เกษตรกรในชุมชนตำบลสวนพริก ที่อยู่ในเขตเมืองพระนครศรีอยุธยา ได้รู้เท่าทันถึงกระบวนการผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีความต้องการให้ได้ผลผลิตปริมาณมากเพื่อทำการค้า จึงใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีจำนวนมาก ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ร่างกายเจ็บป่วยจากการบริโภคอาหารที่มีสารพิษเจือปน สิ่งแวดล้อมเกิดมลพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์และสัตว์ แม่น้ำ อากาศ จึงให้ความสำคัญและหันมาใส่ใจเรียนรู้ การเกษตรปลอดสารพิษมากขึ้น ทั้งในครัวเรือนและเพื่อจำหน่าย โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนในตำบลสวนพริกเอง
ตำบลสวนพริก มีพื้นที่สำหรับให้เกษตรกรได้ปลูกพืชผักไว้สำหรับรับประทานและจำหน่าย ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ในดำรงชีวิต ผลิตอาหารปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง อันจะนำไปสู่สังคมเข้มแข็ง ชุมชนพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน
จากการรวมกลุ่มของเกษตรกร ทำการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีในการผลิต และพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลสวนพริก มีคณะกรรมการ 13 คน การดำเนินงานมีแนวทางสำคัญที่ชัดเจนและเป็นแนวปฏิบัติ คือ
1) การทำเกษตรกรรมโดยไม่ใช้สารเคมีในการผลิต ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์
2) ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การเผาวัชพืชหรือกิ่งไม้ที่เหลือจากการทำเกษตรกรรม นำมาย่อยทำปุ๋ย
3) การลดด้นทุนการผลิต เช่น การทำน้ำหมักชีวภาพใช้เอง และการนำมูลสัตว์ที่เลี้ยงมาใช้ในเกษตรกรรม
4) กิจกรรมด้านการแปรรูปและเพิ่มมูลค่า เช่น การทำหน่อไม้ดองและก๋วยเตี๋ยวใส่หน่อไม้
5) ถ่ายทอดความรู้ด้านการทำการเกษตรแก่ผู้สนใจโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9
ว่าที่ ร.ต.กิตติศักดิ์ เขนยทอง (เอ๋) อายุ 43 ปี ประธานศูนย์เรียนรู้ฯ จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชื่อดังผันตัวเองมาสู่อาชีพเกษตรกร ปัจจุบันเป็นปราชญ์ชุมชนด้านการเกษตรหลายแขนง มีองค์ความรู้มากมายจากการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้แรงบันดาลใจการทำการเกษตรมาจากคุณยายลี หรือ คุณยายสำลี กสิพันธ์ ต้นแบบของคำว่า “พอเพียง” เป็นจุดเริ่มต้นที่เขาหันมาทำการเกษตร ด้วยเนื้อที่ 8 ไร่ และให้ชื่อว่า “สวนไผ่ by ยายลี” ก่อนจะพัฒนามาเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรและเกษตรปลอดสารเคมี
ศูนย์นี้มีกิจกรรมหลากหลายให้เกษตรกรได้เลือกเรียนรู้ตามความต้องการ ทั้งด้านพืชและสัตว์ เช่น 1) การปลูกไผ่กิมซุง เป็นพืชที่ทนทานไม่มีหนามให้ผลผลิตตลอดปี ขายหน่อไม้หรือแปรรูปเป็นหน่อไม้ดอง 2) การทำผักกางมุ้ง ปลูกผักในโรงเรือน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางธรรมชาติ เช่น โรค แมลง ปริมาณน้ำฝนและป้องกันการปนเปื้อนจากสัตว์ 3) การเลี้ยงแพะสายพันธุ์ BOER ซึ่งเป็นสายพันธุ์เนื้อ การเลี้ยงไก่ดำพูภาน เลี้ยงแบบธรรมชาติ ไว้เพื่อการบริโภค ซึ่งในเนื้อไก่จะมีสารเมลานินต่อด้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดโรคมะเร็ง หัวใจ และเบาหวาน 4) การเลี้ยงไก่ organic ไก่ที่เลี้ยงจากธรรมชาติ กินสมุนไพร ไข่แดงจะมีสีเข้ม ไม่คาว 5) การเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ซึ่งเป็นพืชที่ให้สารอาหารสูง เช่น ไฟเบอร์ โปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี โพแทสเซียม ไขมันดีต่อร่างกาย 6) การทำบ่อปลา เลี้ยงปลานิล ปลาตะเพียน เป็นปลาที่กินพืช มีประโยชน์ในการบำบัดน้ำเพื่อนำกลับมาใช้หมุนเวียนภายในสวน 7) การปลูกสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น ใบหูเสือ 8)การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน รวมถึงการเพิ่มมูลค่า สินค้าต่างๆ เช่น การแปรรูปหน่อไม้ดอง






ภาพ : กิจกรรมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ต.สวนพริก
