สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน / ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติครั้งที่ 11 ชูประเด็น “สภาองค์กรชุมชน ร่วมสร้างประเทศ สู่การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” เพื่อนำข้อเสนอที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ เช่น ปัญหาการจัดการน้ำ-ที่ดิน-ป่าไม้-ยางพารา-สังคมผู้สูงวัย ฯลฯ เสนอต่อกระทรวง พม.-ครม.เพื่อแก้ไขปัญหา นอกจากนี้เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมยังยื่นข้อเสนอต่อพรรคการเมืองเพื่อนำไปสู่นโยบายการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

สภาองค์กรชุมชนตำบลเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดความเข้มแข็งสมาชิกองค์กรชุมชน และประชาชนทั่วไปในตำบลสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมาในแต่ละตำบล เพื่อเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ เวทีในการวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่น และสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานรัฐ ทั้งในระดับจังหวัด รวมถึงคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้ โดยจะมีการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถือเป็น ‘สภาของประชาชน’
โดยในปีนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30-31 มกราคม 2562 ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ถนนนวมินทร์ กรุงเทพฯ ใช้ชื่อการประชุมครั้งนี้ว่า “สภาองค์กรชุมชน ร่วมสร้างประเทศ สู่การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” โดยมีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลที่มาจากตัวแทนแต่ละจังหวัดๆ ละ 2 คน รวมทั้งตัวแทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมทั้งหมดประมาณ 200 คน โดยมี พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมรับฟังข้อเสนอจากที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนเพื่อนำไปเสนอต่อ รมว.พม.ต่อไป

พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ ถือเป็นสุดยอดในการมารวมตัวกัน เพื่อขับเคลื่อนให้พี่น้องในพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้รัฐบาลได้เห็น ทุกคนมาทำงานด้วยจิตอาสา ไม่ได้มีเงินเดือน แต่ได้ความภาคภูมิใจ ที่ได้ทำงานให้กับถิ่นเกิด เป็นสิ่งที่ดีภายใต้กรอบระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ทุกคนมีความเข้มแข็ง เป็นตัวแทนของตำบล เป็นผู้ได้รับความไว้วางใจ ในการมานำเสนอผลกระทบจากนโยบายของรัฐ และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

นายชูชาติ ผิวสว่าง ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการจดแจ้งและจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้วประมาณ 7,300 แห่ง ส่วนบทบาทที่สำคัญของสภาองค์กรชุมชนมีทั้งหมด 12 ด้าน เช่น ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของชุมชนและของชาติ ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐในการจัดการ บำรุงรักษา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
“นอกจากนี้สภาฯ ยังสามารถเสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไขและการพัฒนาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในการจัดทำแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือจัดให้มีเวทีการปรึกษาหารือกันของประชาชน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่มีผลหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน ทั้งนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้อนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินการต้องนำความเห็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย” นายชูชาติ กล่าวถึงหน้าที่ของสภาฯ
นายชูชาติ กล่าวต่ออีกว่า “ตามมาตรา 32 กำหนดให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ (1) กำหนดมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งและการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนในระดับตำบลให้เกิดความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้เพื่อเสนอให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ (2) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและกฎหมาย รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัดทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม และ (3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ได้พบเจอและข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ”

ทั้งนี้สาระสำคัญของการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติในครั้งนี้ ได้เสนอความคืบหน้าการดำเนินตามมาตรา 32 ประจำปี 2560 ตามมาตรา 32 (2) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและกฎหมาย รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัดทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม จำนวน 7 ประเด็น ดังนี้ 1) สิทธิชุมชนกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2) ผลกระทบพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2560 3) ผลกระทบจากพระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 และฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 4) การแก้ปัญหายางพารา 5) การจัดการปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม 6) สังคมไทยกับการพัฒนาระบบรองรับสังคมสูงวัย และ 7) ความมั่นคงทางอาหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
มาตรา 32 (3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ ดังนี้ 1) การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก 2) ผลกรทบจากการทำเหมืองแร่ 3) ราคาผลผลิตตกต่ำ และ 4) ผลกระทบการก่อสร้างรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และถนนมอเตอร์เวย์
ครั้งนี้ได้เห็นความคืบหน้าการดำเนินงานตาม มาตรา 32 ทั้งความคืบหน้าการดำเนินของหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สภาองค์กรชุมชนและขบวนองค์กรชุมชนที่ดำเนินการเอง และการสนับสนุนและดำเนินการของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนต่อการขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าว ตามมาตร 32 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็มีการรวบรวมข้อมูลสังเคราะห์ ตามมาตรา 32 มาจากแต่ละภาค 5 ภาค มาตร 32 (2) จำนวน 15 ประเด็น มาตรา 32 (3) จำนวน 15 ประเด็น ที่ประชุมมีมติให้คณะกรรมการดำเนินการกิจการสภาองค์กรชุมชน ไปดำเนินการและจัดกระบวนการพิจารณาจัดทำข้อเสนอให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นต่อไป รวมทั้งการวางแผนการขับเคลื่อนข้อเสนอทางนโยบายและประเด็นปัญหาที่ประสบอยู่ ก่อนที่จะมีการเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการต่อไป
นอกจากนี้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ มีการจัดเวทีสาธารณะการเสนอแนะและแลกเปลี่ยนนโยบายขบวนสภาองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมกับพรรคการเมืองที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โดยมีเครือข่ายภาคประชาชนเข้าร่วมประมาณ 200 คน และมีผู้แทนพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วมจำนวน 16 พรรค ทั้งนี้ผู้แทนพรรคการเมืองแต่ละพรรคได้ร่วมเสนอนโยบายของพรรคในหัวข้อ “พรรคการเมืองกับนโยบายการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”

ขณะที่ผู้แทนจากสภาองค์กรชุมชนทั้ง 5 ภาคและภาคประชาสังคม ได้รวบรวมข้อเสนอเพื่อยื่นต่อพรรคการเมืองทุกพรรคที่มาร่วมงาน ที่เน้น “การกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจังหวัดจัดการตนเอง” โดยมีการรวบรวมข้อเสนอมาจากเครือข่ายที่สำคัญ จำนวน 16 องค์กร/เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน, เครือข่ายผู้หญิง, เครือข่ายขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย, สมาพันธ์แรงงานนอกระบบ, มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ, สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย, เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม, มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ, มูลนิธิชุมชนไท, มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย, เครือข่ายสลัม 4 ภาค, เครือข่าย WE FAIR (WELFARE), เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม, เครือข่ายเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการสังคมและสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ(คคสส.), สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย, และ สมาคมรักษ์ทะเลไทย โดยมีประเด็นสำคัญในการเสนอจำนวน 12 ประเด็น ดังนี้ 1) สิทธิชุมชนกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2) การแก้ปัญหายางพารา 5) การจัดการปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม 6) สังคมไทยกับการพัฒนาระบบรองรับสังคมสูงวัย และ 7) ความมั่นคงทางอาหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก 8)รัฐกับการสร้างความมั่นคงในชีวิตของผู้หญิงและเส้นทางสู่ความเสมอภาคหญิงชาย 9) ส่งเสริมสิทธิของประชากรกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง 10) นโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน 11) แรงงานนอกระบบ และ 12) การแก้ไขปัญหาประมงพื้นบ้านและทะเลชายฝั่ง








