เทศบาลตำบลท่าช้าง เป็นชุมชนเล็กๆ ในจังหวัดนครนายก มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่แค่ 2 ชุมชน คือหมู่ที่ 11 และหมู่ที่8 (บางส่วน) จำนวน 310 ครัวเรือน ประชากรรวม 1,057 คน ประกอบอาชีพหลัก คือ ทำนา ทำสวน ทำไร่ และอาชีพเสริม คือ เพาะเห็ดฟาง ปลูกพืชสวนครัว ค้าขาย และรับจ้างทั่วไป ชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจน มีปัญหาความไม่มั่นคงเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ฯลฯ
ส่วนกิจกรรมการพัฒนาที่ดำเนินงานร่วมกันในชุมชน คือ กองทุนสวัสดิการชุมชน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้านทำขนมไทย ฯลฯ ขับเคลื่อนโดยสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลท่าช้าง ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2554
นายกำหนด ซื่อตรง ประธานสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลท่าช้าง เล่าว่า จากปัญหาที่สำคัญของชุมชน ในปี 2557 คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนฯ จึงได้เริ่มโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยมีการสำรวจข้อมูลทั้งตำบล สิ่งที่พบมากในชุมชน คือ ชาวบ้านไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน บางบ้านที่อยู่อาศัยทรุดโทรม มีน้ำท่วมขัง ไม่มีงบประมาณในการซ่อมแซม ปัญหาความยากจนและมีหนี้สิน สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม น้ำในการทำการเกษตรไม่เพียงพอ ฯลฯ เมื่อได้ข้อมูลแล้ว คณะทำงานร่วมกับพี่น้องในชุมชนจึงได้ทำแผนที่ทำมือขึ้น เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งตำบลร่วมกัน และนำไปสู่การวางแผนการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นความต้องการเร่งด่วนของชาวบ้านในขณะนั้น


ต่อมาในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 สภาองค์กรชุมชนฯ ได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง ‘กลุ่มออมทรัพย์เทศบาลตำบลท่าช้างเพื่อที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน’ ขึ้นมา มีสมาชิกเข้าร่วมจำนวน 30 ครัวเรือน โดยมีเป้าหมายจะใช้กลุ่มออมทรัพย์ฯ เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยภายใต้โครงการบ้านมั่นคง อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการยังไม่มีความคืบหน้า คณะทำงานและขบวนองค์กรชุมชนที่มาหนุนเสริมก็เริ่มหายไป ทำให้สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ขาดความเชื่อมั่นในโครงการจึงได้มีการคืนเงินให้กับสมาชิกและยุบเลิกกลุ่มออมทรัพย์

