โดย สุวัฒน์ คงแป้น /สมบูรณ์ ช่วยนะ
ตำบลบ้านนา มีทั้งหมด 12 หมู่บ้านมีประชากร 7,500 คน ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยาง และสวนผลไม้ เช่น บังคุด,จำปะดะ,สะตอ เป็นต้น เดิมนั้นชาวบ้านเล่าต่อๆกันว่า มีที่นา 5-6 แปลงซึ่งติดต่อกับบ้าน จึงเรียกว่า “บ้านนา” แต่เปลี่ยนมาเป็นสวนยาง และสวนผลไม้ คนนับถือศาสนาพุทธ 100 % พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงเชิงภูเขา มีลำคลองใหญ่เล็กใหญ่ไหลผ่าน มีแหล่งน้ำตกเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เช่นน้ำตกเขาหลัก,น้ำตกเขาคราม,น้ำตกหนานคล้าย เขากวางเปิด ถ้ำสุมโน ถ้ำพุทธโคดม

ประชากรในตำบลบ้านนามีที่ดินในการประกอบอาชีพและที่อยู่อาศัยค่อนข้างน้อยเนื่องจากที่ดินถูกครอบคลุมโดยผู้คนที่เข้ามาจับจองกันหมดแล้ว เมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้นจึงไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เกิดปัญหาคนยากคนจนจำนวนมาก จึงทำให้การสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยได้แค่กึ่งๆกลางๆพอบังแดดบังฝนได้ บางหลังก็ทรุดโทรม

เพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านที่มีที่อยู่ไม่เหมาะสม สภาองค์กรชุมมชนตำบลบ้านนา ก็จัดการแต่งตั้งกรรมการเพื่อสำรวจบ้านเรือนที่ต้องการปรับปรุงซ่อมแซมและหาแนวทางแก้ไข ช่วยกันวางแผนความสำคัญ ก่อน-หลัง เพื่อเสนองบประมาณมาปรับปรุงซ่อมแซม ตามลำดับที่จัดวางไว้ พร้อมทั้งมีการตั้งคณะทำงานย่อยๆ เช่น ฝ่ายอำนวยการ การตรวจสอบ,ตรวจรับ,จัดซื้อ,จัดการปรับปรุงซ่อมแซม โดยคณะกรรมการเหล่านี้มาจาก ผู้นำชุมชน,ท้องถิ่น,ท้องที่ และผู้เดือดร้อน มาร่วมกันบริหารโครงการ

แต่การบริหารไม่ง่ายเหมือนอย่างที่คิด เพราะคณะกรรมการที่แต่งตั้ง เช่น ฝ่ายการเงินไม่กล้ารับผิดชอบที่จะเก็บเงิน การแก้ไขปัญหาต้องให้ฝ่ายอำนวยการรับผิดชอบไปก่อน ในการจัดซื้อวัสดุ/อุปกรณ์กรรมการมีมติว่าจะซื้อร่วมกันทั้ง 18 หลัง แต่ก็มีปัญหากับการจ่ายวัสดุไม่สามารถลงได้ตามจำนวนที่ต้องการ มากบ้าง น้อยบ้าง เช่น หิน,ทราย จึงต้องอาศัยให้เจ้าของบ้านมาช่วยขนไปเอง บางหลังไม่มีคนจัดทำหรือบางหลังผู้นำและเพื่อนบ้านไม่ยอมช่วยเนื่องจากเคยมีปัญหากันมาก่อนหรือไม่สนใจการมีส่วนร่วมจึงต้องขอยกเลิก
คณะกรรมการต้องเสนอที่ประชุมเพื่อเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ต่อสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านนา บางหลังหยุดสร้างเพราะมีปัญหาครอบครัวแยกทางกัน จึงต้องขออนุญาตให้ทางสภาองค์กรชุมชนลงมติว่าจะแก้ไขอย่างไร และนำวัสดุที่เหลือนำไปใช้กับผู้รับผลประโยชน์คนใหม่ต่อไป ฯลฯ อย่างไรก็ดีโดยภาพรวมชาวบ้านก็มีการช่วยเหลือกันดี ประกอบกับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบของสภาองค์กรชุมชนตำบลก็ทำให้งานลุล่วงไปได้
จากการดำเนินงานเห็นว่าการอยู่ร่วมของชุมชนยังมีความเอื้ออาทรพึ่งพาช่วยเหลือกันดี จะเห็นว่าทุกหลังจะมีคนในชุมชนมาช่วยเหลือ บ้านที่เจ้าของบ้านชอบให้ความช่วยเหลือสังคมมาก่อนก็จะมีคนมาช่วยมาตามปกติธรรมดา ส่วนหลังที่เจ้าของบ้านไม่ค่อยช่วยเหลือสังคมจะต้องช่วยเหลือตนเองตัวเองปราศจากคนในชุมชนดูแล ซึ่งเป็นบทเรียนทางสังคมเป็นอย่างดี และการทำบ้านพอเพียงนี้ยังกระตุ้นให้ผู้นำชุมชน ซึ่งไม่ค่อยสนใจงานส่วนรวมก็หันมาให้ความสนใจมากขึ้น รวมทั้งเกิดความรู้ใหม่ๆขึ้นมาว่าผู้นำจะต้องให้ผู้ตามเดินหน้าไปก่อน ผู้นำจึงกลายเป็นผู้ตามไปโดยปริยาย ซึ่งการทำบ้านพอเพียงในครั้งนี้ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าชุมชนสารถจัดการตนเองได้
ไม่เพียงชาวบ้านเท่านั้น แต่ท้องที่,ท้องถิ่น ก็ให้การช่วยเหลือด้านแรงงานมากกว่าเรื่องงบประมาณ โดยให้คนงานในเทศบาลมาร่วมช่วยเหลือด้านแรงงาน กลุ่ม อสม.ตำบลบ้านนา รวบรวมเงินทำอาหารทั้งๆที่ อสม.ไม่มีงบประมาณเป็นของตนเองแต่ก่อให้เกิดการเรี่ยไรสมาชิกในองค์กร ช่างเอกชนในชุมชนมอบประตูกระจกที่ใช้แล้วแต่ยังสามารถยังใช้งานได้อยู่มามอบสมทบ ฯลฯ นี่เป็นบทพิสูจน์อีกบทว่าบ้านพอเพียงมาสร้างความร่วมมือกับภาคีต่างๆในท้องถิ่นได้อย่างดี






