เรียบเรียงโดย สภาองค์กรชุมชนตำบล วังหิน อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา

“คิดอะไรไม่ออกบอกสถาบันการเงินชุมชน ไม่ว่าจะเรื่องการออมเงิน การประกอบอาชีพ ความเดือดร้องของครอบครัว เราให้คำปรึกษาได้ ถ้าเรื่องการเงินไม่ต้องไปกู้แหล่งเงินกู้นอกระบบ แต่ชุมชนสามารถสร้างทุนทางการเงินของเราเอง เพราะสถาบันการเงินชุมชน คือภูมิคุ้มกันสร้างทุนชุมชน ได้อย่างยั่งยืน” พี่หนูแดง แปลนพิมาย ผู้จัดการสถาบันการเงินชุมชนตำบลวังหิน อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา เล่าให้ฟัง และว่า
ความคิดปลุกพลังชาวบ้านให้มายืนด้วยลำแข้งของตัวเอง เกิดขึ้นเมื่อพบว่า คนในชุมชนต้อง “เสียเปรียบทางการเงิน” ให้กับแหล่งทุนภายนอกมาโดยตลอด ซึ่งถ้าชุมชนยังบริหารจัดการเงินของตัวเองไม่เป็น ไม่ลุกมาเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ก็ไม่มีทาง “หลุดพ้น” จากปัญหานี้ได้
“เราเสียเปรียบมามาก เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะเอาเงินของเรามาออมกันเองเดือนละเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ตัวเองมีกำลังออม จะห้าบาท สิบบาท ห้าสิบบาท ร้อยบาท ใครลำบากก็มาหยิบยืมไป ดอกเบี้ยต่ำ และไม่ต้องเดินทางไกล เราจะสร้าง “ทุนทางการเงิน” ให้กับชุมชนของเรา
การชักชวนกันมาสร้างทุนชุมชน นี้เกิดจากการที่ชุมชนมีต้นทุนทางการเงินที่รัฐบาลได้มีนโยบายทางการเงินลงมาให้ชุมชนได้บริหารจัดการกันเองในรูปแบบของ “กองทุนหมู่บ้าน” นั่นเอง ซึ่งการริเริ่มความคิดที่เริ่มจากจุดเล็กๆ มีสมาชิกแค่ 240 คน มีเงินรวมกันแค่น้อยนิด จนกลายมาเป็นสถาบันการเงินชุมชนเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 ซึ่งนับรวมเวลาแล้วก็เข้าสู่ปีที่ 6 เข้าไปแล้ว พร้อมๆ ไปกับการบริหารเงินหมุนเวียนในสถาบันการเงินก็นับรวมแล้วประมาณ 28 ล้านบาท และมีสมาชิกเพิ่มขึ้นกว่า 1,200 คน เลยที่เดียว

ซึ่งเมื่อมองดูโครงสร้างของคณะกรรมการแล้วดูมีระบบเหมือนกับธนาคารก็ว่าได้ เพราะมีคณะกรรมการทั้งหมด 15 คน มีลูกจ้างในสถาบันการเงินอีก 7 คน บทบาทหน้าที่ทั้งผู้จัดการ รองผู้จัดการ เหรัญญิก การเงิน บัญชี เลขานุการ และคณะกรรมการ ต่างมีหน้าที่รับผิดชอบด้วยกันทั้งนั้น ทุกคนมีเงินเดือนพออยู่ได้ในชุมชน ที่ไม่ต่างจากไปทำงานที่กรุงเทพเลย ที่สำคัญเขาได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว พร้อมทั้งมีระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งดูแล้วเข้มแข็งพอสมควร
ในที่สุด การได้รับความสนใจจากคนทั้งตำบลเกิดขึ้นเมื่อมี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธกส. มาสร้างความเข้าใจและสนับสนุนให้มีสถาบันการเงินชุมชนระดับตำบลขึ้น ซึ่งบทบาทจึงอยู่ในรูปแบบของตำบล ที่ไม่ใช่แค่การออม และให้กู้ แต่คือ การนำกำไรที่เกิดจากการบริหารเงิน อย่างดอกเบี้ยจากการให้กู้ มาทำเป็น “สวัสดิการ” ให้ชาวบ้าน เช่น การจ่ายสวัสดิการเพื่อการศึกษา สวัสดิการเพื่อคนพิการ การจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุ เป็นต้น สมาชิกสถาบันการเงินชุมชน ก็บอกดีนะ มีเงิน มีสวัสดิการ มีกำไร และยังกู้เงินเพื่อการประกอบอาชีพได้อีกด้วย

