โดย รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน

ไม่เพียงแต่คนจนในเมืองเท่านั้นที่ไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัย แต่คนชนบทจำนวนมากก็ประสบปัญหาดังกล่าวด้วยเช่นกัน และยังต้องเผชิญกับปัญหาการไร้ที่ดินทำกิน เพราะที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยมั่นคง คือความยั่งยืนของเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในชนบท
บ้านมั่นคงชนบท เป็นโครงการที่ขยายผลต่อเนื่องมาจากโครงการบ้านมั่นคง ในการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยให้กับคนจนในเขตเมือง และพัฒนาต่อยอดการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงในเรื่องที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ชนบท โดยเน้นสร้างความมั่นคงทั้งที่อาศัย ที่ดินทำกิน และสาธารณูปโภค ที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากินในชนบท เช่น ระบบน้ำ ระบบเกษตร เป็นต้น การดำเนินโครงการบ้านมั่นคงชนบท เน้นหลักการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดำเนินกิจกรรม เช่น มีกิจกรรมการออมทรัพย์ ใช้ระบบบริหารจัดการในรูปแบบสหกรณ์ฯ มีการวางแผนการพัฒนาพื้นที่ร่วมกับกลไกท้องถิ่น และภาคีที่เกี่ยวข้อง ในการปรับปรุงและก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและที่อยู่อาศัยของชุมชน โดยมีสิทธิร่วมในที่ดินอย่างยั่งยืนและมั่นคง ใช้โครงการเป็นเครื่องมือในการสร้างคนทำงานระดับพื้นที่ เกิดการเชื่อมโยงองค์กรชุมชนเป็นเครือข่ายองค์กรชุมชน ไม่ต่างไปจากโครงการบ้านมั่นคง
สืบเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการแก้ปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฏหมาย ซึ่งสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ดำเนินการยึดคืนพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้งสิ้น 28 พื้นที่ ใน 8 จังหวัด เนื้อที่รวม 28,512 ไร่ เพื่อนำมาพัฒนาแปลงที่ดินโดยการจัดโซนที่ดินทำกิน และโซนที่อยู่อาศัย จัดสรรให้กับเกษตรกร โดยได้ประสานการทำงานกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในการดำเนินการพัฒนาด้านที่อยู่อาศัย
อย่างที่ บ้านมั่นคงชนบทในที่ดิน ส.ป.ก. ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นโครงการของกลุ่มออมทรัพย์เกษตรกรรุ่นใหม่ และสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง (คทช.) จำกัด ที่นำมาจัดสรรผู้มีรายได้น้อย ยากจน ด้อยโอกาส เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินที่มั่นคง ในลักษณะแปลงรวม โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ แต่ให้ทำประโยชน์ในเชิงกลุ่ม หรือชุมชน ภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)

อย่างแปลงแรกที่บ้านเหนือ ของสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง (คทช.) จำกัด อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่จัดสรรให้กับ 85 ครัวเรือน ได้รับที่ดินทำกินจำนวน 5 ไร่ ที่อยู่อาศัยจำนวน 1 ไร่ ชัยกานต์ บังใบเกษตรกรบ้านเหนือ หนึ่งในผู้ที่ได้รับสิทธิ์ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เล่าให้ฟังว่า “ที่เดิมอยู่ในที่ดินราชพัสดุ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเวรคืนที่ดิน เพื่อสร้างศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจ ตนเป็น 1 รายที่ได้รับผลกระทบ มีอาชีพเลี้ยงวัวนม ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่รู้จะจัดสรรพื้นที่อย่างไร จึงได้ส่งชื่อไปยัง ส.ป.ก. เพื่อพิจารณาสิทธิ์ในการได้รับจัดสรรจากที่ดินที่ได้ทำการยึดคืน และทาง ส.ป.ก.ก็พิจารณาให้ได้รับสิทธิ์ เดิมก็เลี้ยงวัวนมเมื่อได้รับการจัดสรรที่ดินก็แบ่งกันเขตเลี้ยงวัวไว้ 2 ไร่ อีก 3 ไร่ ก็ปลูกข้าวโพดไว้เลี้ยงวัว พื้นที่ที่เหลือมีระยะพื้นที่ห่างก็ปลูกไม้ยืนต้น ผลไม้ก็ปลูกทุเรียนไว้ 30 ต้น นอกนั้นเป็นเป็นสวนครัว พริก มะเขือ ไว้เก็บกินในครอบครัว”
ไม่ต่างจาก ทนงศักดิ์ ขอนพกลาง หนึ่งในผู้ที่ได้รับสิทธิ์ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเช่นกัน เล่าให้ฟังว่า “หลังจากได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยแล้ว ก็ได้ลงมือเพาะปลูก นอกจากพื้นที่ 5 ไร่แล้ว ในพื้นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ ได้ทำการเพาะปลูกพืช สิ่งที่สร้างรายได้ให้เป็นประจำ ปลูกทีเดียวอยู่ได้นานหลายปีก็จะมีต้นกุยช่าย จะตัดส่งแม่ค้าวันละประมาณ 5 กิโลกรัม แม่ค้าประจำที่กลุ่มทำส่งอยู่ก็จะขายส่งราคากิโลกรัมละ 30 บาท ตกวันละ 150 บาท ในพื้นที่ 3 งาน เรามีรายได้เฉลี่ยประมาณ 12,000 บาท จากระยะเวลาที่เข้ามาอยู่ 1 ปี คิดว่าเป็นรายได้ที่มั่นคง และปลอดภัย”
สอดคล้องกับ นิรันดร์ สมพงษ์ ประธานสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง (คทช.) จำกัด “บ้านในบริบทของเกษตรกร บางคนไม่เคยมีบ้านเลย ทุกคนฝันที่จะมีบ้าน เก็บเงินไว้แต่ไม่มีที่ที่จะปลูกบ้าน พอเราได้โอกาสซึ่งเป็นโอกาสที่ดีมาก ไม่ว่าจะทาง พอช. ทาง ส.ป.ก. ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ หรือหน่วยงานที่เข้ามา คือบ้านเป็นทั้งเรื่องของสังคม ความเป็นอยู่ คือชีวิตของเรา พอมีบ้านเราจะมีกลุ่มคนที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นชีวิตเป็นสังคมที่เราสร้างขึ้นมาใหม่ มีความสุขเพิ่มขึ้น ครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน เมื่อก่อนเช่าบ้านกันอยู่ก็เป็นสังคมบ้านเช่า ที่ตื่นมาก็แยกกันไปออกทำมาหากิน พอเรามีที่ก็ช่วยกันปลูกทำอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ครอบครัวก็มีความอบอุ่นเพิ่มขึ้น”

