
ย้อนหลังไปเมื่อปลายปี 2554 ภาคกลาง และกรุงเทพมหานครเกิดวิกฤตน้ำท่วมครั้งรุนแรง เมืองเป็นอัมพาตจมอยู่ใต้บาดาล สภาพเศรษฐกิจหยุดชะงัก บ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรมได้รับความเสียหาย ผู้คนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างจำนวนมาก แต่ในท่ามกลางอุทกภัย น้ำใจของคนไทยทั่วทั้งประเทศก็หลั่งไหลกันมาช่วยซับน้ำตาพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ ไม่ต่างจากน้ำใจของคนในภาคอีสาน
สถานการณ์ในขณะนั้นนอกจากขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานตอนบน อีสานตอนกลาง ที่ออกมาช่วยระดมสิ่งของบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว ขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานตอนใต้ 6 จังหวัด ก็ได้ลุกขึ้นมา เชื่อมโยงภาคีรัฐ ท้องถิ่น ท้องที่ และภาคเอกชน “จัดตั้งครัวหลวง” เปิดศูนย์ปฏิบัติการ “ตุ้มโฮมฮักแพงแบ่งปันขบวนชุมชนอีสาน สู่ผู้ประสบภัย” ณ วัดมิตรภาพวนาราม เทศบาลตำบลกลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสี ระดมธารน้ำใจคนอีสาน รวบรวมข้าวสารอาหารแห้งเพื่อช่วยบรรเทาความเดือนร้อน จัดขบวนรถคาราวานส่งความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเฉพาะหน้าเร่งด่วน รอบแรกแบ่ง 3 สาย ลงพื้นที่ กรุงเทพฯ ปริมณฑล ลพบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี สระบุรี อยุธยา และอ่างทอง
นายสมคิด สิริวัฒนากุล ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ในขณะนั้น เล่าให้ฟังว่า ขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น จัดรถคาราวานบรรทุกข้าวของอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารสด พืชผัก อาหารแห้ง เครื่องใช้ต่างๆ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคกลาง ช่วงที่ผ่านมาขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสาน ได้มีการประชุมเตรียมการ และกระจายตัวไปในแต่ละจังหวัดบอกข่าวกับพี่น้อง มีการออกแบบระบบการบริหารงาน ระบบข้อมมูลพื้นที่ประสบภัย การประสานสิ่งของจากพี่น้องภาคอีสาน ซึ่งยอดรวม ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2554 สามารถระดมธารน้ำใจคนอีสานได้ข้าวสารรวม 25 ตัน ยอดเงินบริจาครวม 150,000 บาท




“สมัชชาประชาธิปไตยชุมชน สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” นโยบายการพัฒนา ต้องมาจากฐานราก
ในระหว่างที่พี่น้องกำลังระดมสรรพกำลังและสิ่งของช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย ขบวนสภาองค์กรชุมชนภาคอีสานก็กำลังเตรียมงานสำคัญควบคู่ไปด้วย นั่นก็คืองาน “สมัชชาประชาธิปไตยชุมชน สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18-19 ธันวาคม 2554 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น และจัดประชุมสมัชชาสภาองค์กรชุมชนตำบล ณ หอประชุมโรงเรียนเวียงวงกตวิทยาคม โดยมีสมาชิกสภาองค์กรชุมชน ในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน และสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง เข้าร่วมงานหลายพันคน
ที่ผ่านมา คณะทำงานขับเคลื่อนสมัชชาองค์กรชุมชนภาคอีสาน โดยความร่วมมือระหว่างสภาพัฒนาการเมืองภาคอีสาน และสภาองค์กรชุมชนภาคอีสาน จัด เพื่อผนึกกำลังสร้างกระบวนการทางการเมืองภาคประชาชน เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีช่องทางในการนำเสนอความคิดเห็นและแสดงออกทางการเมือง สู่การกำหนดนโยบายของภาครัฐได้มากขึ้น
นายสุรพร ชัยชาญ ประธานจัดงานสมัชชาฯ ครั้งที่ 1/2554 ระบุว่าเป็นพันธกิจของสภาพัฒนาการเมือง ซึ่งเดิมเคยจัดงานในส่วนกลาง แต่ปีนี้มีมติให้จัดขึ้นตามภูมิภาค โดยเชิญสมาชิกสภาองค์กรชุมชนทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสานนำข้อเสนอ ทุกข์ของคนอีสาน 14 ประเด็น เพื่อเสนอแนะต่อรัฐบาลให้นำไปเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาคนอีสาน
งานนี้เวทีแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งเวทีสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเวียงเก่า ส่วนที่ 2 เวทีสมัชชาที่หอประชุมโรงเรียนเวียงวงกตวิทยาคม เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนได้แสดงออก ตระหนักถึงสิทธิหน้าที่ และเสรีภาพของตนเอง มีส่วนร่วมทางการเมืองภาคประชาชนตามแนวทางประชาธิปไตยชุมชน และสนับสนุนให้องค์กรสมาชิกสภาองค์กรชุมชนภาคอีสาน 863 ตำบล ในขณะนั้น รวมถึงสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองภาคอีสาน ได้ทำหน้าที่ภารกิจตามมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ด้วยการมีส่วนร่วมในการเสนอแนะปัญหา แนวทางแก้ไข หรือความต้องการของภาคประชาชนอีสานต่อฝ่ายนโยบาย รวมทั้งร่วมกันกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะของภาคอีสาน
“การที่พี่น้องมารวมกันในครั้งนี้ ไม่ได้มาเรียกร้องรัฐบาล แต่มายื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย ที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมกำหนดตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล ขึ้นมาระดับจังหวัด จนวันนี้ได้จัดกระบวนการในระดับภูมิภาค กลั่นกรองจนเหลือ 14 เรื่องประเด็นสาธารณะ เป็นนโยบายพัฒนาภาคอีสานฉบับประชาชน 2554 ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร การจัดการที่ดินในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การทำเหมืองแร่โปแตส เหมืองแร่จังหวัดเลย การจัดการลุ่มน้ำโขง และลุ่มน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สวัสดิการชุมชน การพัฒนาองค์กรภาคประชาชน การแก้ไขปัญหาราคาผลิตทางการเกษตร การศึกษา เกษตรพันธสัญญา ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ผ่านการจัดทำร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น” นายสุรพร กล่าว
ครูสน รูปสูง ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานสภาพัฒนาการเมือง (ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้ว) ให้ข้อมูลว่า สภาพัฒนาการเมืองเป็นสภาที่เกิดขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หน้าที่ของสภาพัฒนาการเมืองมีหน้าที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ 1) มีหน้าที่ในการจัดทำแผน และนำแผนพัฒนาการเมืองไปปฏิบัติ 2) ส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐ 3) พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองให้เข้มแข็ง ซึ่งข้อนี้กฎหมายได้เขียนให้โยงไว้กับ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ต้องร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชนในการพัฒนาประชาธิปไตยจากฐานราก จากจุดนี้จึงได้เกิดโครงการประชาธิปไตยชุมชนขึ้น โดยได้จัดทั่วประเทศ นำร่องจังหวัดละ 11 ตำบล สำหรับภาคอีสานได้จัดขึ้นทั้ง 20 จังหวัด ที่มีสภาองค์กรชุมชน จนเกิดผลขยายไปทั้ง 863 สภาองค์กรชุมชนตำบล
ค่อนข้างเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองที่วิกฤตอยู่ขณะนี้ หรือแม้กระทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำต่างๆ ความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาทั้ง 14 ประเด็นปัญหาที่สภาองค์กรชุมชนตำบลเสนอ ต้องแก้ที่ประชาชนฐานล่าง เพราะบทเรียน 79 ปี ของประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์อำนาจ ได้ทำให้สังคมไทยล้มเหลว ทำให้ชุมชนชนบทอ่อนแอ แตกแยก เชื่อมั่นว่าสภาองค์กรชุมชนที่จัดตั้งขึ้นจะก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ในการคลี่คลายปัญหาด้วยตัวของเขาเอง สิ่งไหนที่เกินอำนาจของประชาชนก็นำมาเสนอในระดับชาติ อย่างที่กำลังจัดขึ้นนั้น
ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบาย บทบาทของสภาองค์กรชุมชนที่กำลังดำเนินอยู่ขณะนี้ก็จะเป็นทางออกของประเทศชาติได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นสภาพัฒนาการเมืองมีหน้าที่มาส่งเสริมให้สภาองค์กรชุมชนได้ดำเนินการขับเคลื่อนทางการเมืองเอง ในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายร่วมกับท้องถิ่น อบต. เทศบาล มีส่วนร่วมกำหนดนโยบายการพัฒนาจังหวัดร่วมกับผู้ว่า กระบวนการเหล่านี้ก่อให้เกิดการยึดโยงกับปัญหาของชุมชน ยึดปัญหาของคนข้างล่างเป็นตัวตั้ง นี่คือประชาธิปไตยทางตรง ประชาธิปไตยที่กินได้ นี่คือทางออกของประเทศชาติ
“หากมีการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งหมด ถ้าคลี่คลายได้จะไปแก้ปัญหาทั้งหมด รัฐที่รวมศูนย์อำนาจนั้นหมดเวลาแล้ว นับแต่นี้ต่อไปสภาองค์กรชุมชนตำบลที่ลุกขึ้นมาเขาจะรวมตัวกันจัดการชุมชนท้องถิ่นของเขาเอง เขาไม่ต้องรอให้ใครมาทำให้แล้ว การเข้าไปกำหนดแผนพัฒนาตำบล จังหวัด นี่คือการปฏิรูปที่เกิดขึ้นจากตัวพี่น้องประชาชนเอง ยิ่งพัฒนายิ่งเรียนรู้ มีเหตุมีผลมากขึ้น อำนาจการตัดสินใจจะสูงขึ้น และกระบวนการนี้นับวันยิ่งขยายตัว” ครูสน กล่าว
จากภัยพิบัติ สู่กองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อความมั่นคงทางอาหาร

เมื่อสถานการณ์ได้กลับสู่สภาวะปกติ ประเด็นเรื่องการรับมือภัยพิบัติ และความมั่นคงทางอาหาร ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระสำคัญในการหารือของขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ บทเรียนการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน หลายที่หลายแห่งถูกนำมาแลกเปลี่ยนถกเถียง เพื่อค้นหารูปธรรมการตั้งรับ เตรียมการทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และการฟื้นฟูในระยะยาว
เวลาผ่านไปประมาณ 2 ปี คราบน้ำตา ร่องรอยจากน้ำท่วมภาคกลาง และกรุงเทพมหานครค่อยๆ จางลง หลายชุมชนได้รับการฟื้นฟูทั้งด้านอาชีพ การซ่อมแซมบ้านเรือน รวมถึงการสร้างบ้านใหม่ แต่เมื่อปี 2556 ก็เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำขึ้นอีก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขยายวงกว้างเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย ภาคอีสานทางตอนใต้เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อีสานใต้ถูกน้ำท่วม 1 – 2 รอบ มีบางพื้นที่ 3 รอบ โดยเฉพาะพื้นที่อาศัยอยู่ติดกับลำน้ำ ไร่นาป่าสวน พืชผัก ผลไม้ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่นาที่เต็มไปด้วยข้าวที่กำลังตั้งท้อง ถูกน้ำท่วมเสียหายเป็นจำนวนมาก บางพื้นที่ไม่เหลือข้าวให้เก็บเกี่ยวไว้บริโภค และเป็นพันธุ์ข้าวในปีต่อไป
ทางขบวนองค์กรชุมชนอีสานใต้ ร่วมกันตั้งศูนย์ตุ้มโฮม ฮักแพง แบ่งปันขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยจัดงานที่ตำบลทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เมื่อเดือนมกราคม 2557 เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือนร้อนพี่น้องที่ประสบภัยพิบัติทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมกับร่วมกันสืบสานประเพณีบุญกุ้มข้าวใหญ่ไทอีสานใต้และพร้อมจะผลักดันให้เป็นวาระของคนอีสานใต้ที่จะจัดขึ้นทุกๆ ปี
