โดยเกศณี คิ้วนาง


ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร มีจำนวน 23 หมู่บ้าน ประชากรประกอบอาชีพหลัก เช่น ปลูกกาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา สวนผลไม้ สวนผสมผสาน แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ทำกิน ซึ่งเป็นปัญหาจากพื้นที่ทับซ้อนกับเขตป่าต่างๆ คือ ป่าสหกรณ์ ป่าสงวน ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ การตั้งถิ่นฐาน ในช่วงปี 2520 ชาวบ้านได้อพยพเข้ามาจับจองพื้นที่เพื่อทำการเกษตร เช่น ทำสวนกาแฟ สวนผลไม้ สวนยางพารา ประกอบกับปี 2524 – 2528 กาแฟมีราคาดี ทำให้มีผู้คนอพยพเข้ามาบุกเบิกพื้นที่ในตำบลรับร่อ เพื่อปลูกกาแฟมากยิ่งขึ้นเป็นบริเวณกว้าง
เมื่อกาแฟกำลังได้รับผลผลิต ในปี 2532 เกิดวาตภัยพายุเกย์พัดพาเอาบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา และพื้นที่ป่าเกิดความเสียหาย ทำให้พื้นที่ราบไปหมด หลังพายุสงบ เกิดการสัมปทานไม้ขึ้น ทำให้เริ่มมีถนนหนทางสะดวกขึ้น ชาวบ้านที่มีสวนอยู่แล้วได้รับความเสียหายก็มีการอพยพออกจากพื้นที่บางส่วน อีกส่วนหนึ่งก็เร่งฟื้นฟูสวนขึ้นมาใหม่ และได้ชักชวน ญาติพี่น้องเข้ามามากขึ้น เนื่องจากพื้นที่ไม่เป็นป่าอีกต่อไป จึงง่ายต่อการเพราะปลูก เมื่อกาแฟได้รับผลก็มีแรงงานเข้ามารับจ้างในพื้นที่มากขึ้นด้วย แรงงานบางกลุ่มเมื่อเข้ามาทำงานในพื้นที่แล้วก็ได้รับการแบ่งที่ดินให้บ้าง ให้ฟรีบ้าง ให้แทนค่าจ้างบ้าง ทำให้พื้นที่การทำกินในตำบลรับร่อค่อยๆ ขยายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน


ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่สวยงามของพื้นที่ ซึ่งเป็นภูเขาและที่ราบสูง ที่ราบระหว่างภูเขา ที่ลาดเชิงเขา และที่ลาดเชิงเนินสลับกันไปทั่วทั้งพื้นที่ โดยเฉพาะโซนบน ตั้งแต่หมู่ที่ 10 จนถึงหมู่ที่ 23 และมีพื้นที่ติดแนวชายแดนกับสหภาพพม่า มีแหล่งป่าต้นน้ำคลองรับร่อ แหล่งน้ำตกมากมาย เช่น น้ำตกหินเขียว น้ำตกทรายอ่อน น้ำตกพันวาล จุดล่องแพคลองอุชาน-คลองมะละ-คลองรับร่อ นอกจากนั้นยังมีจุดชมวิว “ผาเปิดใจ” ซึ่งล้วนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ นักท่องเที่ยวที่นิยมผจญภัยและรักษ์สภาพธรรมชาติที่สมบูรณ์ไร้การปั้นแต่ง


นอกจากทรัพยากรพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย ยังมีวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ในพื้นที่อาทิ เช่น งานดอกกาแฟบาน เลี้ยงลาลาน รวมไปถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีความหลากหลาย ทำให้ชุมชนเกิดการตื่นตัว มีการจัดตั้งกลุ่มการท่องเที่ยวชุมชนตำบลรับร่อขึ้น เพราะมองว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถพัฒนาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อสร้างรายได้แก่คนในชุมชนได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้การท่องเที่ยวยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ระหว่างเจ้าบ้านและนักท่องเที่ยวที่มาเยือน สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อคนในชุมชน
อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ก็ก่อให้เกิดปัญหาแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม เนื่องจากการดูแลและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรวมไปถึงบุคลากรด้านการท่องเที่ยวปรับตัวไม่ทันตามการขยายตัวของการท่องเที่ยว และกลไกด้านการท่องเที่ยวยังขาดเอกภาพ กฎระเบียบต่างๆ ยังไม่มีการกำหนดที่ชัดเจนขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และชุมชนขาดความรู้ในด้านการจัดการและวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น รวมไปถึงการขาดเงินทุนสนับสนุนที่จะใช้ในการดำเนินการพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชน

ปัญหาดังกล่าวข้างต้นถือเป็นจุดอ่อนทางด้านการท่องเที่ยวของตำบลรับร่อ ที่ควรจะได้รับการแก้ไข เพื่อให้สามารถรองรับการขยายตัวของนักท่องเทียวที่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น เพราะการท่องเที่ยวชุมชนก็ได้ความนิยมเพิ่มมากขึ้น
การดำเนินงานที่ผ่านมา สภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อ กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนตำบล รับร่อ ได้มีการจัดสัมมนาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล รับร่อ ป่าไม้จังหวัดชุมพร สมาคมการท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร ตชด. เพื่อทำความเข้าใจเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อร่วมกันบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งได้มีข้อตกลงร่วมกันที่สำคัญ คือ ให้มีการจัดชุดดูแลความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และชุดดูแลและปฐมพยาบาลเบื้องต้น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สร้างการจัดการดูแลด้านการท่องเที่ยว และการบริการมีข้อตกลงร่วมกัน เช่น การกลุ่มรถรับ/ส่ง นักท่องเที่ยว มีหน้าที่จัดระเบียบ และจัดรถให้นักท่องเที่ยว และเฝ้ารถของนักท่องเที่ยว ที่จอดไว้ที่สนามศูนย์เด็กเล็กที่พันวาล กลุ่มโฮมสเตย์ (บ้านพัก) มี 10 หลัง รับนักท่องเที่ยวได้ 100 คน ตลอดจนกำหนดอัตราค่าบริการแหล่งท่องเที่ยวผาเปิดใจ ทั้งนี้ทุกฝ่ายต่างเห็นร่วมกันว่า การท่องเที่ยวต้องเป็นการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตของคนในชุมชน ดังนั้นจึงร่วมกันกำหนดกติกาการท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวผาเปิดใจ ตำบลรับร่อ ดังนี้ 1.) ห้ามรถทุกชนิดขึ้นไปยังผาเปิดใจ ให้ใช้บริการรถจากกลุ่มรถฯ เท่านั้น 2.) ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดขึ้นไปบนผาเปิดใจ 3.) ห้ามพกพาอาวุธ ของมีคม ขึ้นไปบนผาเปิดใจ 4.) ห้ามนำกล้วยไม้ ของป่า ออกนอกบริเวณผาเปิดใจ 5.) การแต่งกายให้เหมาะสม ไม่ล่อแหลม 6.) ทิ้งขยะในบริเวณที่จัดไว้ให้เท่านั้น และ 7.) เพื่อความปลอดภัยให้ระมัดระวัง ในการนั่งรถ ขึ้น-ลง ผาเปิดใจ

นายอวยพร มีเพียร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลรับร่อ ให้ข้อคิดว่า “การทำการท่องเที่ยวไม่สามารถดำเนินการเองได้เพียงคนใดคนหนึ่ง ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน แต่ชุมชนต้องเป็นตัวหลักในการดำเนินงาน หน่วยงานต่างๆ แค่ช่วยหนุนเสริมพื้นที่ ชุมชนต้องเข้มแข็งให้ได้ “ผาเปิดใจ” ปัจจุบันดังมาก พื้นที่เราก็ยังไม่พร้อม ข้อมูลการท่องเที่ยวก็ต้องมี แต่ชุมชนก็ต้องร่วมมือกับหน่วยงานด้วย อบต. ป่าไม้ ทหาร ตำรวจ ต้องเชื่อมโยงกันทั้งหมด ขาดเกินอะไรต้องคุยกัน หน่วยงานไหนทำอะไรได้ก็ต้องช่วยกัน การบริหารจัดการ ก็มีการจัดการให้ดี การท่องเที่ยวชุมชนเป็นเสมือนดาบสองคม ในด้านหนึ่ง คือ การสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน สามารถนำต้นทุนทางสังคมมาใช้ให้เกิดมูลค่าได้อย่างมากมายและยั่งยืน แต่ในขณะเดียวกันการท่องเที่ยวก็สามารถเข้ามาทำลายวิถีวัฒนธรรมอันดีของชุมชนให้ล่มสลายไป รวมทั้งการทำให้ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ที่เป็นจุดท่องเที่ยวเสื่อมโทรมไปได้เช่นกัน ดังนั้นการเปิดวงเสวนาหาแนวทางออกในการบริหารจัดการท่องเที่ยว โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำคัญ เพื่อให้การท่องเที่ยวเข้ามาอย่างถูกต้องสอดคล้องกับวิถีชุมชนและเกิดการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง”
แผนการพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนเชิงอนุรักษ์ของตำบลรับร่อในระยะต่อไป สภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลรับร่อ และหน่วยงานในพื้นที่ กำหนดจัดให้มีแผนการจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ชุมชนด้านการท่องเที่ยวเพื่อจัดทำแผนพัฒนาด้านการท่องเที่ยว และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน และการเขียนแผนพัฒนาชุมชนด้านการท่องเที่ยว สำหรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชนให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้มาท่องเที่ยวในชุมชนของตนเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนแล้ว ยังเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น และก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง ทำให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและอยากช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีในท้องถิ่นของตนเอง นำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน







