บ้านสนวนนอก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ เป็นหมู่บ้านเล็กๆของจังหวัดบุรีรัมย์ มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ เป็นพื้นที่ ที่มีป่าทึบเมื่อประมาณ 150 ปี มีต้นไม้ชื่อว่าต้นสนวน มีนายดำ เป็นชาวร้อยเอ็ดเข้ามาตั้งรกราก ปัจจุบัน บ้านสนวนนอก หมู่ที่ 2 ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลสนวน อำเภอห้วยราช มีภาษาพื้นถิ่นเขมรดำรงชีวิตเรียบง่าย มีความสามัคคีปรองดอง ชอบการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ

นายบุญทิพย์ กะรัมย์ ผู้ใหญ่บ้านสนวนนอก เล่าว่า เมื่อก่อนมีแต่ออกไปศึกษาดูงานจากที่อื่นๆ และเห็นว่าที่นั่นก็เหมือนๆกับของเรา ทำไมไม่ลองตั้งต้นที่บ้านตนเองดู โดยแนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ปี 2544 สะสม เพาะบ่มความรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับงานพัฒนาชุมชน ที่จะเน้นให้พี่น้องพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน แม้จะลองถูกลองผิดมาหลายๆครั้งจนในที่สุดก็มาประสบผลสำเร็จขึ้นเมื่อปี 2556 รวมระยะเวลาก็ปาเข้าไป 12 ปี กว่าจะมีหมู่บ้านท่องเที่ยวสนวนนอกขึ้นมา และโด่งดังได้ขนาดนี้
“ถ้าเรามีความพยายามจนถึงที่สุดแล้ว ผมมองว่าทุกอย่างจะต้องประสบผลสำเร็จแน่นอน อย่าท้อ จงอดทนต่ออุปสรรค แล้วทุกอย่างจะประสบผลสำเร็จที่ปลายฟ้า” ผู้ใหญ่เอ่ยวาจา แล้วเล่าต่อว่า
ในปี 2556 บ้านสนวนนอกเริ่มเปิดเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว แรกๆก็ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวรู้จักเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่นี่มีต้นทุนทางปัญญา ทุนทางธรรมชาติ เยอะมาก จึงรวมรวมความรู้สู่งานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องการทอผ้าไหม การทำเกษตรอินทรีย์ การทำขนมสูตรโบราญ การจักสาน และอื่นๆ มากมาย จนในที่สุดก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ขาดสาย ในปีนี้(2561) ยังไม่มีวันว่างเลย หากนับรวมๆแล้วรายได้ที่เข้ามาทุกวันในชุมชนเฉลี่ยวันละประมาณ 100,000 บาท เลยที่เดียว
ผู้ใหญ่บ้านสนวนนอก เล่าต่อไปว่า สำหรับเส้นทางการเดินทาง “สนวนนอก” ตั้งอยู่บนทางหลวงชนบท ถนนสายห้วยราช – กระสัง อยู่ห่างจากอำเภอห้วยราช 2 กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ 12 กิโลเมตร สามารถเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง/รถไฟจากจังหวัดบุรีรัมย์ ได้โดยสะดวก
แหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตผลิตไหม บ้านสนวนนอก มีมัคคุเทศก์ของหมู่บ้าคอยอำนวยความสะดวกนำนักท่องเที่ยวชมวิถีชีวิตผลิตภัณฑ์ไหมตั้งแต่เริ่มแรก ดังนี้ การปลุกหม่อน-เก็บใบหม่อน ชมและเรียนรู้การปลูกหม่อน/ชำต้นหม่อน/เก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหม การเลี้ยงไหม สาวไหม ชมและเรียนรู้การเลี้ยงไหม/ให้อาหารตัวไหม/สาวไหมจากตัวดักแด้ แถมมีบ้านพัก Home Stay ไว้รองรับนักท่องเที่ยวทุกวัน ซึ่ง บ้านสนวนนอก มีโฮมสเตย์สะอาดน่าอยู่ให้พักไม่น้อยกว่า 15 หลัง ค่าที่พักรวมอาหารเช้าราคาเป็นกันเอง

เรามาทำความรู้จักกันว่า ที่สนวนนอก มีของดีอะไรบ้าง ดังนี้ ผลิตภัณฑ์ชุมชน ผ้าไหมลายเอกลักษณ์ของท้องถิ่นแต่โบราณได้แก่ ผ้าไหมหางกระรอก (กระนีว) ผ้าสโร่ง ผ้าขาวม้า ผ้าไหมพ้นเรียบ ผ้าคลุมไหล่ยกดอกแก้ว ดอกพิกุล เป็นที่นิยมของชาวต่างประเทศ ผ้าไหมแปรรูป เช่น เสื้อ กระเป๋าอเนกประสงค์ กระเป๋าดินสอ พวงกุลแจ ตุ๊กตาผ้า ฯลฯ ส่วนเรื่องของอาหารอร่อยประจำถิ่น ได้แก่ ข้าวหลาม ดักแด้ คั่วสมุนไพร กระยาสารท เมนูเด็ด ได้แก่ แกงกล้วย ส้มตำดักแด้ ขนมจีนน้ำยา บวดบุก
ไปดูปฎิทินฤดูกาลท่องเทียวสนวนนอก
เดือน 5 ของทุกปี ( เดือนเมษายน ) “เทศกาลวันสงกรานต์” ซึ่งจะเชื่อมโยงกับงานประจำปีของงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาเดียวกันและบนเส้นทางหลวงหมายเลข 24 เช่นเดียวกัน
เดือน 10 ของทุกปี ( เดือนกันยายน ) เทศกาล “บุญโดนตา” เป็นพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้และเป็นการรวมญาติพี่น้องในตระกูล

นอนโฮมสเตย์บ้านสนวนนอกหลับสบาย ฝันดี มีโอโซน ซึ่งถนนเข้าหมู่บ้านช่วงนี้เขียวขจีไปด้วยต้นข้าวหอมมะลิ 105 แต่น่าเสียดายไม่ได้นั่งรถกระสวยอวกาศที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะรับกรุ๊ปที่คนมากๆ เพราะทุกที่ก็ย่อมมีกติการ่วมกันทั้งนักท่องเที่ยวและคนในชุมชน
นายบุญทิพย์ บอกว่า นอกจากโฮมสเตย์แล้วยังมีศูนย์การเลี้ยงไหมนอกจากจะเป็นการเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรแล้ว ยังเป็นวัฒนธรรมที่เก่าแก่และดีงามของชาติไทยที่สืบต่อกันมานานอีกด้วย ซึ่งที่บ้านบ้านสนวนนอกแห่งนี้ เขาเด่นดังในเรื่องของการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นคือ ผ้าไหมหางกระรอกคู่ ดูวิธีการสาวไหม
ซึ่งกระบวนการสาวเส้นไหมของที่นี่ ก็เหมือนกับพื้นที่อื่นๆในภาคอีสาน คือ หนึ่ง ต้มน้ำให้ร้อนประมาณ 70-80 C แล้วใส่รังไหมลงไปประมาณ 40-50 รังเพื่อให้ความร้อนจากน้ำช่วยละลายโปรตีนที่ยึดเส้นไหม
สอง ใช้ไม่พายเล็กแกว่งตรงกลางเป็นแฉก คนรังไหมกดรังไหมให้จมน้ำเสียก่อน
สาม เมื่อรังไหมลอยขึ้นจึงค่อย ๆ ตะล่อมให้รวมกันแล้วต่อย ๆ ดึงเส้นใยไหมออกมาจะได้เส้นใยไหมซึ่งมีขนาดเล็กมากรวมเส้นใยไหมหลาย ๆ เส้นรวมกัน