ในขณะนั้นแกนนำที่ภาคอีสาน ได้นำข้อคิด และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมาต่อยอดโดยใช้วัฒนธรรมนำการพัฒนา “ตุ้มโฮมขบวนลูกหลานคนมีบุญ” เพื่อระดมเมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่เขตอีสานใต้ 6 จังหวัด เพื่อเป็นสวัสดิการชุมชนไว้สำหรับรองรับสมาชิกที่ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวในการเพาะปลูก ยามได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม หรือการใดๆ เป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องผู้ประสบภัยพิบัติที่ผ่านมา สู่การสานวัฒนธรรมบุญคุณลาน กุ้มข้าวใหญ่ ก่อเจดีย์พันธุ์ข้าวเปลือกเพื่อความมั่นคงด้านอาหารไทอีสานใต้
ร้อยเอกสุลิ ม่านทอง ประธานกองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลทมอ (ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้ว) เล่าให้ฟังว่า การจัดงานในลักษณะนี้ เป็นการสร้างจิตสำนึกของพี่น้องเกษตรกรคนทำนา ถ้าเรามัวรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือองค์กรปกครองท้องถิ่น คงไม่สามารถฟื้นวิถีชีวิตหรือสร้างความมั่นคงทางอาหารได้ เหมือนคำที่ว่า เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง ถ้าทุกตำบลมีกองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าว ก็เกิดความมั่นคงทางอาหารได้
การจัดงานในครั้งนี้ สามารถระดมข้าวเปลือกได้ประมาณ 5 ตัน และเงินบริจาครวมประมาณ 130,000 บาท ที่มาจากน้ำจิตน้ำใจของผู้คนขบวนองค์กรชุมชนไทอีสานใต้ร่วมสมทบจัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธ์ข้าว โดยจะแบ่งสรรออกเป็นกองทุนสำหรับตำบลทมอ และกองทุนใน 6 จังหวัดอีสานใต้ เมื่อแบ่งสรรกองทุนแล้ว ตำบลทมอจะมีเงินกองทุนตั้งต้น ไว้สำหรับให้สมาชิกหยิบยืมในรูปแบบของเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อการเพาะปลูก โดยจะมีการประชุมคณะทำงานกำหนดรายละเอียดของการยืม-คืน ให้ทันรอบการเพาะปลูกครั้งต่อไป
องค์กรชุมชนอุบลฯจัดงานบุญข้าวจี่ ตุ้มโฮมพี่น้องอีสานใต้ เสนอ 11 ประเด็น บรรจุแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ

เดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนสาม ในประเพณีของคนอีสานก็มีงานบุญข้าวจี่ ที่หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวใส่ยุ้งแล้วจะมีการทำบุญเซ่นสรวงบูชาเจ้าที่นา แผ่ส่วนกุศลให้ผีปู่ย่าตายาย แสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยการทำข้าวจี่ หรือการปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนสอดใส้น้ำตาลหรือน้ำอ้อยชุบไข่ปิ้ง จี่จนเหลืองแล้วนำไปถวายพระพร้อมอาหารคาวหวาน
เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอุบลราชธานีร่วมกับ ขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ สภาพัฒนาการเมือง (สพม.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดงาน “ฮีต 12 คอง 14 บุญข้าวจี่คนเมืองอุบลราชธานี ตุ้มโฮมขบวนองค์กรชุมชนพี่น้องอีสานใต้” ณ ทุ่งคำน้ำแซบ เทศบาลเมืองวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
งานนี้นอกจากพี่น้องอีสานใต้ 6 จังหวัด นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี จะมาตุ้มโฮมเอาข้าวมากองร่วมบุญเพื่อสมทบเป็นทุนสำหรับใช้การทำงานของขบวนองค์กรชุมชน ก็ร่วมกันจัดพิธีรำลึกผู้มีบุญบวงสรวงเจ้าพ่อลือคำหาญ-บอกกล่าวเจ้าคำผง ผูกข้อต่อแขน พาข้าวพาแลง การแสดงวัฒนธรรมพี่น้องอีสานใต้ทำบุญตักบาตรข้าวจี่ และร่วมกันประกาศราษฎรเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอุบลราชธานีศรีวนาลัย ที่เป็นข้อเสนอแผนพัฒนาภาคพลเมืองของขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้เกิดการบูรณาการในแผนการพัฒนาระดับจังหวัดอีกด้วย
