“เราต้องหมั่นเข้าไปตรวจเยี่ยม เอาใจใส่ ดูแล ในพื้นที่แปลงเกษตรของเรา และคอยใส่ใจอย่างสม่ำเสมอ การผลิตผักอินทรีย์เป็นระบบที่ต้องการความเอาใจใส่อย่างจริงจัง พูดได้ว่าเป็นเรื่องที่เหนื่อยของเกษตรกร สำคัญที่สุดก็คือ เกษตรกรต้องมีความรู้ และหมั่นตรวจตราเป็นนักวิจัยด้วยตัวของเกษตรกรที่ต้องตรวจและมีการบันทึกข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ”

นายบุญจาก หมั่นการนา ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลเมืองยาง อำเภอเมืองยาม จังหวัดนครราชสีมา เล่าว่า ตำบลเมืองยางก็ทำเรื่องเกษตรพื้นฐานมาแต่พ่อแม่ ปลูกทุกอย่างที่กินและไม่ปลูกมากแต่ปลูกสลับกันไปมาในที่ดินเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับดิน มีระบบการทำแบบหมุนเวียนกันไปมา ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยคอก ยาไล่แมลงก็หาเปลือกไม้มาต้มเป็นสารขับไล่ ซึ่งก็ทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรงไม่เป็นโรค ทำให้สุขภาพจิตดีไปด้วย
ต่อมาการส่งเสริมให้ปลูกแบบการค้าเพื่อหวังเพียงเงินตรา ไม่คิดถึงผลกระทบที่จะตามมา ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้สินรุงรัง ทำเป็นครอบครัวโอเวอร์ เขามีอะไรก็อยากมีตามเขา ไม่มองถึงศักยภาพตัวเอง สุดท้ายครอบครัวก็พังจากการขาดจิตสำนึกในการใช้จ่ายของตนเอง
จนกระทั้งปี 2555 จึงได้ชวนกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้เราสามารถแก้ปัญหาที่ตัวเราก่อน จึงได้ชวนกันไปศึกษาดูงานและเรียนรู้การทำเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง นำมาทดลองในที่ดินของตนเอง โดยการให้ความสำคัญต่อระบบนิเวศโดยรวม ให้ความสำคัญต่อดินและการหมุนเวียนของการปลูกพืช พึ่งพาอาศัยความหลากหลายทางชีวภาพ พัฒนาระบบการผลิตพืชผักสวนครัวเพื่อนำไปสู่มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์
กลุ่มเกษตรกรตำบลเมืองยางจึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พลิกวิกฤตจากหลังฤดูการเก็บเกี่ยวโดยปัจจุบันมีกลุ่มผู้ปลูกผัก จำนวน 20 คน รวมตัวกันใช้พื้นที่นาของตนเอง มาปลูกผักคะน้า กวางตุ้ง ถั่วพู มะเขือกรอบ บวบ ถั่วฝักยาว และที่สำคัญคือ พริก จนสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำและนับรวมแล้วทุกๆปีหลังเก็บเกี่ยวจะมารายได้นับแสนบาท

การหันมาปลูกผักตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งก็สร้างรายได้ให้กับกลุ่มชาวนาอย่างงดงาม เพราะสมาชิกในกลุ่มปลูกผักมีรายได้วันละ 300-500 บาท จากการเก็บผลผลิตขาย ซึ่งดีกว่าการทำนาหลายเท่าตัว พืชผักของที่นี้มีข้อดีตรงที่ว่าเกษตรกรไม่ใช้สารเคมี อีกทั้งการเก็บผลผลิตก็ทำตามมาตรฐานที่เกษตรตำบลได้แนะนำ ดังนั้นเมื่อนำไปขายก็ถูกใจผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ส่วนราคาพืชผักที่ซื้อไปขายต่อขึ้นอยู่กับฤดู หากฤดูแล้งราคาพืชผักแพง ส่วนฤดูฝนก็จะถูกลง
ชาวนาก็ต้องทำนาเพราะเป็นอาชีพหลัก มันหยุดไม่ได้ ทำนาแต่ละปีลงทุนทั้งนั้น ต้องกู้หนี้มาทำนา ชาวนาหยุด ทำนาได้ แต่ดอกเบี้ยมันไม่หยุดตาม จึงต้องเสี่ยงทำนาทุกๆ ปี เพราะถ้าไม่ทำช่วงฤดูฝนนาก็น้ำท่วมอยู่ดี ขอเพียงแต่เรา นี่คือผลเสียของเกษตรหาเรื่อง เพราะทำไปแล้วมีแต่หนี้นั่นเอง นายบุญจาก กล่าว
นายบุญจาก กล่าวอีกว่า ขั้นตอนการปลูกผักหลังนา ทำได้ไม่อยากขอเพียงแต่ต้องขยันและใจรัก อีกทั้งไม่ต้องไปเบียดเบียนธรรมชาติก็พอ โดยหลักๆ มีอยู่ 3 ขั้นตอนด้วยกัน
ขั้นตอนที่หนึ่ง หลังจากที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้ว จะทำการเก็บฟางข้าวที่อยู่ในแปลงนา โดยมีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรต่อพ่วงเครื่องอัดฟาง ในการลดต้นทุนด้านแรงงาน ประหยัดเวลา และยังประหยัดพื้นที่ในการเก็บรักษาฟางข้าวได้มาก

ขั้นตอนที่สอง ทำการเตรียมดินโดยไถกลบตอซัง ซึ่งใช้ผ่านบุกเบิก 1 ครั้ง ผานพรวน 1 ครั้ง ให้ก้อนดินละเอียด แล้วทำการยกร่องและใช้โรตารีปั่นเพื่อให้เกิดความร่วนซุย และเหมาะแก่การเพาะปลูกผัก
ขั้นสุดท้าย การเพาะปลูกผักมีทั้งแบบย้ายกล้า และแบบหว่านเมล็ดขึ้นอยู่กับชนิดของผัก ซึ่งการปลูกผักแบบที่ต้องหว่านเมล็ด เมื่อหว่านเมล็ดแล้ว ต้องใช้ฟางข้าวในการคลุมดิน รักษาความชุ่มชื้นของดินและป้องกันวัชพืชไม่ให้เจริญเติบโตแข่งกับผัก
จากการที่ทางกลุ่มเปลี่ยนมาปลูกผักแบบปลอดภัยตามมาตรฐาน ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มากขึ้นจากการที่ใช้แปลงนาอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถขายผักที่คุณภาพดีส่งขายตามตามตลาดได้ดี ราคาผลผลิตจึงก็ดี เพราะเราไม่ใช้สารเคมี
นอกจากจะขายได้ราคาสูงแล้ว การปลูกผักปลอดภัยทำให้การทำการเกษตรของเกษตรกร และการบริโภคของผู้บริโภคมีความปลอดภัย ห่างไกลจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากจะสามารถสร้างร้ายได้เพิ่มมากขึ้น การเก็บและอัดฟางยังสามารถนำฟางไปใช้ประโยชน์ ได้หลายอย่าง เช่น ปุ๋ยหมัก อาหารสัตว์ และวัสดุคลุมดินในการรักษาความชุ่มชื้น ซึ่งการไถกลบตอซังยังเป็นการประหยัดต้นทุนอีกทางหนึ่ง เป็นการเติมอินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดิน ระบบนิเวศของแปลงนาจึงไม่เสีย มีตัวเบียน จุลินทรีย์ ที่มีประโยชน์ในการทำการเกษตร จึงเป็นการบำรุงดินให้แปลงนามีดินที่คุณภาพดี ส่งผลให้ได้ผลผลิตสูง

การปลูกผักหลังนาสามารถเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกร แต่พี่น้องเกษตรกรต้องมีวิธีการปลูกผักที่มีมาตรฐาน มีเทคนิคการปลูกผัก ทั้งการประหยัดน้ำในการเพาะปลูกที่ช่วยในการลดต้นทุน มีการนำฟางข้าวที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์นำมาต่อยอดใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นอีกช่องทางในการสร้างรายได้
ดังนั้นการทำการเกษตรที่ประสบความสำเร็จต้องมีวิสัยทัศน์ในการมองภาพให้กว้างไกล เปิดใจปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เรียบเรียงโดย สภาองค์กรชุมชนตำบลเมืองยาง อำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา






