านพักที่อยู่อาศัย รูเสาบ้าน หรือแม้กระทั่งรูที่เสาไฟฟ้า ปัจจุบัน เราเริ่มให้ความสนใจกับ ชันโรง มีการเลี้ยงและใช้ประโยชน์จากชันโรงเพิ่มมากขึ้น
เรามักกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ผึ้ง เพราะกลัวผึ้งจะต่อย ชันโรงตัวเหมือนกับผึ้ง จึงทำให้ชันโรงดูน่ากลัวไปด้วย คิดว่าชันโรงคงต่อยได้เหมือนผึ้ง แต่ชันโรงเป็นผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน จึงไม่สามารถต่อยได้ ชันโรงมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ที่ภาคกลาง เรียกว่า ตัวชันโรง หรือ ชันโรง ภาคเหนือ เรียกว่า แมงตานี หรือ ขี้ตั๋งนี ภาคอีสานเรียกว่า ขี้สูด เรียกกับชันโรงที่ทำรังใต้ดิน ภาคตะวันออก เรียกว่า ตัวชำมะโรง, อีโลม หรือ แมลงอีโลม ภาคตะวันตก เรียกว่า ตัวติ้ง, ตุ้งติ้ง และภาคใต้ เรียก แมลงอุง การเรียกผึ้งชนิดนี้ว่า ชันโรง ก็น่าจะเรียกตามพฤติกรรมในการเก็บชันของมัน สังเกตเห็นว่า ถ้าเรือลำที่ยาชันไว้ ตัวชันโรงจะมาตอมที่รอยยาชันแล้วเอาชันกลับไปที่รังของมัน ไม้ที่มียางมาก อย่างไม้สน หรือไม้ยาง ตัวชันโรงจะชอบมาตอม
คนไทยรู้จักการใช้ประโยชน์ของผลผลิตตัวชันโรงที่ได้มาจากการเก็บรังชันโรงตามธรรมชาติมานาน ได้นำน้ำผึ้งของมันมาเพื่อใช้บริโภคโดยตรง เชื่อกันว่าน้ำผึ้งจากชันโรงมีสรรพคุณทางยามากกว่าน้ำผึ้งจากผึ้ง การใช้น้ำผึ้งเป็นองค์ประกอบของยา สมุนไพร เพราะเชื่อว่าน้ำผึ้งจากชันโรงมีคุณค่าทางยาสูง ขณะนี้สมาชิกสภาหันมาเลี้ยงชันโรง สร้างรายได้เสริมในชุมชน และใช้ชันโรงเป็นผู้ประสานงานสภาองค์กรชุมชนในเวลาเดียวกัน ผสมแทนน้ำผึ้งลงในกาแฟ จัดประชุมได้อย่างเป็นรูปธรรมภายใต้วาระในชุมชน
กระบวนการได้มาซึ่งแผนพัฒนาและข้อเสนอเชิงนโยบายของสภาองค์กรชุมชนตำบล ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง
เพื่อการตอบโจทย์การพัฒนาตำบล และการเชื่อมโยงงบประมาณของตำบล
สภาองค์กรชุมชน เห็นว่า สืบเนื่องจากกระบวนการทำแผนชุมชนที่ผ่านมา ยุคผู้ใหญ่ลีกลองประชุม (พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๔๐) ถูกแบ่งการทำงานเป็น ๒ ช่วง ช่วงแรก มีใช้เทคนิค/หลักการ/กระบวนการ หาเหตุแห่งทุกข์ โดยแบ่งเป็น ๓ ประเภท ประกอบด้วย
- ศึกษาประเด็นปัญหา
- แยกประเภท
- แนวทางการแก้ปัญหา
ทั้งนี้การทำงานของชุมชนกับรัฐมีความเชื่อโดยทั่วไปว่า เมื่อถึงขั้นศึกษาของประเภท และแนวทางการแก้ไขปัญหา ชุมชนจะไม่มีศักยภาพเพียงพอในการวางแผนแก้ไข หรือพัฒนาด้วยตนเองได้
ในระยะต่อมาเริ่มมีการนำเอาเทคนิคทางธุรกิจมาใช้ อาทิ กระบวนการ SWOT Analysis ซึ่งศึกษาสภาพแวดล้อมภายในชุมชนว่ามีจุดแข็ง (Strengths) และจุดอ่อน (Weaknesses) ในประเด็นใดบ้าง โดยปกติเป็นศักยภาพด้านบุคลากร งบดำเนินการ วัสดุ และอุปกรณ์ การบริหารจัดการ โครงสร้างองค์การ ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลในการส่งมอบบริการ รวมถึงสภาพแวดล้อมภายนอกที่เอื้อ และไม่เอื้อต่อการทำงานของระบบชุมชน