นายเมริน สายดวง แกนนำเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า เป็นการจัดงานประจำปี 2559 ที่อีสานใต้จัดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอุบลราชธานีเป็นเจ้าภาพจัดงานเพื่อสรุปบทเรียน ผลการทำงานขับเคลื่อนงานพัฒนาภาคประชาชน การพัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงเครือข่าย รวมทั้งยกระดับการทำงานของแกนนำพื้นที่เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล แกนนำขบวนองค์กรชุมชน และแกนนำพื้นที่งานประเด็นรวมทั้งแกนนำภาคีภาคส่วนต่างๆ ราชการ ท้องถิ่น ท้องที่ ประชารัฐในพื้นที่อุบลราชธานีให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนความเข้มแข็งภาคพลเมืองอันเป็นการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคประชาสังคม และการสร้างสำนึกความเป็นพลเมืองผ่านกระบวนการกลไกของสภาพลเมืองในการจัดแผนและทำชุดข้อเสนอที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
นายพงษ์ศักดิ์ สายวรรณ ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนอีสานใต้ และขบวนองค์กรชุมชนอุบลราชธานี อ่านคำประกาศราษฏรพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอุบลราชธานีศรีวนาลัย ซึ่งมีข้อเสนอที่เป็นเป้าหมายร่วมกันของขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานใต้ 11 ประการ ก่อนส่งมอบข้อเสนอดังกล่าวให้กับ ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี
1) สนับสนุนส่งเสริมความร่วมมือไตรภาคี ไทย (อุบลราชธานี,ศรีษะเกษ) ลาว (แขวงจำปาสัก) และกัมพูชา(จังหวัดเปรี๊ยะวิเฮีย) ให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางนิเวศน์วัฒนธรรมข้ามพรมแดน 2) เสนอให้รัฐจัดสร้างระบบขนส่งมวลชนรถไฟรางคู่จากนครราชสีมา-อุบลราชธานี 3) ให้บรรจุการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของภาคประชาชนไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ4) ให้บรรจุแผนการจัดการที่อยู่อาศัยที่อยู่ทำกินไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ 5) ให้บรรจุแผนพัฒนาเศรษฐกิจทุนชุมชนไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ 6) ให้บรรจุแผนการจัดการภัยพิบัติไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ 7) ให้บรรจุแผนการแก้ไขปัญหาที่ดินไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ 8) ให้บรรจุการจัดสวัสดิการชุมชนไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ 9) ให้บรรจุการเชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชนโดยสภาองค์กรชุมชนไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการอย่างน้อย 2 คน 10) ให้มีตัวแทนภาคประชาชนภาคประชาสังคมโดยผ่านการเห็นชอบจากจังหวัดอุบลราชธานีตามพระราชกฤษฎีกาองค์กรชุมชนร่วมบริหารจังหวัดแบบบูรณาการอย่างน้อย 2 คน
และ11) ให้มีเวทีกลางเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยมีองค์ประกอบที่มีภาคประชาชนร่วมด้วยทุกครั้ง
องค์กรชุมชนศรีสะเกษ ตุ้มโฮมคน โฮมบุญ ประกาศยุทธศาสตร์ภาคประชาชน “คนเมืองศรีอยู่ดีมีแฮง”

เมื่อเดือนมกราคม ปี 2560 ปีนี้ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ เป็นเจ้าภาพจัดงาน ตุ้มโฮมไทอีสานใต้ “คนเมืองศรี อยู่ดีมีแฮง” ณ ศูนย์ OTOP องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีตัวแทนองค์กรชุมชน 8 จังหวัดอีสานใต้ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร และศรีสะเกษ ภาคคีภาครัฐ และเอกชน นักศึกษา เข้าร่วมงาน โดยได้รับเกียรติจากนายสันติธร ยิ้มละมัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน
นายสมหวัง พุ่มไม้ ประธานคณะทำงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า การสร้างเครือข่ายการทำงานในจังหวัดของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ มีพัฒนาการต่อเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย และได้กำหนดยุทธศาสตร์ “คนเมืองศรีอยู่ดีมีแฮง” ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน งานตุ้มโฮมไทอีสานใต้ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนการจัดงานจากผู้คนหลายฝ่ายในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นการจัดกิจกรรมประจำปีเพื่อโฮมบุญโฮมคนอีสานใต้ ที่หมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดงาน เพื่อให้พี่น้องได้มาพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และระดมทุนจัดตั้งกองทุนคนเมืองศรีอยู่ดีมีแฮง
ในงานนี้ได้มีการจัดนิทรรศการขององค์กรชุมชนในจังหวัดศรีสะเกษ และการนำผลผลิตของชุมชนมาออกร้าน ซึ่งมีการจัดกิจกรรมทางศาสนา มีกิจกรรมทางวิชาการ และการโสเหล่ของพี่น้องอีสานใต้ ซึ่งจะได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ จากจุดเด่นจุดแข็งของแต่ละจังหวัดมาประยุกต์ใช้ ถ้าเราต่างคนต่างอยู่จะไม่เข้มแข็ง หากไม่รวมพลังมาพูดคุยมาค้นหาประเด็นร่วม เรากำลังจะไปข้างหน้า ก้าวข้ามปัญหาไปด้วยกันอย่างไร
องค์กรชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ ประกาศยุทธศาสตร์ “คนเมืองศรีอยู่ดีมีแฮง”
ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความมั่นคงในการดำเนินชีวิต สามารถพึ่งพาตนเองได้ และได้พัฒนากระบวนการทำงานขององค์กรชุมชนให้เป็นรูปธรรม มีทิศทางการทำงานที่ชัดเจนและทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์ ที่เรียกว่า “คนเมืองศรีอยู่ดีมีแฮง” 4 ยุทธศาสตร์ คือ
1) เสริมสร้างความเข้มแข็งของคนและองค์กรภาคประชาสังคม 2) สร้างสำนึกความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยและส่งเสริมค่านิยมการพึ่งตนเอง 3) สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้สามารถบริหารจัดการทุนชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยุทธสาสตร์ที่ 4) สนับสนุนการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
และประกาศเจตนารมณ์ว่า จะร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันแก้ปัญหา ร่วมกันรักษาทุนชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจะร่วมกันพัฒนาคนเมืองศรีสะเกษให้สามารถพึ่งพาตนเอง เกื้อกลูกันตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยจะส่งเสริมให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการทุนชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ซึ่งจะบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคประชาสังคม องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน ยืนยันว่าจะร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติ และยึดมั่นตามคำประกาศเจตนารมณ์เพื่อให้ “คนเมืองศรีอยู่ดีมีแฮง”
คนเมืองศรีจะอยู่ดีมีแฮงได้อย่างไร
พระราชธรรมสารสุธี รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม (พระอารามหลวง) อำเภอเมืองศรีสะเกษ กล่าวในวงเสวนา “คนเมืองศรีอยู่ดีมีแฮงได้อย่างไร” กล่าวว่า หลายสิบปีที่ร่วมกันพัฒนาบ้านเมืองศรีสะเกษประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ถ้าเรามองเห็นอดีตเป็นอย่างไร เราจึงจะเห็นปัจจุบัน มนุษย์เรามีสิ่งที่ต้องคิด 4 อย่าง 1) ปัญหา ความไม่พออยู่ พอกิน ไม่พอเพียง ในศรีสะเกษมีปัญหาเหล่านี้หรือไม่ 2) เหตที่ทำให้เกิดปัญหาคืออะไร เกิดจากมิติทางเศรษฐกิจ มิติทางสังคมศาสนาวัฒนธรรม 3) ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม อย่างเมื่อวานมีคนจับพระมัดไว้ในส้วมเพื่อตัดไม้พะยูง เรื่องนี้ยังมีปัญหา และ 4) มติทางการปกครอง ไม่ว่าระดับชาติหรือท้องถิ่น ต้องพิจารณาจากทั้ง 4 มิตินี้
ธรรมะเรียกปัญหาว่า ทุกข์ เราจะช่วยกันให้ทุกข์คลายเราต้องช่วยกันแก้ปัญหา แก้ได้โดยการรับรู้ กำหนดรู้ สมุทัย สาเหตุปัญหาจากความเกียจคร้าน ไม่มีระเบียบวินัย ไม่พอเพียงหรือไม่ นิโรธ กระบวนการร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ ตอนนี้ที่เป็นอยู่เป็นอย่างไร เราจะทำให้คนอยู่ดีมีแฮง คือมรรค หรือแผนยุทธศาสตร์ทั้งระยะสั้นหรือยาว SWOT ของฝรั่งคือหลักของอริยะสัจ 4 นำมาวิเคราะห์วางแผนการทำให้ศรีสะเกษอยู่ดีมีแฮง คือต้องเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค
อยู่ที่ว่าศรีสะเกษต้องยืนอยู่บนขาของตนเองให้ได้ ต้องพึ่งพาตนเองได้ ใส่ใจระบบการศึกษา ภูมิปัญญา มีระบบการถ่ายทอดสู่ลูกหลาน สร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ทำให้มีสหกรณ์ของภูมิปัญญา แปรนามธรรมให้เป็นรูปธรรมให้ได้ คนศรีสะเกษเป็นคนเก่งแต่รวมตัวกันไม่ได้ ต้องสร้างความเข้าใจ พยายามสื่อสารให้ถึงกัน จะหล่อหลอมยุทธศาสตร์ปัจเจก จังหวัด ชุมชนได้อย่างไร แต่ละคนต้องพึ่งตนเองให้ได้ก่อน พอเพียง พึ่งตน เฉลี่ยสู่คนอื่น ให้ประชาชนได้รับการศึกษาที่สามารถเลี้ยงตนเองได้ จัดระบบทางสังคม เศรษฐกิจ ปัจเจก ครอบครัว ซึ่งความรู้จักความพอเพียงเป็นบรมทรัพย์ ใช้ตามที่หาได้ ตามความสามารถที่มี ใช้ให้เกิดความสมดุล ปรับกิเลสความต้องการของตนให้สมดุล จึงจะเป็นทางออกของการอยู่ดีมีแฮง
การจัดงานในครั้งนี้นอกจากจะได้ข้าวเปลือกที่องค์กรชุมชนอีสานใต้นำมาโฮมบุญ ประมาณ 5 ตัน และมีเงินร่วมบริจาคสมทบอีกประมาณ 2 แสนบาท โดยรายได้จะนำไปจัดตั้งกองทุนเพื่อคนเมืองศรีอยู่ดีมีแฮงแล้ว เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติของพี่น้องขบวนองค์กรชุมชน ที่จะมีการมอบธงให้กับจังหวัดที่จะเป็นเจ้าภาพในปีถัดไป คือจังหวัดนครราชสีมา ที่จะเป็นเจ้าภาพจัดงานตุ้มโฮมในปี 2561
ซึ่งปี 2561 ได้มีการออกแบบงานที่ขยายจาก 6 จังหวัด สู่อีสานทั้ง 20 จังหวัด เป็นงาน “ตุ้มโฮม ฮักแพง แบ่งปัน อีสานหนึ่งเดียว” เป้าหมายผู้ร่วมงาน 2,000 คน ในงานนี้นอกจากจะมาระดมความคิดรวบรวมข้อเสนอของคนอีสาน นอกจากนั้นในงานจะมีการการออกแบบให้มีทั้งงานในเชิงวัฒนธรรม การเตรียมพื้นที่รูปธรรมเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรี การจัดแสดงนิทรรศการ การตุ้มโฮมกองบุญข้าวเปลือก และฯลฯ ที่เป็นในเชิงงานบุญวัฒนธรรม และงานวิชาการ

สมัชชาสภาพลเมืองอีสาน “ตุ้มโฮมฮักแพงแบ่งปันอีสานหนึ่งเดียว
มาถึงการจัดงานครั้งล่าสุด ระหว่างวันที่ 26-27 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสาน 20 จังหวัด ร่วมกับอำเภอลำทะเมนชัย จังหวัดนครราชสีมา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และภาคีเครือข่าย หน่วยงานภาครัฐ ท้องที่ ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม กว่า 30 องค์กร ร่วมกันจัดงาน สมัชชาสภาพลเมืองอีสาน “ตุ้มโฮมฮักแพงแบ่งปันอีสานหนึ่งเดียว” ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอลำทะเมนชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนายธีระ วงษ์เจริญ ให้เกียรติมาร่วมงานและเป็นประธานในพิธี
มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) กระตุ้นและขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้พึ่งพาตนเองได้เชิงพื้นที่และภูมินิเวศภาคอีสาน โดยผ่านการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ในระบบคลัสเตอร์เกษตรอินทรีย์ วิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวโดยชุมชน 2) สรุปบทเรียน “เหลียวหลังแลหน้าการขับเคลื่อนงานพัฒนาภาคประชาชนอีสาน” เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนภาคอีสานและการยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 3) ตุ้มโฮมขบวนองค์กรชุมชนในเขตพื้นที่ภาคอีสานเพื่อระดมทุนสมทบกองทุนเพื่อการพัฒนา และธนาคารเมล็ดพันธ์ และ 4) เพื่อเชื่อมร้อย สร้างพลัง และยกระดับการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานทุกระดับสู่ชุมชนพึ่งตนเองตามศาสตร์พระราชา