จากกิจกรรมที่ดำเนินการ สามารถถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้ให้กับเพื่อนบ้าน ในช่วงแรกมีไม่กี่ครัวเรือนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ เช่น การทำน้ำหมักเมื่อทำเสร็จจะแจกให้ไปทดลองใช้ หรือนำขั้นตอนไปทำเองที่บ้าน จนภายหลังมีคนสนใจมากขึ้น ตอนนี้มีเกษตรกรจำนวน 50 กว่าครัวเรือนที่มาร่วมเรียนรู้ เลือกกิจกรรมที่ตนเองสนใจและนำผลผลิตเข้ามาขายที่ศูนย์ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำมาจากมูลไส้เดือน น้ำหมักชีวภาพ ข้าวกล้อง ไข่ไก่ออร์แกนิค หน่อไม้ดอง ผักพืชผลทางการเกษตร มีช่องทางการจำหน่าย เช่น ตลาดนัด ร้านขายของในชุมชน มีการเปิดเพจ กลุ่ม Line และ facebook ชื่อ “สวนไผ่ by ยายลี” เพื่อเป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำการเกษตรแบบปลอดสาร รวมถึงมีเครือข่ายเกษตรกรนำมาฝากขายสินค้าด้วย



ภาพ : ผลผลิตเครือข่ายเกษตร ต.สวนพริกที่นำมาฝากจำหน่ายที่ศูนย์
กำนันดิเรก ขันธ์มาลา ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลสวนพริก ได้เปิดเวทีแลกเปลี่ยน วิเคราะห์ตำบล พบว่าในอนาคต 10 – 15 ปี ข้างหน้า สังคมของบ้านเราจะเต็มไปด้วยคนวัยเกษียณอายุ ซึ่งคนกลุ่มนี้บางคนเตรียมแผนการใช้ชีวิตหลังเกษียณ การหาอาชีพสำหรับรองรับในอนาคต รวมถึงแนวคิดเรื่องสุขภาพที่มีแนวโน้มมากขึ้นในแต่ละปี สอดคล้องกับความต้องการวอาหารปลอดภัย อาชีพเกษตรกรรมจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่อยู่ในวิถีชนบท ที่หลายๆ คนใฝ่ฝัน
ที่สำคัญสร้างสุขให้คนในครอบครัวเกิดความปลอดภัยในชีวิต ไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนตำบลสวนพริก จึงเห็นร่วมกันว่า อาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่ควรอนุรักษ์และส่งเสริมเพราะเป็นวิถีชีวิตเดิมของคนสวนพริก ทำไร่ ทำนา ทำสวน ได้จัดทำแผนพัฒนาส่งเสริมเกษตรกรในการทำเกษตรปลอดภัยในตำบล การมีศูนย์เรียนรู้ฯ ถือเป็นเรื่องดี และควรขยายผลพัฒนาต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องสถานที่สำคัญ เช่น วัดป้อมรามัญ เพนียดคล้องช้าง และศูนย์ท่องเที่ยววิถีเกษตร ฯลฯ เริ่มมีการเปิดรับนักท่องเที่ยว เพราะนอกจากจะได้ เที่ยว ชม ชิม แล้วยังได้ความรู้ด้านการเกษตร ซื้อพืชผักอาหารปลอดสารเคมีไว้ไปทำอาหารรับประทานที่บ้านในราคาย่อมเยาอีกด้วย
ปัจจุบันมีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น เกษตรตำบล อำเภอ จังหวัด อบต. พัฒนาชุมชน มีการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ มีคนจากที่อื่น ตำบลอื่น จังหวัดอื่นเข้ามาเรียนรู้เรื่องต่างๆ ที่ศูนย์ดำเนินการ มีการอบรมเป็นรุ่นๆ ใครสะดวกก็เข้ามาเรียนรู้ ตอนนี้มีผู้มาเรียนรู้เกือบทุกวัน บางคนมาช่วยงานสาธิตให้แก่ผู้เข้าอบรม
การทำงานของศูนย์ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ทั้งในพื้นที่ตำบลสวนพริก และเพื่อนเกษตรกรต่างตำบล เป็นต้นแบบเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับเกษตรกรที่สนใจในตำบล 50 กว่าครัวเรือน ที่มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายทางธรรมชาติ เกิดการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน ช่วยกันผลิตสินค้าเกษตรที่สะอาดปลอดภัยจากสารพิษให้คนกว่า 1,000 ครัวเรือนในตำบล และตำบลใกล้เคียงได้รับประทาน
คนต่างพื้นเข้ามาเรียนรู้เดือนหนึ่งไม่น้อยกว่า 100 คน สร้างชื่อเสียงให้คนตำบลสวนพริกเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป สร้างอาชีพเสริมและรายได้ให้กับเกษตรกรครัวเรือนละ 5,000 – 10,000 บาทต่อครัวเรือน บางครัวเรือนมีการปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเองที่บ้าน เช่น ผักคะน้า ใบกระเพาะ โหระพา ตะไคร้ พริก ทำให้เกิดการลดรายจ่ายในครัวเรือน ที่สำคัญ คือการสร้างคุณค่าทางจิตใจ การรวมกลุ่มช่วยเหลือกันอย่างเป็นธรรมชาติ การฟื้นวิถีสังคมชนบทแห่งการเอื้ออาทร แม้เป็นสิ่งที่หาได้ยากในสังคมแต่พบได้ที่ตำบลสวนพริก พื้นที่เขตเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ขอบคุณข้อมูลจาก สวนไผ่ by ยายลี , สภาองค์กรชุมชนตำบลสวนพริก
โดย สดิ้งทิพย์ Middle Team