นอกเหนือจากกระบวนการข้างต้น ทางสภาองค์กรชุมชนจึงมีแนวทางภายใต้การกำหนดร่วมถึงข้อเท็จจริงในชุมชนเป็นตัวตั้ง ใน ๓ ระดับ ประกอบด้วย แผนในเชิงนามธรรม กึ่งรูปธรรม และรูปธรรม และได้ประเด็นออกมาผ่านกิจกรรม หนังสือแห่งความสุขแปดหน้า โดยจัดเวทีร่วมกับกลุ่มองค์กรชุมชน ประชาชนทั่วไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานในระดับพื้นที่ จำนวน ๓ สิ่งที่คนปากพะยูนอยากเห็นและอยากให้เกิดขึ้นคือ
อยากเห็นคนในตำบลมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร และทำการลงคะแนน จนได้เป็นวิสัยทัศน์ของตำบล
ทำอย่างไรจึงจะไปถึงภาพฝัน และทำการลงคะแนน จนได้เป็นโครงการที่จะเสนอกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเสนอเพื่อบูรณการแผนงานและงบประมาณ
การบูรณาการแผนงานและงบประมาณ
ภายหลังจากการทำแผน และข้อเสนอระดับตำบล สภาองค์กรชุมชนตำบลทุกสภาฯ ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ได้บูรณาการงาน และงบประมาณจำนวน 150,000 บาท ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ในการดำเนินงานร่วมใน 2 ระดับ ประกอบด้วย
- การจัดทำแผนพัฒนาระดับตำบล เพื่อขยายผลต่อยุทธศาสตร์จังหวัดแบบบูรณาการ
- การรับรองข้อมูลของตำบล ผ่านของเสนอเชิงนโยบายทุกตำบล
เวทีบูรณาการแผนชุมชนของสภาองค์กรชุมชนทุกสภาฯ ในพื้นที่ จ.พัทลุง ร่วมกับ อบจ.พัทลุง มหาวิทยาลัยทักษิณ และหน่วยงานในระดับจังหวัด มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กว่า 250 คน ระหว่างวันที่ 30 – 31 พ.ค. 62 โดยมีเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ
1) พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายระดับพื้นที่ตำบลสู่การรับรอง
2) นำฐานข้อมูลสู่การกำหนดทิศทางของยุทธศาสตร์การพัฒนา และแนวการเคลื่อนในแต่ละประเด็น ระดับจังหวัด
▪ทั้งนี้ ได้มีการจับมือร่วมกันระหว่างขบวนองค์กรชุมชน อบจ. และ พอช. ในการผลักดันสู่การประกาศเป็นนโยบายจังหวัด รวมทั้งการเสนอประเด็นที่มีความเร่งด่วนต่อผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด ภายในปีงบประมาณ 2562
ผลการบูรณาการ
สภาองค์กรชุมชนตำบลที่ดำเนินการจัดทำแผนงานการพัฒนา ได้ตกผลึกยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับจังหวัด 7 ด้านร่วมกัน และมีการเข้าไปเป็นสัดส่วนการจัดตั้งคณะทำงานร่วมแต่ละด้าน (คณะทำงานร่วมภาครัฐและภาคประชาชน) ในการกำหนดเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด ภาค และ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติภาคใต้ และด้านสุดท้าย ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม






