โดยสุวัฒน์ คงแป้น / ชณาฎา เวชรังษี
ตำบลลานข่อย เมื่อก่อนอยู่ในการปกครองของตำบลเกาะเต่า อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง แต่มาในปี พ.ศ. 2541 แยกตัวออกมาเป็นตำบลลานข่อย แบ่งการปกครองออกเป็น 9 หมู่บ้าน มีประชากร 8,361 คน 2,278 ครัวเรือน พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ลาดเชิงเขา ไม่มีน้ำท่วมขัง มีเนื้อทั้งหมด 40,484 ไร่ เดิมรัฐจัดสรรที่ดินเป็นเขตนิคมสร้างตนเองควนขนุนประมาณ 21,875 ไร่ ครอบคลุม 6 หมู่บ้าน ให้ชาวบ้านทำมาหากิน ซึ่งอาชีพหลักของประชากรส่วนใหญ่ทำสวนยางพารา สวนผลไม้ และทำไร่

นายประสาท ท่องคำ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลลานข่อย เล่าว่า สิ่งที่ทำให้คนลานข่อยยังเป็นกังวล จากกรณีรัฐประกาศเขตป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่าทับพื้นที่นิคมสร้างตนเองควนขนุนที่จัดสรรให้ชาวบ้านได้มีที่ทำกินในการเลี้ยงชีพ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 ทำให้การดำรงชีพของคนลานข่อยเริ่มเห็นความเดือดร้อน ไม่มีความมั่นคงด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของตนเอง ทั้งที่เป็นแผ่นดินเกิด นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ เพื่อต่อสู่เรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยกลับคืนมา
ในปี พ.ศ.2557 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยตำบลลานข่อย งบประมาณ 50,000 บาท ในการสำรวจผู้เดือดร้อนและจัดทำข้อมูลรายครัวเรือน ในพื้นที่ หมู่ 4 , 5 , 8 และ 9 มีพื้นที่กว่า 11,000 ไร่ ผู้เดือดร้อนมากกว่า 1,500 ครัวเรือน

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ได้มีการจัดตั้ง สภาองค์กรชุมชนตำบลลานข่อย มีกลุ่มองค์กรเข้าร่วม 10 กลุ่ม จึงได้ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลลานข่อยเป็นเครื่องมือในการผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลลานข่อยได้อาศัย พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 มาตรา 23 แต่งตั้ง “คณะทำงานแก้ไข้ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ตำบลลานข่อย” จำนวน 15 คน ที่ปรึกษา 5 คน มีการจัดทำข้อมูลแผนที่รายแปลง GIS เพื่อนำไปสู่การออกหนังสือสำคัญรับรองข้อมูลการทำกินในที่ดินเดิมของพี่น้องในพื้นที่ ต่อมาพอช.ได้สนับสนุนงบประมาณต่อยอดใน ปี พ.ศ. 2558 อีก จำนวน 295,000 บาท รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงาน ภาคี องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นายอำเภอป่าพะยอม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลานข่อย ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองควนขนุน มาเป็นที่ปรึกษา ปัจจุบันได้มีการออกหนังสือสำคัญรับรองข้อมูลการทำกินในที่ดินเดิม ให้กับสมาชิกแล้วกว่า 1,500 แปลง
นายประมวล นวลใหม่ กรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลลานข่อย เล่าให้ฟัง เมื่อสี่ถึงห้าปีที่ผ่านมา ชาวสวนยางพาราตำบลลานข่อน ต้องประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำถึงขั้นวิกฤติ อยู่ที่ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละสามสิบกว่าบาท ถือว่าเป็นราคาที่ต่ำสุดในรอบหลายสิบปี ชาวสวนเกิดความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เมื่อก่อนราคายางพาราสูงถึงกิโลกรัมละร้อยกว่าบาท ทำให้ชาวสวนยางพารา รวมถึงคนกรีดยางหวะ(แบ่งกันระหว่างเจ้าของสวนกับคนกรีด) เงินสะพลัดคล่องตัว ใช้จ่ายสะดวกสบาย อยากมีบ้าน ได้บ้าน อยากมีรถ ได้รถ มีเงินส่งลูกหลานเรียนหนังสือระ และมีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ในปั้นปลายชีวิต มาตอนนี้ชาวสวนยางพารากำลังเดือดร้อนอย่างหนัก จากที่ใครว่าเป็นอาชีพของคนมีฐานะ เรียกว่า “เฒ่าแก่สวนยาง” แต่ตอนนี้ชาวสวนยางพารามีภาวะหนี้สะสม มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ ไม่มีเงินส่งค่าเล่าเรียนลูกหลาน ชาวสวนยางเกิดภาวะเครียดตามๆกัน
สภาองค์กรองค์กรชุมชนตำบลลานข่อย ได้รับการจดแจ้ง (ปี พ.ศ. 2558) ท่ามกลางภาวะราคายางพาราตกต่ำ เศษยางพาราตกราคากิโลกรัมละ 15 บาท ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลลานข่อย เปิดพื้นที่กลางให้คนทุกกลุ่มทุกองค์กรได้พูดคุยถึงปัญหาของตนเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาราคายางตกต่ำ ที่พี่น้องมีปัญหาความเดือดร้อนสะสมมายาวนาน มีหนี้สิ้นทั้งในระบบ ระนอกระบบ อยู่อย่างหวาดระแวงหลบซ้อนจากแก๊งทวงหนี้นอกระบบ จึงเกิดการรวมตัวกันของผู้นำระดับตำบล ไม่ว่าจะเป็น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อาวุโส รวมถึงเกษตรกรคนทำสวนยางพารา มารวมตัวกันครั้งตั้งกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มยางเกษตรตำบลลานข่อย” สมาชิกเริ่มแรกกว่า 75 คน