สถาบันการเงินชุมชน เป็นการดูแลซึ่งกันและกันของชุมชน สร้างความเข้มแข็งมาได้หลายปี ด้วยการสร้างระบบตรวจสอบซึ่งกันและกันในชุมชน มีการฝึกศักยภาพคนเพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ ป้องกันการเป็นหนี้เสีย และจัดการปัญหาต่างๆ ได้ ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็งขึ้น
เวลาเดียวกัน ก็จัดทีมงานลงไปช่วยพัฒนาชาวบ้าน ร่วมแก้ปัญหาที่มีอยู่ เช่น ปัญหาด้านการเกษตร ที่ต่อยอดจนมีการผลิตปุ๋ยใช้เอง และขายกันเองภายในกลุ่ม และสนับสนุนการเลี้ยงโคโดยกลุ่มนี้มีสมาชิกกว่า 141 คน มีโคกว่า 477 ตัว พัฒนาไปสู่การเลี้ยงโคยืนที่เรียกว่าขังคอก ปลูกหญ้าเนเปียร์ ทำอาหารหมัก อีกทั้งสนับสนุนให้สมาชิกมีงานทำในชุมชน ไม่ต้องให้เงินรั่วไหลออกไปไหน ที่น่าสนใจคือ นี่เป็นความคิดที่เกิดจากชาวชุมชนเองทั้งนั้น
เมื่อมีกำลังมีมากขึ้น ก็สามารถขยายไปแก้ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นได้ หนึ่งปัญหาสำคัญที่พ่วงมาแต่อดีต คือ ชาวบ้านเป็นหนี้ ต้องเอาที่ไปจำนองไว้ และต้องทนจ่ายค่าดอกเบี้ยที่สูง ทางกลุ่มจึงรับจำนองทรัพย์สินเหล่านี้ไว้แทน แล้วให้สมาชิกได้ผ่อนจ่ายในราคาที่ถูกลง สุดท้ายก็พัฒนามาสู่การลงหุ้นกัน
ผู้จัดการสถาบันการเงินชุมชน บอกว่า นี่เป็นการกระจายการลงทุนจากคนรวยมาสู่คนจน เพื่อให้คนจนสามารถลงทุนเพื่อซื้อที่มาเก็งกำไรได้ เพราะไม่เช่นนั้น ที่ดินจะกลายเป็นของคนรวย และคนต่างชาติทั้งหมด ขณะที่อยากให้ภาพนี้เกิดขึ้นกับชุมชนทั้งประเทศ เพื่อให้คนจนได้มีรั้วกั้นเงินที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และอยู่ได้อย่างเข้มแข็งด้วยตัวเอง

ความเข้มแข็งทางการเงิน ไม่ได้นำมาแค่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชุมชน ทว่ายังให้ในสิ่งที่เรียกว่า “ความสุข” ถึงตอนนี้ พูดได้ว่า เราเป็นชุมชนที่มีความสุขที่สุด วันนี้มีเด็กที่โรงเรียนก็มาออมเงินกับเรา เช่น โรงเรียนแกสำโรง ที่มีนักเรียนอยู่ 60 คน ก็เข้ามาออมเงินกับสถาบันการเงิน เรียกว่าฝึกนิสัยการออมให้ลูกหลานตั้งแต่เด็กๆ นั่นเอง ผู้จัดการสถาบันการเงินเขาบอกความสำเร็จที่สามารถขยายไปสู่โรงเรียนได้ด้วย
แนวคิดสู่ความสำเร็จแบบสถาบันการเงินชุมชนตำบลวังหิน คือ ทุกอย่างต้องเกิดจากความเห็นชอบของสมาชิก เรียกว่า ตั้งแต่คิด หรือทำขึ้นมาครั้งแรก ก็ต้องให้ชาวชุมชนเข้าใจตรงกันก่อน ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็เดินหน้าต่อไม่ได้ ขณะที่ต้องเป็นการทำงานร่วมกันของคนในชุมชน
ที่สุดแล้วการที่ชุมชนสามารถลุกขึ้นมาแก้ปัญหาให้กับตนเองเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุด ซึ่ง นางหนูแดง บอกว่านี้คือปัจจัยแห่งความสำเร็จของการทำสถาบันการเงินชุมชน ว่ามาจาก 4 ตัวหลัก คือ “คน” ไม่ว่าจะตัวสถาบันการเงิน ตลอดจนกรรมการ และเหล่าสมาชิก ที่ต้อง ซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ และมีความเชื่อมั่นว่า ระบบการเงินชุมชนจะช่วยเขาได้จริง คิดแบบนี้ถึงจะอยู่รอด

เรื่องที่สองคือ “ความรู้” โดยต้องมีความรู้เรื่องการบริหารจัดการด้วยตัวเอง มีความรู้ในการจัดการเงินทุน ต้องมีทักษะในการประกอบอาชีพ เพราะส่วนมากแล้ว ชาวบ้านมักกู้เงินเพื่อมาประกอบอาชีพ ตลอดจนต้องสามารถใช้ความรู้ในการวางแผนต่างๆ ได้
เรื่องที่สามคือ“มีระบบการบริหารจัดการที่ดี” ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยสิ่งที่ชุมชนต้องตระหนักก็คือ “ออมก่อนกู้” ถ้าคิดแต่จะกู้ โดยไม่คิดออมก่อน สถาบันการเงินคงไม่สามารถเข้มแข็งได้ และที่อีกหัวใจคือ ต้องมี “สวัสดิการชุมชน” เพื่อจูงใจให้คนอยากเข้าร่วมด้วยช่วยกัน
และเรื่องสุดท้ายคือ”ตรวจสอบ” การที่จะทำอะไรต้องมีระบบการตรวจสอบความถูกต้องตลอดเวลา ทำให้เกิดการไว้เนื้อเชื่อใจกันทั้งคณะกรรมการและสมาชิก ทุกอย่างจะนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน
เงื่อนไขสู่ความสำเร็จของสถาบันการเงินชุมชนในวันนี้คือ มีการตอบสนองความต้องการของสมาชิกที่ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิต มีการเพิ่มขึ้นของเงินทุนจากการออมหรือหุ้นมากกว่าการกู้ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยงานภาคี ท้องถิ่น ทั้งที่ นำสู่ความยั่งยืน ด้วยพลังสมองและสองมือของคนในชุมชนตำบลวังหิน






