การทำ ‘นาข้าว‘ ถือได้ว่าเป็นอาชีพที่อยู่คู่กับคนไทยมาแต่นมนานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เป็น ‘กระดูกสันหลังของชาติ‘ ในการหล่อเลี้ยงชีวิตให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคน และยังทำให้เกิดเงินหมุนเวียนทั้งภายในประเทศ และนอกประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
การปลูกข้าวในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประสบปัญหาในหลายๆด้าน ทั้งสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาเรื่องน้ำ ภัยแล้ง โรค แมลง รวมถึงต้นทุนต่างๆ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรบางรายต้องถอดใจ จนทำให้ขาดทุน เนื่องจากผลผลิตไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้
เช่นเดียวกับชาวบ้านเทศบาลตำบลวังไทร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่ประสบปัญหาดังกล่าวเช่นกัน จนต้องลองผิดลองถูกในการประยุกต์เกษตรแบบอื่นๆ เข้ามาผสมผสานภายในสวนของตัวเองและหลายครัวเรือนหันมาทำ ‘เกษตรพอเพียง‘จนสามารถลดต้นทุนในการผลิตได้อย่างน่าทึ่ง

ที่นี่ทำนามาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ตายาย จนตกทอดมาถึงรุ่นลูกหลาน ก็เกิดแนวคิดอยากปรับเปรียบการทำเกษตร เนื่องจากในช่วงนั้นราคาข้าวตกต่ำ และไม่เป็นไปตามที่คาดการไว้ ประกอบกับช่องทางรายได้มาจากการทำนาอย่างเดียว ซึ่งจะได้แค่ปีละครั้งเท่านั้น จึงลองหันมาทำสวนผัก ซึ่งไม่มีการการทำเกษตรอื่นเข้ามาผสมเลย ก่อนที่จะกลับไปปลูกข้าวอีกครั้ง เนื่องจากมีช่วงราคาข้าวขึ้นสูง แต่ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก
จุดเปลี่ยนในการหันมาทำ ‘เกษตรพอเพียง’ อย่างจริงจังเริ่มต้นมาจากอะไร…..
การได้รับโอกาสจากหน่วยงานราชการ ได้ไปศึกษาดูงานที่ต่างๆ จึงเกิดความคิดในการนำแนวทาง การทำเกษตรแบบผสมผสาน มาประยุกต์ใช้ในสวนของตัวเราเอง และเก็บเกี่ยวความรู้จากการศึกษาดูงานของเกษตรกรรายอื่นๆ
เริ่มจากการแบ่งพื้นที่ให้เกิดเป็นรูปแบบที่ชัดเจน โดยการแบ่งพื้นที่ทำนา และทำสวนผักอีก มีโรงสีข้าวขนาดเล็กไว้เพื่อกินเอง และจำหน่าย รวมถึงการเลี้ยงเป็ดไก่ ใช้พื้นที่จากร่องสวนผักในการเลี้ยงปลา การนำวัสดุจากในสวนมีใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
ซึ่งภายหลังที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ยังได้ฟางข้าวทำมาอัดเป็นก้อนเพื่อใช้ในการหว่านเมล็ดพันธุ์ ไว้ใช้คลุมแปลงผัก ใช้แกลบจากการสีข้าวเปลือกใส่ในแปลงผัก ใช้รำจากการสีข้าวไปเลี้ยงเป็ดไก่ รวมถึงการนำมูลเป็ดไก่ ไปใช้ในการเลี้ยงปลา อีกทั้งยังนำไปผสมทำเป็นปุ๋ยได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากในสวนของเกษตรกรในตำบล จนสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก

ปัจจุบันปลูกพืชผักสวนครัว คือ ผักคะน้า ผักกาดหอม ช่วงหน้าหนาวก็จะหันไปปลูก แตงกวา และมะเขือเปราะ โดยคะน้าใช้เวลาประมาณ 50 วันจึงสามารถเก็บเกี่ยว ผัดกาดหอม 45 วัน การดูแลผักในแปลงจะเป็นการใช้สารชีวภาพประมาณ 80% ควบคู่ไปกับการใช้สารเคมี ซึ่งในอนาคตของขามตั้งเป้าไว้ว่าจะใช้เกษตรแบบชีวภาพมากขึ้น
ดังนั้นการปลูกพืช ได้ปลูกพืชอายุสั้นที่ให้ผลผลิตไวได้เก็บกินในครัวเรือนก่อน เหลือก็นำออกขายให้กับพ่อค้าในหมู่บ้านนำไปขายต่อที่ตลาดสิงห์บุรี พืชผักที่ปลูก เช่น ผักโขม ผักสลัด มะเขือ กะเพรา ข่า ตะไคร้ หรือดอกชมจันทร์ ส่วนไม้ผลที่ปลูก เช่น มะม่วง ฝรั่ง กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง มะละกอ หรือมะนาว
สำหรับผลลัพธ์ที่เกิดจากการดำเนินงานหลังจากได้ทำเกษตรพอเพียงนั้น ทำให้สุขภาพของชาวบ้านดีขึ้น สำหรับช่องทางการตลาดนั้นจะมีพ่อค้า แม่ค้าเข้ามารับซื้อผักโดยตรงเลย ในส่วนของราคาในช่วงนี้ คะน้า กิโลละ 10 บาท ผักกาดหอม กิโลละ 15 บาท ซึ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาลกินเจราคาผักก็จะพุ่งสูงอาทิ คะน้าก็จะขยับราคาขึ้นเป็นกิโลละ 20 บาท ผลผลิตจะมีทุกวัน จนสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัววันละไม่ต่ำกว่า 500 บาท
อีกทั้งช่องทางรายได้จากการเลี้ยงเป็ดไก่ ซึ่งในแต่ละวันก็จะได้ไข่เป็ดอีก ก็เพียงพอที่จะนำไปจำหน่ายเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ตามหลังจากที่หันมาทำ ‘เกษตรพอเพียง’ แบบผสมผสานจนทำให้สวนของชาวเทศบาลตำบลวังไทรเห็นผลลับอย่างชัดเจน ในการทำสวนแบบพอเพียง และพอดีไม่เกินตัวจนเกินไป ประกอบกับใช้จ่ายตามความสมควร ก็จะช่วยให้มีเงินเก็บออมได้มากยิ่งขึ้น บางครัวเรือนสามารถนำเงินไปปลดเปลื้องหนี้สินของตนเองได้อีกด้วย ทั้งนี้ยังเตรียมศึกษาการเพาะเห็ดเพื่อจำหน่าย ต่อยอดทางการเกษตรไปเรื่อยๆ สร้างรายได้จากหลากหลายรูปแบบอีกด้วย

เกษตรกรรม เป็นกิจกรรมการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง แต่การเลือกทำเพียงกิจกรรมเดียว จะมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่จะไม่ได้รับผลผลิตเมื่อต้องประสบกับภัยสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ แต่ถ้าเลือกทำ “เกษตรผสมผสาน” คือมีตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป มีการวางแผนการผลิต ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ความเสี่ยงก็ลดลง ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวนเกษตรผสมผสานจึงเป็นทางเลือกในการยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่การดำรงชีพที่มั่นคง
เรียบเรียงโดย ขบวนองค์กรชุมชนตำบลวังไทร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา






