
ธรรมนูญตำบลสารภี บูรณาการทุนสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง เป็นรัฐธรรมนูญ ที่มีเป้าหมายร่วม ข้อตกลงร่วม กติการ่วม ข้อบัญญัติร่วม และสิ่งที่อยากเห็น อยากเป็น อยากมี ของคนทั้งตำบล
ธรรมนูญตำบลเป็นการเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และมีความเหมาะสมของช่วงเวลาและแต่ละพื้นที่ มีความเป็นตัวของตัวเองมีคุณค่าในตัวเอง การมีจุดร่วมของธรรมนูญฯ มีความเป็นตัวของตัวเองมีคุณค่าในตัวเองไม่มีพิมพ์เขียวสำเร็จรูป และมีอัตลักษณ์ ตามบริบทและเป็น “ธรรม” ซึ่งหมายถึงข้อควรปฏิบัติสู่ความสุข ความดี ต่างจาก “ศีล” ที่เป็นข้อห้ามที่เกิดจากการมีจุดร่วมของธรรมนูญฯ
ผลที่จะเกิดจากธรรมนูญฯคนในพื้นที่เห็นเป้าหมายร่วม และนำไปใช้เพื่อก่อให้เกิดนโยบายในระดับพื้นที่’ ปลุกกระแสการกำหนดอนาคตและแผนพัฒนาของพื้นที่ เกิดเวทีให้คนในพื้นที่มารวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง เกิดเวทีกระบวนการเรียนรู้ธรรมนูญฯ
กล่าวสำหรับตำบลสารภี อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา เมื่อก่อนขึ้นอยู่ในเขตการปกครองของ ตำบลสีสุก อำเภอกระโทก จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งหลักฐานในการตั้งตำบลไม่ปรากฏ ได้สอบถามชาวบ้านบ้านหนองหัวแรดซึ่งขึ้นกับตำบลสารภี ชาวบ้านได้บอกว่าตั้งแต่เกิดและโตขึ้นมาก็เห็นมีหมู่บ้านอยู่แล้วคาดว่าหมู่บ้านและตำบลสารภีต้องเกิดก่อนปี 2448 หรือประมาณ 100 กว่าปีมาแล้ว เมื่อปี 2518 หมู่บ้านสารภีได้แยกออกจากตำบลสีสุกมาเป็นตำบลสารภีซึ่งมีกำนันคนแรกชื่อว่า หมื่นสีสุก(แดง)และต่อมาทางราชการได้ตั้งตำบลหนองบุนนากขึ้นอีกตำบลหนึ่ง ซึ่งเป็นอำเภอหนองบุญมากในปัจจุบัน
ด้วยสภาพเป็นพื้นที่ราบลุ่มและมีดินที่อุดมสมบูรณ์จึงเหมาะแก่การเพาะปลูก เพื่อบริโภคในครัวเรือน ต่อมามีการผลิตเพื่อส่งออกทำให้เกิดการถางป่าพงเพื่อเพิ่มพื้นที่การการเกษตรมากขึ้นและเริ่มนำสารเคมีเข้ามาละเลง จนเกิดความบอบช้ำของที่ดินทำกิน แถมหนี้สินก็เข้ามาชะล้างเอาทรัพย์สินทางปัญญาและทุนทางธรรมชาติของชาวบ้านออกไปจากชุมชน
ชาวตำบลสารภีเริ่มจาก การปฏิรูปที่ดิน ด้วยการปฏิรูปการเกษตร การรวมกลุ่มทำการเกษตร ริเริ่มและผลักดันโดยแกนนำชาวบ้านในเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน จากการปลูกผักหลังฤดูทำนาในปี 2550-2551 และทำนารวมในปี 2551 เพื่อทดลองสร้างรูปธรรมทางเลือกในการทำการผลิตที่จะทำให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น จะลดการอพยพแรงงานออกจากชุมชน

เพื่อให้เกษตรกรยังคงเก็บรักษาที่ดินของตนเองเอาไว้ให้ได้ และเลี้ยงชีพได้บนที่ดินของตนเอง ถึงแม้ว่าจะมีที่ดินขนาดเล็ก มีแรงงานจำกัด หรือแม้จะไม่มีที่ดินเป็นของตนเองก็ตามก็น่าจะสามารถร่วม “เป็นเจ้าของการผลิต” ได้
การทำนารวม ต่างจากการแลกเปลี่ยนแรงงาน เพราะไม่ได้ระดมเฉพาะกำลังแรงงาน และไม่ได้เน้นการตอบแทนที่เน้นการลงแรงและตอบแรงในอัตราที่เท่ากัน เป็นการรวมทุกอย่าง ตั้งแต่ปัจจัยการผลิต เงินทุน อุปกรณ์การเกษตร ความรู้ในการจัดการการผลิต และที่สำคัญคือแรงงาน และเมื่อได้ผลผลิตมาแล้วจะปันส่วนในอัตราเท่าๆ กัน ในตำบลเราแบ่งการผลิตออกเป็น 3 ส่วน คือ ทำเพื่อกิน ทำเพื่อทาน เช่น ให้วัด ให้โรงเรียน และให้คนยากคนจน ซึ่งเป็นการแบ่งปันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากกว่า

