โดย สุวัฒน์ คงแป้น /ชณาฎา เวชรังษี / พินทร์อร มะธุระ
อู่ตะเภา เป็นชื่อเรียกลำน้ำ ที่ใช้เรียกทั่วไป แต่สำหรับอู่ตะเภา หรือคลองอู่ตะเภา อดีตอันเป็นที่ตั้งของท่าหาดใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานกันว่า เป็นเส้นทางการค้าทางน้ำ เชื่อมต่อทะเลสาปสงขลาสู่อ่าวไทย ตลอดจนถึงปากบางอู่ตะเภา เชื่อมต่อกับเส้นทางการค้าทางน้ำด้านเมืองไทรบุรี (รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย) สู่มหาสมุทรอินเดีย
คลองอู่ตะเภา เกิดจากการไหลมาบรรจบของคลองใหญ่ 2 สาย ที่บางหรำ(บ้านคลองแงะ) คือคลองรำ ซึ่งไหลมาจากเขาลูกช้างและเทือกเขาบรรทัด(ผาดำ) และคลองแม่น้ำที่ไหลมาจากเขาน้ำค้าง รวมความยาวกว่า 70 กิโลเมตร ถึงปากอ่าวในทะเลสาป ถือได้ว่าลุ่มน้ำอู่ตะเภา เป็นแหล่งกำเนิดวิถีชีวิตของผู้คนที่เปิดกว้างสัมพันธ์กับคนต่างถิ่นอันเนื่องจากการเป็นเส้นทางน้ำสมัยอดีต และเป็นแหล่งวัฒนธรรมเฉพาะ มีวิถีชีวิตที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมคนจีนกับวัฒนธรรมไทยท้องถิ่นอย่างกลมกลืน นางสมหมาย กล่าว
ตำบลคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม การทำนา ทำสวนผสมผสาน อาทิ สวนชะอม มันปู มะม่วงหิมพานต์ และปลูกผักสวนครัวบริเวณรอบบ้าน ผักหวาน กุยช่าย เป็นต้น รองลงมาค้าขาย และรับจ้างทั่วไป
นายอนันท์ มานะการ กำนันตำบลคลองอู่ตะเภา เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่คนตำบลคลองอู่ตะเภา เจอปัญหาอยู่บ่อยครั้ง นั้นคือ น้ำเน่าเสีย ส่งผลต่อการอุปโภค-บริโภคน้ำของคนในตำบล เนื่องจากสายน้ำอู่ตะเภาเปรียบเหมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงร่างกายของคนตำบลคลองอู่ตะเภา ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำสวนผสมผสาน ชาวสวนในพื้นที่เกิดความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก รวมถึงภัยคุกคามจากความเจริญของเมืองหาดใหญ่ เป็นแหล่งธุรกิจ ที่จะกลืนกินวิถีวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นดั่งเดิมให้เลือนหายไปเรื่อยๆ ค่านิยมการใช้ชีวิตเริ่มรับวัฒนธรรมจากสังคมคนเมือง กิน ใช้แต่ของหรูหรา วิ่งตามวัตถุนิยม ค่านิยมแบบนี้เอง เป็นสิ่งที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนรู้สึกกังวลว่าวิถีชีวิตวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นคลองอู่ตะเภา ที่ว่าอยู่แบบพี่น้องพึ่งพาอาศัยกัน ต่อไปจะมีแต่ความเห็นแก่ตัว ต่างคนต่างอยู่เพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ที่เรากังวลอย่างมาก จากปัญหาข้างต้น ทำให้เห็นได้ชัดว่า วิถีการดำรงชีวิตส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ปลูกผักสวนครัว ทำกินในครัวเรือน เหลือก็ขาย ในราคาย่อมเยาซื้อขายแลกเปลี่ยนผลผลิตทางเกษตรกันเองในชุมชน มีพริก มาแลกมะนาว มีมะนาวไปแลกผักคะน้า (ประโยคของคนโบราณ) เป็นต้น นั่นก็ถือว่าเป็นประเพณีวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง แต่มาปัจจุบันจากสังคมสิ่งแวดล้อมไปถูกเปลี่ยนแปลงไป คนที่ช่วยเหลือกันเมื่อก่อน ตอนนี้ช่วยได้แต่ต้องจ่ายตังค์ ผลผลิตในสวนที่มาขายกัน กลับมีพ่อค้าคนกลางมากดราคา ทำให้ “ขายในราคาที่ถูก และซื้อในราคาที่แพง” พี่น้องไม่ได้อะไร มีแต่ขาดทุน
ปัญหาการกดราคาของพ่อค้าคนกลาง ที่มารับซื้อผลผลิตทางการเกษตรของคนตำบลคลองอู่ตะเภา เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกหยิบยกหารือในที่ประชุมของสภาองค์กรชุมชนตำบล เนื่องจากเป็นปัญหาหลักที่เกี่ยวกับปากท้องของพี่น้องในตำบล ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง นำไปสู่การวิเคราะห์บริบทของพื้นที่ การสำรวจข้อมูลพี่ของน้องเกษตรกร แหล่งผลิต สินค้าชุมชนที่มีอยู่ในตำบล เพื่อนำมาวางแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นต่อไป
“เราจะใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกกลาง รวมกับพี่น้องเกษตรกรในตำบลคลองอู่ตะเภา รวมตัวกัน ลุกขึ้นมา คิดเอง ทำเอง และพร้อมที่จะขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาต่างๆด้วยตนเอง แต่ไม่เพียงลำพังประชาชนคนในตำบลเท่านั้น เราต้องหาเพื่อน หาภาคีร่วมในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก้ปัญหาของพี่น้องที่ปลูกผักโดย ได้รับการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจตามแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จำนวนงบประมาณ 30,000 บาท” (นายอนันต์ : กล่าว)

จากการดำเนินตามแผนงาน ทำให้เกิดการพัฒนายกระดับกลุ่มองค์กรในตำบลให้เกิดความเข้มแข็งได้พึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจ เกิดการเรียนรู้ด้านการจัดการตนเองในด้านเศรษฐกิจ และการนำแผนสู่การปฏิบัติ เกิดการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ระดับครัวเรือนด้านพืชผักสวนครัว สู่การจัดการด้านตลาดปลอดสารพิษ และเกิดคณะทำงานส่งเสริมการปลูกเศรษฐกิจตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 14 คน ซึ่งคณะกรรมการจะมีการประชุมทุกเดือน
นางสมหมาย รงค์เดชประทีป ผู้แทนเกษตรกร อายุ 69 ปี ตนเองเป็นแม่บ้าน อาศัยอยู่คนเดียวเนื่องจากลูกทำงานอยู่ต่างจังหวัดนานๆถึงได้กลับมาเยี่ยมสักครั้ง มีเวลาว่างมากจึงใช้เวลาที่มีเพื่อประโยชน์ทางสังคม และที่เหลือจากงานส่วนรวม ตนก็จะมาทำแปลงกุยช่าย ช่วงแรกทำแปลงเล็กๆ นานไปขยายไปเรื่อยๆตอนนี้ประมาณ 4 แปลง (1 แปลง=กว้าง 1.5-2.0 เมตร) อยู่ในพื้นที่บริเวณบ้าน เนื่องจากปลูกและดูแลง่าย รายได้ดี เก็บผลผลิตได้ครั้งละ 20กิโลกรัมทุกวัน โดยจะมีพ่อค้ามารับถึงสวน รายได้ 800-1,000 บาท/วัน

ผักชนิดหนึ่งที่ปลูกมากในอู่ตะเภา ก็คือ กุยช่าย เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน สามารถเลี้ยงชีวิตคนในครอบครัวได้อย่างสุขสบาย โดยเราไม่ต้องออกแรงอะไรมาก เพียงใช้เวลาว่างจากการทำกิจกรรมอื่นๆแล้ว มาดูแลแปลงผักทุกเช้า ในพื้นที่รอบบริเวณบ้าน และพื้นที่ว่างสามารถปลูกผักสวนครัวไว้รับประทาน เท่านี้เองเราก็สามารถชีวิตแบบพอเพียงได้แล้ว
นางสอลีหะ ศิวลักษณ์ อายุ 32 ปี มีลูก 2 คน ทำเกษตรกรที่ได้รับมรดกตกทอดจากรุ่นปู่ เป็นสวนผสมผสาน คือ ต้นชะอม มันปู มะม่วงหิมพานต์ ในเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ครึ่ง โดยจะแบ่งสัดส่วนการปลูก ซึ่งต้นชะอม กับมันปูปลูกสลับแถว และต้นมะม่วงหิมะพานต์จะปลูกรอบนอกเปรียบเป็นรั้ว การดูแลจะรดน้ำวันเว้นวัน และใส่ปุ๋ยคอก 2-3 เดือนครั้ง การเก็บเกี่ยวจะตัดยอด 2-3 วันเก็บครั้ง รายได้ครั้งละ 1,000-1,500 บาท หรือประมาณ 18,000-19,000 บาท/เดือน นำไปขายที่ตลาดนครหาดใหญ่เอง
นางสาวกิ้มถัน สุวรรณรัตน์ แม่ค้า อายุ 63 ปี ทำขนมพื้นบ้านมาตั้งแต่ยายยังเด็ก เกือบหกสิบปี สิ่งนี้ก็ถือว่าเป็นสมบัติที่แม่มอบไว้ให้ ตนเองจำเป็นต้องรับช่วงต่อ แต่มาตอนนี้ก็มีอายุไม่น้อยแล้ว แต่ไม่มีลูกหลานให้สืบสานต่อ มีเพียงเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกันมาช่วยทำ เมื่อไม่อยู่ความรู้ที่มีก็คงไปพร้อมกับยาย แต่กว่าจะถึงวันนั้น ยายเองก็จะทำขนมพื้นบ้านไปเรื่อยๆไม่มีวันหยุด ทำขายทุกวัน โดยจะจับใส่เป็นถาดในแต่ละวันจะทำ 8-10 อย่าง อาทิ ขนมหัวล้าน ขนมกรวย ขนมด้วง ขนมมันหน้ากระทิ ขนมชั้น ขนมถ้วย เป็นต้น รายได้จากการขายขนมในแต่ละครั้ง 1,500-2,000 บาท หักทุนออกจะเป็นส่วนของกำไรที่ได้ครั้งประมาณ 500-600 บาท (กรณีซื้อยกถาดราคา 400 บาท/ถาด)
นี่เป็นเพียงอาชีพตัวอย่างที่เราหยิบยกมาเท่านั้นเอง ยังมีเป็นร้อยๆเรื่องราวในตำบลคลองอู่ตะเภา ที่มีเรื่องราวดีๆที่เป็นองค์ความรู้ให้เราได้ศึกษา และการที่เราได้ลงไปพบปะกับพี่น้องในพื้นที่ ทำให้ได้ประสบการณ์ดีๆมากมาย ทำให้รู้ว่า ในทุกพื้นที่ทุกส่วนแม้จะเป็นคนตัวเล็กๆ หรือคุณยายตัวคนเดียว แต่ก็ใช้ชีวิตบนความภาคภูมิใจในสิ่งที่เค้ามี อยู่บนความพอดี และพอเพียง ก็จะทำให้ชีวิตนี้ มีความสุขได้มากมาย เช่นกัน