นายประภาส บุญชนะ กำนันตำบลลานข่อย กล่าวว่า ประมาณเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 กลุ่มของเราได้ตั้ง ตลาดยางเกษตรแนวใหม่ ขึ้นที่ หมู่ที่ 9 บ้านควนยาว ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เพื่อรับซื้อเศษยางพาราของพี่น้องเกษตรกรในตำบลลานข่อย ทำไมต้องรับซื้อเศษยาง เนื่องจากลักษณะพื้นที่ของตำบลลานข่อย เป็นที่ลาดเชิงเขา ลำบากต่อการขนน้ำยาง เพื่อมาทำยางพาราในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็น น้ำยางสด ทำยางแผ่น ก็มีทำกันบ้างในสวนที่เป็นที่พื้นที่ราบแต่เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นการทำในรูปแบบเศษยาง ไม่ต้องเก็บทุกวันผลผลิตก็ได้ไม่ต่างกันมากนัก

ตลาดยางเกษตรแนวใหม่ มีคณะกรรมการในการบริหารจัดการ จำนวน 15 คน ประชุมทุกวันที่ 6 ของเดือน คณะกรรมการได้ออกกฎระเบียนของตลาด เพื่อให้สมาชิกได้ถือปฏิบัติ 9 ข้อ คือ 1) ยางก้อนต่ำกว่า 5 เช้าห้ามเข้าตลาด 2) ยางก้อนต้องตั้งข้ามคืนถึงจะเข้าตลาดได้ 3) ใช้กระสอบที่ไม่ขังน้ำ 4) ยางก้อนทุกเจ้า ต้องผ่านการ คัดกรองอย่างละเอียดก่อนเข้าตลาด 5) ห้ามเคลื่อนย้ายยางก้อนเมื่อเข้าตลาดแล้ว 6) ยางก้อนต้องเข้าตลาดตามคิว และจะปิดรับทันทีเมื่อเปิดซองประมูล 7) ให้ใช้ตาชั่งกลางของตลาดเท่านั้น 8) หากผู้นำยางก้อนมาขายทำผิดกฎระเบียบให้กรรมการพิจารณา และลงโทษอย่างหนัก และ 9) ถ้าผู้นำยางก้อนมาขายจงใจใส่ สิ่งปลอมปน อันจะทำให้ตลาดเสียชื่อเสียงปรับ 10,000 บาท และห้ามนำยางก้อนมาขายโดยเด็ดขาด
ตลาดยางเกษตรแนวใหม่ จะเปิดเดือนละ 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษยางพาราถ้ามีประมาณมากอาจจะเปิดรับเพิ่มเป็นกรณีไป โดยผ่านที่ประชุมหมู่บ้านเพื่อประกาศให้สมาชิกทราบว่าจะเปิดตลาดวันไหนของแต่ละครั้ง ใช้เวลาในการรับซื้อในแต่ละครั้ง 2 วัน โดยวันแรกจะเป็นการเปิดรับชั่งเศษยางพารา โดยจะมีเจ้าหน้าที่ในการบันทึกรายละเอียด ที่เรียกว่า “บัตรคิว” ระบุลำดับที่ จำนวนกิโลกรัมของเศษยางพาราที่ขาย คูณกับราคารับซื้อ ณ วันที่ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเขียนบัตรคิว เพื่อให้สมาชิกนำบัตรคิวนั้นมารับเงินในวันที่สองของการเปิดตลาดนั่นเอง
การเปิดตลาดพบว่าสมาชิกได้รับเงินจากการซื้อขายเศษยางไม่น้อยเลย เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10,000-15,000 บาทต่อคน วงเงินที่ใช้หมุนเวียนแต่ละครั้งไม่ตกกว่า 2,580,000 บาท ประมาณ 70,000 กว่ากิโลกรัม เงินที่ใช้ในการบริหารจัดการตลาดรับซื้อเศษยางพารา ได้จากการหัก 20 สตางค์ของการซื้อขาย ประมาณ 14,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งต้องจ่ายค่ารถตักกิโลกรัมละ 10 สตางค์ และรับบริจาคจากสมาชิกที่มาขึ้นเงินโดยจะมีกล่องรับบริจาคไว้ที่โต๊ะรับเงิน เงินที่ได้แต่ละครั้งประมาณ 5,000-6,000 บาท ซึ่งเงินบริจาคนี้ก็ไม่ได้เอาไปไหนแต่นำไปจ่ายเป็นค่าอาหาร น้ำดื่ม ให้กับสมาชิกทั้ง 2 วัน ส่วนเงินที่เหลือจะนำฝากธนาคารภายใต้คณะกรรมการกลุ่มเป็นผู้ดูแล ปัจจุบันมีสมาชิก 242 คน เงินกองทุนกว่าสองแสนกว่าบาท และได้รับการสนับสนุนในการสร้างอาคารตลาดยางเกษตรแนวใหม่นี้ จากโครงการประชารัฐ งบประมาณ 250,000 บาท
ทุกวันนี้ ปัญหารุมเร้าเข้ามาทุกด้าน ประชาชนจะหวังพึ่งให้รัฐช่วยเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ ดังนั้น กรณีของตำบลลานข่อย ที่ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบล เปิดเวทีให้ชาวบ้านมาพูดคุยนำปัญหามาหาทางแก้ด้วยกัน ซึ่งสำเร็จเห็นเป็นรูปธรรม ทั้งปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน และการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของคนไม่ยอมจำนนต่อปัญหา และไม่ร้องขอแต่ฝ่ายเดียว เศษยางก็สร้างชีวิตที่มั่นคงได้