ชาวบ้านเหล่านี้มีศักยภาพที่จะทำการผลิตของตนเอง และพวกเขาก็สามารถ “ร่วมเป็นเจ้าของการผลิต” ได้เมื่อมาเข้าร่วมทำนารวมช่วยกันส่งข้าวส่งน้ำ ดำนา ผลัดกันไปช่วยดูแลนา ดูน้ำ ดูแมลงวัชพืชที่จะลงมากัดกินข้าว เป็นลักษณะการแบ่งงานกันทำมากกว่าจะคำนึงว่าใครลงแรงมากน้อย

ในการทำนารวมปี 2551 ที่ผ่านมา ใช้ที่นาทั้งหมด 4 ผืน ในหมู่ที่ 2 หมู่ที่ 1 หมู่ที่14 หมู่ที่9 รวมเนื้อที่กว่า 49 ไร่ เป็นที่ดินสาธารณะที่เกิดจากการประชาคมหมู่บ้าน
สมาชิกที่มาทำนารวมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีนาขนาดเล็ก ส่วนคนที่มีที่นามากจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปทำการผลิตของตนเองไม่มีเวลามาทำรวมกับกลุ่ม ขณะที่คนที่ไม่มีนาก็มักรับจ้างเป็นหลักและไม่อยากเสียรายได้จากการรับจ้างมาทำนาร่วมกับกลุ่มด้วยเช่นกัน
การสร้างระบบเศรษฐกิจทางเลือก และแนวทางการดำเนินชีวิตที่อิสระและยั่งยืนไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวเพียงแบบใดแบบหนึ่ง การสร้างทางเลือกเพื่อให้ชาวนาไร้ที่ดินตัดสินใจเลือกยังเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องค้นคว้าและคิดค้นกันต่อไป
นอกจากการทำนารวมแล้วในตำบลสารภียังมีกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ เพื่อคนรักษ์สุภาพ กลุ่มเกษตกรรวมตัวกัน ปลูกพืชผักสวนครัวระยะสั้นนานาชนิด เช่น โหระพา หอม ตะไคร้ คะน้า ผักกาด ผักชี มะเขือ ข้าวโพด เป็นต้น บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่
โดยแบ่งโซนเป็นแปลงเล็กๆ ให้เหล่าสมาชิกได้เข้ามามีส่วนร่วม เน้นการผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีทุกครัวเรือนทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง ทำให้ได้ผักปลอดสารพิษ เป็นที่ต้องการของตลาดและคนรักษ์สุภาพ ทุกเย็นเขาจะรวมตัวกันมารดน้ำ พรวนดิน และเก็บเกี่ยวผลผลิต
ปัจจุบัน ได้นำความรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวศาสตร์พระราชามาอบรมแก่ชาวบ้าน ทำให้คนที่นี่นอกจากมีผักปลอดสารพิษรับประทานและแบ่งปันกันในชุมชนแล้ว ยังสามารถนำผลผลิตไปส่งขายต่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้เสริมให้แก่ครอบครัวได้เป็นอย่างดี
ด้วยความร่วมแรงแข็งขันภายใต้ธรรมนูญตำบลที่เน้นเรื่องการบูรณาการทุนในชุมชน โดยเกิดกลุ่มโรงสีชุมชน เพื่อสีข้าวฟรีให้ชาวนาไว้กินเอง เพื่อลดรายจ่าย โรงสีชุมชน ดำเนินงานเป็นต้นแบบให้กับชาวนา ที่ทำนา หันมาปลูกข้าวกินเอง เพื่อลดรายจ่ายตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงโดยสมาชิกชาวนาในพื้นที่ ต่างนำจากข้าวเปลือกที่ได้จากการปลูกข้าว มาทำการแปรรูป ด้วยของเครื่องจักรกลโรงสีข้าว เพื่อเก็บข้าวสารไว้รับประทานเอง
เดิมเกษตรกรชาวนาที่ทำนา ต้องนำข้าวที่ทำการเพาะปลูก ไปขายให้กับพ่อค้า เพื่อนำเงิน กลับมาซื้อข้าวจากตลาดข้าวกลับมากินอีกรอบ จึงเกิดแนวคิดร่วมกับกลุ่มสมาชิก ได้ดำเนินการก่อตั้งโรงสีชุมชน เพื่อให้ชาวนาได้นำข้าวของตนเอง มาทำการแปรรูป เป็นข้าวสารไว้กินเอง เหลือแจกจ่ายและจำหน่าย ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
สำหรับโรงสีชุมชนได้ทำการแปรรูปข้าวปลอดสารพิษ ส่งออกสู่ท้องตลาด เพื่อให้ประชาชน ได้รับประทานข้าว ที่มีคุณภาพ ถือว่า โรงสีชุมชนเป็นแบบอย่างประสบความสำเร็จ ได้อย่างถาวร
ย้อนกลับไปที่ร้านค้าชุมชน จุดเริ่มต้นของวงจรแห่งการพัฒนา จากการระดมหุ้นกันครั้งแรกเพื่อจัดตั้งร้านค้าชุมชนขึ้น โดยมีสมาชิกกว่า 120 คน ถือหุ้นละ 100 บาท ไม่เกิดคนละ 100 หุ้น และได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาหมู่บ้าน ร้านค้าหมู่บ้านดำเนินการในลักษณะสหกรณ์ชุมชน เพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ทั้งจากภายนอก และสินค้าการเกษตร ผลผลิต สินค้าแปรรูปที่ผลิตได้ในชุมชนเอง ร้านค้าชุมชนจึงเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง
ที่ผ่านมาก็มีชาวบ้านหมู่อื่นมาเข้าหุ้น แล้วถึงแม้ว่าจะมีร้านค้าชุมชนแล้ว แต่บางครอบครัวก็อาจจะเปิดร้านค้าอย่างเดียวกันนี้อีกก็ได้ ไม่ได้มีการบังคับหรือจะเป็นการขัดใจกันอย่างไร เพียงแต่ให้ระบบเศรษฐกิจชุมชนนี้ยังคงอยู่ และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน้อยก็เป็นการแบ่งกันปันกันในชุมชน และกระตุ้นให้เกิดวงจรการพัฒนาอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย
การพัฒนาชุมชนในรูปแบบของการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนจึงเกิดกลุ่มโรงงานผลิตน้ำดื่มประชารัฐไทยยั่งยืน เพื่อตอบสนองความต้องการน้ำสะอาดให้กับชุมชน เพราะน้ำคือสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตของทุกคน โดยเฉพาะน้ำสะอาดในการใช้ดื่มกินในทุกวัน