สี่ ดึงเส้นไหม โดยให้เส้นไหมลอดออกมาตามแฉกไม้ ซึ่งจะทำให้ได้เส้นไหมที่สม่ำเสมอและรังไหมไม่ไต่ตามมากับเส้นไหม เส้นไหมที่สาวได้จะผ่านไม้หีบขึ้นไปร้อยกันรอกที่แขวนหรือพวงสาวที่ยึดติดกับปากหม้อ แล้วดึงเส้นไหมใส่กระบุง
ห้า คอยเติมรังไหมใหม่ลงไปในหม้อต้มเป็นระยะ ๆ
และหก รังไหมจะถูกสาวจนหมดรังเหลือดักแด้จมลงก้นหม้อแล้วจึงตักดักแด้ออก
ดักแด้จากไหมต้มสุกๆ อร่อยมากสาวไหมมาเรื่อยๆ จนในที่สุดจะเหลือแค่รังไหม ส่วนข้างในรังไหมจะเป็น “หนอนไหม” แสนอร่อยที่ทุกคนได้ชิมกัน

หลังจากที่สาวไหมแล้ว ชาวบ้านก็จะเอาไหมที่ได้ไปผ่านกระบวนการฟอก ย้อมด้วยวิธีการทางธรรมชาติ จนสุดท้ายก็จะเอามาทอด้วยมือ แต่มีก็จะมีเครื่องมือ เครื่องไม้เป็นตัวช่วย “ที่นี่เค้าขึ้นชื่อเรื่องผ้าลายหางกระรอก”
“ผ้าหางกระรอก” เป็นผ้าทอโบราณที่มีลักษณะลวดลายเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความประณีตและงดงาม โดยใช้เทคนิคการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าไทคือ “การควบเส้น” หรือคนไทยเรียกว่า “ผ้าหางกระรอก”
ชื่อที่เรียกว่า “ผ้าหางกระรอก” อาจเป็นเพราะลวดลายของผ้าทอที่มีลักษณะเนื้อผ้าที่มีความเหลือบสี เห็นเป็นลายเส้นเล็กๆ ในตัว ซึ่งมองดูแล้วคล้ายกับขนของหางกระรอก จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกดังกล่าว นอกจากนี้ ชื่อเรียกผ้าชนิดนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ตามรูปลักษณ์ที่มุ่งเน้นเช่น บางพื้นที่เรียกว่า ผ้าวา ผ้ายาว ซึ่งเป็นการเรียกตามลักษณะความยาวของผืนผ้าที่ยาวกว่าผ้าถุงเท่าตัว บางพื้นที่เรียกว่า ผ้าควบ เพราะถือเอาวิธีการทอแบบตีเกลียวควบมาใช้เป็นชื่อเรียก แต่คนส่วนใหญ่นิยมเรียกว่าผ้าหางกระรอกมากกว่า ผ้าไหมที่นี่จึง “งดงาม” ตามคำร่ำลือกัน
การมาอยู่โฮมสเตย์ทจุดสำคัญที่สุดคือเราได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามอะไรบ้าง นี่คือหนึ่งอย่างที่ผมประทับใจมากๆ เมื่อมาเยือน การทานอาหารเย็นในแบบฉบับของชาวบ้านสนวนนอก เมื่อมีแขกมาเยือนก็คือ การจัดขันโตก (ไม่ได้มีเฉพาะภาคเหนือนะเออ) พร้อมกับฟังมโหรีสำเนียงเขมรหรือพวกเราจะได้ยินกันบ่อยๆว่า “กันตรึม” นายสมชาติ เพ็ชรเลิศ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 เล่าให้ฟัง และว่า
ส่วนการละเล่น” เรือมตรด หรือ เรือมตร๊ด” เรือมตรด คือรำตรุษสงกรานต์ เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวอีสานใต้มาตั้งแต่โบราณ มีความเชื่อเป็นการละเล่นเพื่อความสนุกสนานในวันขึ้นปีใหม่ของชาวไทยสมัยก่อนที่ใช้เดือนเมษายนของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่