สำหรับแปลงที่ 2 ที่ บ้านกอก พื้นที่อยู่ไม่ห่างกันมาก ของชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่ปากช่อง จำนวน 40 ครัวเรือน ซึ่งได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินจำนวน 2 ไร่ และที่อยู่อาศัยจำนวน 2 งาน สุภัค พรพิศาล หนึ่งในผู้เข้ารับการอบรมเกษตรกรรุ่นใหม่ ของ ส.ป.ก. เล่าให้ฟังว่า “เมื่อผ่านการอบรม จึงได้เลือกพื้นที่ที่อำเภอปากช่อง เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกร เริ่มจากพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีอะไร เราก็ค่อยๆ สร้างมันขึ้นมา เริ่มแรกก็ปลูกดาวเรืองขาย หลังจากนั้นก็ปลูกผักสลัด ทั้งเปลี่ยนและก็ทดลองเรียนรู้ไปด้วยว่าพืชไหนเหมาะกับเราเหมาะกับพื้นที่แล้วสามารถสร้างรายได้ เรามีพื้นที่จำกัดอย่างพื้นที่บ้าน 2 งาน ก็ต้องหาเพาะปลูกพืชที่สามารถสร้างรายได้ในพื้นที่จำกัด”
ไม่ต่างจาก วาสนา สุขขวัญ ก็บอกเล่าให้ฟังว่า “ที่อยู่อาศัยก็เป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ส่วนที่ดินทำกินถ้าเราไม่มีที่ทำกิน ก็ต้องออกไปหางานทำ ด้วยความที่ใจรักและชอบการทำเกษตร ไม่ละความพยายาม ทำไปเรื่อยๆ เป็นวิถีชีวิตอยู่แล้ว ซึ่งที่ทำก็แค่พอใช้ยังไม่เหลือเก็บ ใช้วีวิตแบบนี้ถึงแม้จะมีไม่มากแต่ก็พอใช้จ่าย อยู่ได้สบายอย่างน้อยก็มีกิน”

ในการทำงานร่วมกับ ส.ป.ก.นั้นให้มีกระบวนการการคัดกรองพิจารณาสิทธิ์กลุ่มเป้าหมาย เป็นผู้ไร้ที่ดินทำกินต้องมีการขึ้นทะเบียนขอรับการจัดสรรที่ดินจากหน่วยงานของรัฐ การพิจารณาสิทธิจะดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด) โดยมีเกณฑ์การพิจารณากลาง และเกณฑ์ที่แต่ละจังหวัดเพิ่มเติมแล้วแต่บริบท เช่น กลุ่มผู้อพยพจากที่ดินรัฐ เขตอนุรักษ์, กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐ, กลุ่มผู้ไร้ที่ดินทำกินที่ลงทะเบียนไว้
สำหรับ พอช.จะสนับสนุนภายใต้กรอบงบประมาณเดิมที่อุดหนุนให้กับบ้านมั่นคงเมือง คือ สนับสนุนงบอุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อให้สมาชิกชุมชนที่จะปรับปรุง ซ่อมแซม สร้างที่อยู่อาศัยใหม่ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถใช้สินเชื่อได้ ให้สามารถมีที่อยู่อาศัยใหม่ที่มั่นคงได้ และสนับสนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาปรับปรุงด้านกายภาพของชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนากิจกรรมด้านสังคม และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของชุมชน เช่นระบบน้ำเพื่อการเพาะปลูก เป็นต้น ตลอดจนสนับสนุนงบพัฒนากระบวนการ เช่นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบกลุ่ม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ค่าใช้จ่ายในการประชุมในชุมชน การศึกษาดูงาน ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ในการแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร ควบคู่ไปกับที่อยู่อาศัย โดยให้เกษตรกรเป็นแกนหลัก สามารถแก้ปัญหาได้จริงเป็นรูปธรรม เกษตรกรในที่ดินทั้ง 2 แปลง ค่อยๆ มีรายได้ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้เป็นลำดับ
จะเห็นได้ว่า โครงการบ้านมั่นคงชนบท อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ไม่ใช่โครงการในเชิงสงเคราะห์ที่สร้างบ้านให้ แต่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน จัดระบบชุมชน รวมถึงการเชื่อมโยงการทำงานและงบประมาณจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดพื้นที่ต้นแบบในการทำงานร่วมกัน ในการพัฒนาระบบการจัดการร่วมของชุมชน ทั้งมิติการจัดการด้านกายภาพ มิติด้านเศรษฐกิจ และมิติเชิงสังคม เพื่อขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ในการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน ให้กับผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส คนยากจน ได้มีความมั่นคงในที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน










