ความรู้ต้องอยู่ควบคู่ภูมิปัญญา การทำขนมกระยาสารทนับเป็นการสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน “กลุ่มข้าวกระยาสารทตำบลถนนหัก” กลุ่มนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อสืบสานประเพณีดั่งเดิมที่ใช้ในงานบุญเดือนสิบ เป็นการทำไปทำบุญและแจกลูกหลานเวลากลับบ้านเพื่อเป็นของฝาก
นายธนดล ทวีพัฒน์ ผู้ประสานงานอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า เวลาว่างเว้นจากการทำไร่นา ชาวบ้านก็จะมองหาอาชีพเสริมกัน เพื่อเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวและยังเป็นการถนอมอาหารทำกินในครอบครัว ต่อมาการทำกระยาสารทก็เริ่มลดน้อยลงไป เพราะมีกระบวนการ ขั้นตอนที่ทำยากหลายขั้นตอนอีกทั้งยังเป็นการทำเชิงธุรกิจมากขึ้น ชาวบ้านเห็นว่าอาชีพดั่งเดิมจะถูกกลืนกิน จึงได้รวมตัวกันขึ้นแรกเริ่มมี 6-7 คน มาร่วมกันเพื่ออนุรักษ์สืบสานการทำขนมพื้นบ้าน อาหารชุมชนขึ้น
ต่อมามีคนกินแล้วชื่นชอบในรสชาติ กลุ่มจึงได้มารวมตัวกันเพื่อมาทำกระยาสารทสูตรดั่งเดิม ทำกันจนเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวไปแล้วก็มี เป็นทั้งของฝากที่นิยมชมชอบในตำบล และราคาขายก็ไม่แพงอย่างที่คิดอีกด้วย
ไม่เพียงแค่ทำเป็นของฝากเท่านั้น กระยาสารท ยังนำไปถวายพระสงฆ์ เพื่อร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์อุทิศให้กับบรรพบุรุษในงานบุญเดือนสิบอีกด้วย ซึ่งเป็นวิถีที่มีมาแต่ดั้งเดิมแล้วถูกสืบทอดปฏิบัติต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

นางณภัทร แวงดงบัง คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลถนนหัก เล่าว่า วันเวลาผ่านไปเร็วมากเลย แป๊บๆ เดียวก็จะถึงหน้าสารทอีกแล้ว แล้วทุกๆ ทุกปี ที่บ้านจะมีงานกวนกระยาสารทประจำปี
“กระยาสารท” ถือเป็นขนมที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาของคนถนนหัก ที่นำเอาธัญพืชหลากหลายมากวนรวมกับน้ำอ้อย น้ำตาล เพื่อให้เป็นขนมที่เก็บไว้กินได้นาน
กระยาสารทโดยปกติมักจะกวนกันหน้าสารท (ช่วงเดือนกันยายน) จึงเรียกได้ว่าเป็นขนมประจำสารทไทยซึ่งถือว่าเป็นขนมชั้นดีและในสมัยโบราณก็มักใช้ขนมนี้ไปของกำนัลแก่ญาติผู้ใหญ่และคนที่เราเคารพนับถือ
คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลถนนหัก เล่าต่อว่า กระยาสารทก็มีอยู่หลายสูตร หลายหน้าตาด้วยกัน บางสูตรหนักถั่ว บางสูตรหนักข้าวพอง บางสูตรนิยมแค่เอางามาโรยด้านบน ไม่ใส่ผสมลงไปกวน บางสูตรใส่กะทิ บางสูตรไม่ใส่ ซึ่งแต่ละสูตรรวมถึงการเลือกใช้ของที่แตกต่างกันออกไป ก็ทำให้หน้าตากระยาสารทที่ออกมาแตกต่างกันไปด้วย
สำหรับสูตรที่กลุ่มกระยาสารทตำบลถนนหัก มีขั้นตอนการทำดังนี้
ขั้นตอนแรก นำถั่วลิสง งา ข้าวเม่า มาคั่วให้สุกพอประมาณแล้วพักไว้
ขั้นตอนที่สอง นำกะทิมาเคี่ยวกับน้ำตาลปี๊บ จนน้ำตาลละลายจากนั้นใส่แบะแซลงไปผสมเคี่ยวให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน หรือจนเหนียวข้นเป็นยางมะตูม
ขั้นตอนที่สาม ใส่ถั่วลิสง ข้าวตอก ข้าวเม่า งาขาวที่คั่วเตรียมไว้ลงไปผสมในน้ำกะทิ เคี่ยวไปเรื่อยๆ โดยใช้ไฟอ่อนประมาณ 30 นาที
และขั้นตอนสุดท้าย คือ ตักใส่ถาดสี่เหลี่ยมพักไว้พออุ่นตัดเป็นสี่เหลี่ยมพักไว้ให้เย็นเพื่อรอนำไปบรรจุในหีบห่อต่อไป
แม่การะเกต วิเศษน้ำ ครูภูมิปัญญาชุมชนตำบลถนนหัก เล่าว่า รับช่วงการทำกระยาสารทนี้ มาจากสูตรของบรรพบุรุษ ที่ได้ถ่ายทอดวิธีการทำแบบฉบับโบราณดั้งเดิมไว้ให้ วัตถุดิบที่ใช้ทำต้องสดๆ ใหม่ๆ ไม่ว่า ถั่ว งา ข้าวเม่า มะพร้าว น้ำตาล น้ำอ้อย น้ำผึ้ง แบะแซ ข้าวตอก โดยค่อยๆ นำมาผสมกันแล้วกวนในกระทะตั้งบนเตาไฟจนได้ที่ จึงนำขึ้นตักใส่ลงในถาดผึ่งให้เย็น
เมื่อมองส่วนผสมของกระยาสารทจากภายนอก อันมี ถั่ว งา ข้าวตอก ข้าวเม่า ที่เรียงเมล็ดกันอย่างมีระเบียบ มีสีสันสวยงามแลดูน่าทานแล้ว การทำกระยาสารทแต่ละครั้งกว่าจะออกมาเช่นนี้ คนที่ทำต้องทุ่มเททั้งแรงกายและใจเต็มที่เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการทำที่ยุ่งยาก ต้องใช้ความประณีต ปรุงแต่งรสชาติให้ครบ อีกทั้งยังต้องใช้พละกำลังในการกวนเพื่อให้ส่วนผสมทุกอย่างคลุกเคล้ากันอย่างกลมกลืน

เสน่ห์ของการทำกระยาสารทด้วยฝีมือของแม่การะเกตอยู่ตรงที่การกวนด้วยไม้พาย อันถือเป็นอุปกรณ์เก่าแก่ที่คนสมัยโบราณคิดค้นขึ้นด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิธีการกวนด้วยไม้พายอาจต้องมีเทคนิคที่ถูกสั่งสอนกันมาจนทำให้เกิดความชำนาญเพื่อให้วัสดุที่ใส่รวมกันลงไปทุกชนิดกลมกลืนเข้ากันได้และทั่วกันดี
ปัจจุบันจึงได้รับการต่อยอดนำมาทำเป็นขนมโอท๊อปขายเป็นของฝากขึ้นชื่อ พี่น้องร่วมกันทำสดๆใหม่ๆ ทุกวันจึงมีรสชาติอร่อย เหนียวนุ่ม หอมหวานมัน ลูกค้าขาจรขาประจำอุดหนุนไม่ขาดสาย ยอดจำหน่ายวันละ 60-80 กก. ราคากิโลกรัมละ 130 บาท เรียกว่าเป็นขนมสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว
“ทำอยู่กับบ้าน เพื่อไม่ให้เหงา มีคนงานประจำกลุ่มจึงจะอยู่รอด ถ้าต้องการใช้คนช่วยจะต้องขอแรงเพื่อนบ้านสนิทมาช่วยงานและตราบใดที่มีกำลังแล้วยังทำไหวคงต้องทำต่อไป เพราะส่วนหนึ่งมีใจรักเป็นทุน กับอีกส่วนหนึ่งถ้าเลิกทำแล้วจะปล่อยให้อยู่ว่างๆ เฉยๆ คงเหงา” แม่การะเกต วิเศษน้ำ กล่าวทิ้งท้าย
เรียบเรียงโดย ขบวนชุมชนตำบลถนนหัก อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์