การเล่นเรือมตรด นิยมเล่นเฉพาะเดือนเมษายนของทุกปีเท่านั้น เพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจจากการตรากตำทำงานหนักมาเป็นเวลานาน การเรือมตรดนี้จะร้องรำไปตามหมู่บ้านทุกหลังคาเรือน เมื่อถึงบ้านใครเป็นธรรมเนียมเจ้าของบ้านจะออกมาต้อนรับและมอบจตุปัจจัย เครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ให้แก่ผู้เล่นเรือมตรด เพื่อรวบรวมนำไปถวายวัดต่อไป
การเล่นเรือมตรดมีผู้ร้องรำเพลงเป็นต้นบทร้องนำหรือเรียกว่าพ่อเพลงแม่เพลง คนอื่นๆ เป็นผู้ร้องตามหรือเรียกว่าลูกคู่ เครื่องดนตรีประกอบด้วย กลองกันตรึม 2 ใบ หรือมากกว่านั้น ฉิ่ง ฉาบ ซอ จอกกร็อง ฯลฯ ทั้งที่ทุกครั้งที่มีการแสดงจะต้องมีกลองกันตรึมประกอบเสมอ
เนื้อร้องเรือมตรด เริ่มจากบทขออนุญาตเจ้าของบ้านต่อด้วยบทอื่นๆ ตามที่เห็นสมควรถึงการขอรับบริจาคบทเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว ตอนท้ายเป็นบทให้ศีลให้พรเจ้าของบ้านและบทร้องลาแล้วจึงย้ายคณะเรือมตรดไปยังบ้านอื่นต่อไป
กิจกรรมต่างๆ ของชาวบ้าน ทำให้นักท่องเที่ยวได้สนุกสนานและชื่นมื่นกันไปตามๆ กัน ส่วนบ้านเรือนของชาวบ้านสนวนนอก ส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนยกพื้นสูง สังเกตดูจะมีการเลี้ยงวัว เลี้ยงควายกัน และยังได้รับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทั้งแกนนำชุมชน ทั้งชาวบ้าน มีความรักความสามัคคีกันมาก มีอะไรก็ช่วยเหลือเจือจาน เป็นพริกบ้านเหนือ เกลือบ้านใต้ จนทำให้รู้สึกว่ามาที่นี่แล้วปลอดภัย ทุกคนเป็นกันเอง

สำหรับการซื้อขายที่นี่ก็มีตลาดกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านร่วมกันตั้งชื่อว่า “ตลาดโบราญ” โดยพี่น้องจะนำผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่ทำนำออกมาวางขาย เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวกันได้ดีที่เดียว เมื่อมองดูเรื่องราคาทุกชิ้นถือว่าเหมาะสมกับราคาที่มีฝีมืออันประณีตงดงามตาและแข็งแรง
นายสมชาติ เล่าต่อว่า สำหรับปีนี้เราจะทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแหล่งรวมของใช้โบราญและเครื่องมือทำมาหากินของคนอีสาน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับลูกหลานและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ เช่น เครื่องมือดักจับสัตว์ที่คนอีสานใช้ทำมาหินสมัยโบราณ และของสะสมทรงคุณค่าต่างๆ ให้มาชมและศึกษาเรียนรู้ได้ โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมท้องถิ่น วิถีชีวิต ภูมิปัญญาชาวบ้านในอดีต เสมือนมรดกทางวัฒนธรรม หากไม่เก็บรักษาไว้ก็จะผุพังสูญหายไปตามกาลเวลา
หันมาเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตชมชนวันนี้ ได้ทั้งความรู้ควบคู่คุณธรรม ได้ทั้งความสนุกสนาน ได้ทั้งการทำบุญใส่บาตร มีทั้งธรรมชาติที่งดงาม ผู้คนเป็นมิตรไมตรีมีอัธยาศัย จนหลงใหลเสน่ห์สนวนนอก