นายวิรัตน์ สุขกุล ประธานคณะอนุกรรมการภาคอีสาน เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายในการฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรม ประเพณีการดำเนินชีวิตของชุมชน และกระตุ้นการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้พึ่งพาตนเอง รวมทั้งยังเป็นการตุ้มโฮม รวมพี่รวมน้องระดมทุนสมทบกองทุนเพื่อการพัฒนา และยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล
การตุ้มโฮมฮักแพงแบ่งปันของขบวนองค์กรชุมชนอีสานนั้น มีที่มานับจากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2554 ขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสาน 20 จังหวัด ได้รวมพลังรวบรวมข้าวสารอาหารแห้งเพื่อช่วยบรรเทาความเดือนร้อนให้กับผู้ประสบภัย ครั้งนั้นขบวนองค์กรชุมชนสามารถรวบรวมข้าวได้หลายสิบตัน และสิ่งของอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อเหตุการณ์ได้บรรเทาลงจึงได้มีการคิดต่อจากวิกฤต ที่จะใช้วัฒนธรรมนำการพัฒนา จึงได้เกิดกองทุนตุ้มโฮมฮักแพงแบ่งปัน
นายวิรัตน์ กล่าวต่อว่า ในปีถัดมาขบวนองค์กรชุมชนได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ที่ตำบลทมอ จังหวัดสุรินทร์ ตุ้มโฮมขบวนลูกหลานคนมีบุญ เพื่อระดมข้าวบริจาคจังหวัดในพื้นที่เขตอีสานใต้ 6 จังหวัด และมีการไล่จัดงานครั้งต่อๆ ไป จากสุรินทร์ ไปบุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษและก็ส่งต่อการจัดงานในปีนี้ที่ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครราชสีมาเป็นเจ้าภาพ
ซึ่งปีนี้ได้ขยายงานจาก 6 จังหวัดอีสานใต้ สู่อีสานทั้ง 20 จังหวัด โดยตั้งเป้าหมายว่าจะมีผู้ร่วมงานหลายพันคน ในงานนี้นอกจากจะมีการจัดแสดงนิทรรศการ การตุ้มโฮมกองบุญข้าวเปลือก การระดมความคิดรวบรวมข้อเสนอของคนอีสาน นอกจากนั้นในงานจะมีทั้งงานในเชิงวัฒนธรรม การเตรียมข้อเสนอ 6 ด้าน 1) เศรษฐกิจฐานราก 2) เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 3) ที่ดินที่ทำกิน 4) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนโยบาย 5) กฎหมายที่เกี่ยวกับการลดความเหลื่อมล้ำ และ 6) สวัสดิการชุมชนสู่สวัสดิการสังคมเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรี และฯลฯ ที่เป็นในเชิงงานบุญวัฒนธรรม และงานวิชาการ นายวิรัตน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การจัดงานในปีนี้ โดยภาพรวมในการจัดงานขบวนองค์กรชุมชนเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เป็นภาพเชิงบวก การจัดงานผ่านมีผลสำเร็จที่น่าพอใจ เห็นพลังของขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสาน ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาความเข้มแข็งให้กับชุมชน เห็นพื้นที่รูปธรรมจัดการตนเอง และสามารถส่งต่อข้อเสนอสู่นโยบาย แต่เชิงการจัดการในรายละเอียดยังมีข้อที่ต้องปรับปรุงในหลายเรื่องหลายจุด ซึ่งจะเป็นบทเรียนในการจัดงานครั้งต่อไปที่จังหวัดมหาสารคาม
ทั้งนี้ยอดบริจาคจากพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสาน 20 จังหวัด 1) ต้นเงิน 97,087 บาท 2) ยอดตุ้มโฮมบุญกุ้มข้าวใหญ่ ข้าวหอมมะลิ 6,025 กิโลกรัม ขายได้ยอดเงินสุทธิ 38,982.50 บาท ข้าวเหนียว 8,715 กิโลกรัม ขายได้ยอดเงินสุทธิ 40,200 บาท รวมยอดการร่วมบริจาครวมทั้งสิ้น 176,269.50 บาท (หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นหกพันสองร้อยหกสิบเก้าบาทห้าสิบสตางค์) โดยเงินสมทบที่ได้จะนำเข้าสมทบกองทุนเพื่อการพัฒนาอีสาน และกองทุนเพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาต่อไป