ในปี 2560 ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครนายกและเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้เข้ามาทำความเข้าใจกับคณะทำงานสภาองค์กรชุมชนฯ เพื่อชี้แจงเรื่องโครงการบ้านพอเพียงชนบท ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนการซ่อมสร้างบ้านเรือนที่ทรุดโทรม มีฐานะยากจน โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.
เมื่อคณะทำงานสภาฯ เห็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในชุมชน ประธานสภาฯ จึงได้จัดประชุมคณะทำงาน เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจในการทำโครงการ แต่เนื่องจากเงื่อนไขการสนับสนุนการซ่อมสร้างบ้านจาก พอช. หลังละไม่เกิน 18,000 บาท และไม่มีค่าแรงในการซ่อมสร้าง จึงเกิดคำถามขึ้นมากมาย และต่างคิดว่าโครงการนี้ไม่น่าจะทำได้ เพราะบ้านบางหลังเป็นผู้ยากจน ไม่มีเงินที่จะไปจ้างช่างให้มาซ่อมบ้านได้ แต่ด้วยพลังของคณะทำงานและผู้นำท้องถิ่น จึงได้มีการทดลองดำเนินการ โดยการประชุมคณะทำงานทุกภาคส่วนเพื่อให้
ร่วมกันจัดทำข้อมูลครอบครัวที่เดือดร้อนที่ต้องการซ่อมแซมบ้าน และให้แต่ละชุมชนทำประชาคมรับรอง จัดลำดับความเร่งด่วน และนำไปสู่การจัดทำประชาคมรับรองระดับตำบล ทำให้ได้ข้อมูลผู้เดือดร้อนที่ต้องการแก้ไขปัญหา จำนวน 43 ครัวเรือน
“ปี 2560 สภาฯ ได้รับงบประมาณการซ่อมสร้างบ้านจาก พอช.จำนวน 8 ครัวเรือน ส่วนการบริหารจัดการโครงการบ้านพอเพียงนั้น ทางสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลท่าช้าง ได้มีการตั้งคณะทำงาน ซึ่งก็มาจากคณะกรรมการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนและผู้เดือดร้อนในชุมชน มีการกำหนดเณฑ์การสนับสนุน โดยให้ครัวเรือนละไม่เกิน 18,000 บาท แต่จะไม่ให้เป็นเงิน เพราะทางคณะทำงานจะซื้อวัสดุตามที่เจ้าของบ้านต้องการ ส่วนเรื่องค่าแรงหรือค่าใช้จ่ายส่วนเกินเจ้าของบ้านจะเป็นคนจ่าย” ประธานสภาฯ ชี้แจงหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ
ตัวอย่างบ้านที่มีการซ่อมสร้างในปี 2560 คือ บ้านของนายสานนท์ อิ่มเต็ม บ้านเลขที่ 94 หมู่ 11 สภาพบ้านเดิมหลังคาและฝาบ้านชำรุด เวลาฝนตกหลังคารั่ว ในการซ่อมแซมบ้านหลังนี้ได้ทหารเข้ามาช่วยเป็นแรงงานสำคัญ และคณะทำงานสภาฯ ก็มีการช่วยหนุนเสริม และติดตามการซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง
“พอซ่อมบ้านเสร็จแล้วก็รู้สึกปลอดภัย บ้านมีความมั่นคงแข็งแรง รู้สึกดีใจและขอบคุณทุกท่านที่ให้การช่วยเหลือในครั้งนี้” นายสานนท์บอก


หลังจากได้ทดลองดำเนินโครงการในปีแรกจำนวน 8 หลังแล้ว คณะทำงานได้บทเรียนและประสบการณ์หลายอย่าง เช่น บ้านบางหลังตอนแรกประเมินราคาและวัสดุไม่ถึง 18,000 บาท แต่พอดำเนินการจริงกลับพบว่าบ้านพังเกือบทั้งหลัง ทำให้เจ้าของบ้านต้องออกค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น บางหลังมีงบประมาณไม่เพียงพอก็ต้องไปกู้ยืมเพื่อที่จะซ่อมบ้านให้เสร็จ ,บางหลังเป็นคนที่จนจริงๆ ไม่มีค่าแรง ชาวบ้านในชุมชน ช่างเทศบาล และคณะทำงาน ก็ต้องช่วยกันซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ทุกคนได้รับก็คือ คำขอบคุณและรอยยิ้มของคนในชุมชนที่ช่วยกันซ่อมสร้างบ้านจนแล้วเสร็จทั้ง 8 หลัง
ในปี 2561 สภาองค์กรชุมชนฯ ได้รับงบสนับสนุนจาก พอช. จำนวน 7 ครัวเรือน และในปีนี้คณะทำงานได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดตั้งกองทุนที่อยู่อาศัยขึ้นมา เพื่อให้กองทุนเกิดความยั่งยืน สามารถช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนรายอื่นได้ต่อไป โดยให้บ้านที่ได้รับการสนับสนุนบริจาคเงินเข้ากองทุนหลังละ 300 บาท ส่วนในปี 2562 พอช.สนับสนุนการซ่อมสร้างอีก 7 ครัวเรือน ,

บทความโดย พอช.สำนักงานภาคกรุงเทพฯปริมณฑลและตะวันออก