ทุกวันนี้ชุมชนท้องถิ่นในตำบลสารภีสามารถผลิตน้ำดื่มสะอาด โดยการสร้างโรงงานน้ำดื่มขนาดเล็ก เพื่อตอบสนองความต้องในคนในชุมชน
วิสาหกิจชุมชนเป็นกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ได้รวมตัวกันเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทำขนมไทย และดอกไม้จันทน์ เป็นการรักษาวิถีชีวิตภุมิปัญญาของคนในชุมชน ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 150 คน ที่มีความสามารถในแต่ละด้านและยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป
ประสบการณ์ พร้อมแบ่งปัน เกษตรกรสมาชิกหลายครอบครัวเป็นตัวแทนในการถ่ายทอดองค์ความรู้ของตนเองจากประสบการณ์ให้กับผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ดูงานอยู่เสมอ
สำหรับการจัดการขยะในชุมชนสู่อนาคตสีเขียว ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะทำให้การจัดการขยะที่ต้นทางที่เป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาขยะที่ทุกคนสามารถทำได้
การคัดแยกขยะมูลฝอยออกเป็นขยะอินทรีย์ ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล และขยะอันตราย และดำเนินการรีไซเคิลครบวงจรอย่างมีประสิทธิภาพ ถือหลักการกำจัดขยะจากแหล่งกำเนิดต้นทาง ลดปริมาณขยะ และนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่
“ถังขยะไม่ใช่เครื่องประดับ” การดำเนินการตั้งแต่การตั้งคำถามเพื่อให้ชุมชนได้ร่วมคิดตามเกี่ยวกับขยะ ว่าขยะเกิดจากอะไร ใครมีหน้าที่กำจัดขยะ และวิธีกำจัดขยะที่ถูกต้องนั้นทำอย่างไร และเปิดโอกาสให้ชาวบ้านร่วมกันอภิปราย ระดมความเห็นกันว่าเราควรมีการจัดการอย่างไร จนได้เป็นข้อสรุปของการบริหารจัดการขยะอย่างมีศักยภาพ
ที่สุดแล้วการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนตำบลสารภี ที่ได้นำเอาธรรมนูญตำบล มาบูรณาการร่วมกันทั้งตำบล และยึดหลักบนฐานเศรษฐกิจชุมชนสู่การพึ่งตนเอง ยังส่งเสริมอนุรักษ์ฟื้นฟูพันธ์พืช สร้างจิตสำนึกในการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร ปกป้องพื้นที่ทำนา และแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ สนับสนุนส่งเสริมความรู้ด้านอาชีพ การตลาด การบริหารจัดการเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น
องค์กรบริหารส่วนตำบลสารภีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็สนับสนุนส่งเสริมการจัดทำแผนพัฒนายุทธศาสตร์และสนับสนุนงบประมาณ เพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนส่งเสริมให้เกิดความสมดุลกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมและเศรษฐกิจชุมชนในตำบลสารภีได้อย่างยั่งยืน

เรียบเรียงโดย ขบวนชุมชนตำบลสารภี อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา






