โดยเกศณี คิ้วนาง

ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มและที่ราบเชิงเขาไม่สูงชันนัก และพื้นที่บางส่วนติดชายทะเล มีชายหาดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ที่เรียกกันว่า หาดทุ่งวัวแล่น มีจุดชมวิวที่สวยงาม สะพานท่าเทียบเรือ ทำให้ประชาชนมีความได้เปรียบในด้านการประกอบอาชีพ ด้านการประมงชายฝั่ง ซึ่งร้อยละ 80 มีอาชีพทำประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก พืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ยางพารา มะพร้าว กาแฟ รายได้หลักของสมาชิกในตำบลจึงมาจากการเกษตรและประมงชายฝั่ง และเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ขายผลิตภัณฑ์ที่มาจากทะเล เช่น เช่นการทํากะปิ ,การแปรรูปอาหาร ทะเล, การเลี้ยงปูนิ่ม เป็นรายได้เสริมแก่ประชาชนในพื้นที่อีกทางหนึ่ง
นายพรชัย พรหมรักษ์ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลสระพลี เล่าถึงการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลสระพลีว่า จดแจ้งจัดตั้งเมื่อปี 2558 มีสมาชิกจำนวน 5 กลุ่ม จาก 4 หมู่บ้าน ซึ่ง 1 ใน 5 คือ กลุ่มประมงพื้นบ้านตำบลสระพลี ที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของสมาชิก ประกอบอาชีพเรือประมงเล็กกว่า 100 ราย ที่ผ่านมาก็ไม่ได้รวมกลุ่มเพื่อกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษแต่ก็มีการช่วยเหลือกิจกรรมตามประเพณีต่างๆในชุมชน แต่เมื่อรัฐบาลได้มีประกาศมาตรา 34 “ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทําการประมงพื้นบ้าน ทําการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่ง” ส่งผลให้เรือประมงเล็กชายฝั่ง หาปลาได้น้อยลง อวนปู ของชาวประมงในหมู่บ้าน ก็ถูกอวนลากของเรือยนต์ขนาดใหญ่ทำลายได้รับความเสียหาย นอกจากอวนปูของชาวประมงถูกทำลายแล้ว ยังส่งผลต่อปะการังชายฝั่ง ปลาเล็กปลาน้อยริมทะเล ถูกทำลายไปด้วย ตนและคนในหมู่บ้าน คิดว่าหากปล่อยไว้แบบนี้อีกไม่นานพวกเราคงไม่เหลือกุ้ง หอย ปู ปลา ไว้กินและลูกหลานคงไม่มีทะเลไว้ชื่นชมแน่นอน จึงได้เกิดแนวคิดว่าพวกเราต้องมีการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เริ่มตอนนี้แล้วจะมีเมื่อไหร่ การรวมกลุ่มไม่จำเป็นต้องใช้เวลา แต่ขอให้ทุกคนร่วมมือช่วยเหลือกัน จึงรวมกลุ่มกันเพื่อจำหน่ายสินค้าประมงจากสมาชิกถึงมือลูกค้าโดยตรง เช่น การรวมตัวกันจำหน่ายปู ปลา อาหารทะเล เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น



นอกจากการเพิ่มรายได้ให้แก่พี่น้องเรือประมงขนาดเล็กแล้ว ยังต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งริมหาดอำเภอปะทิว และพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อไป เพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งด้านทรัพยากรและรายได้แก่ลูกหลาน กลุ่มจึงได้ริเริ่มให้มีการวางปะการังเทียมเพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลา กุ้งและสัตว์น้ำริมชายฝั่ง โดยการใช้ท่อซีเมนส์ ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายในการทำปะการังเทียม แต่นายอำเภอปะทิวในขณะนั้น ท่านได้เดินทางและพบซากศาลพระภูมิจำนวนมากที่ชาวบ้านนำมาทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ในอำเภอซึ่งส่งผลให้ภูมิทัศน์ไม่สวยงาม น่าจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ จึงได้แจ้งกับเครือข่ายให้นำซากศาลพระภูมิดังกล่าวมาใช้เป็นปะการังเทียมสร้างบ้านปลา บ้านปู และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำปะการังเทียมด้วยอีกทางหนึ่ง
“นับตั้งแต่ชุมชนมีการรวมกลุ่มประมงพื้นบ้าน ได้ร่วมกันปล่อยปะการังเทียมลงสู่ทะเลริมหาดในเขตพื้นที่อำเภอปะทิว เพื่อเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ เกิดความยั่งยืนแก่ระบบนิเวศน์บริเวณชายฝั่ง มีปลาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากแนวปะการังที่ชุมชนได้ร่วมกันวางไว้สามารถเป็นแหล่งอาศัย อนุบาลสัตว์น้ำริมฝั่งได้เป็นอย่างดี เราจึงเรียกกันว่าบ้านปลา นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เดิมพี่น้องชาวประมงจากที่ต้องออกไปหาปลาบริเวณไกลจากชายฝั่งกว่า 10 กิโลเมตร ก็สามารถหาปลาได้บริเวณใกล้ชายฝั่งมากขึ้น มีรายได้เพิ่มมากขึ้น จาก เดิมออกเรือได้วันละ 300-400 บาท เพิ่มขึ้นเป็นวันละเกือบพันบาท จากการขายผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ร้านอาหารริมทะเล แก่นักท่องเที่ยวที่สัญจรไปมา นอกเหนือจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นแก่สมาชิกในชุมชนจากการขายอาหารทะเล ตลอดแนวชายหาดที่มีการวางปะการังเทียม ที่เกิดเป็นบ้านปลา แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ตอนนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของชายหาดในพื้นที่อำเภอปะทิว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติและคนไทยนิยมเข้ามาท่องเที่ยว เพื่อดำน้ำ ดูปะการัง ดูปลา กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนภายนอกรู้จักมากขึ้น ถือได้ว่าแหล่งดำน้ำดูปะการังของอ่าวสะพลีนี้ล้วนได้มาจากขบวนการขององค์กรชุมชนในพื้นที่ ” นายพรชัย กล่าว


ปัจจุบันกลุ่มประมงพื้นบ้านตำบลสระพลี ได้รวมกลุ่มและจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนประมงชายฝั่งประมงปะทิว ซึ่งมีสมาชิกจากตำบลริมชายฝั่งในพื้นที่อำเภอปะทิว จำนวน 5 ตำบล ประกอบด้วยตำบลบางสน ตำบลชุมโค ตำบลสระพลี ตำบลปากคลอง และตำบลทะเลทรัพย์ มีสมาชิกกว่า 40 ราย มีเรือเล็กกว่า 45 ลำ โดยมีเป้าหมายเพื่อเกื้อกูล ช่วยเหลือ เชื่อมโยงพี่น้องประมงในอำเภอปะทิวจากที่ตำบลสระพลี และได้มีการจัดทำแผนพัฒนาเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนตลอดแนวชายฝั่งอำเภอปะทิวเพื่อสร้างความยั่งยืนในด้านทรัพยากรชายฝั่งร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวมตัวในการจัดการดูแลทรัพยากรทะเลและชายฝั่งอ่าวประทิว แหล่งอาหารของชุมชนชายฝั่งสู่ความ หมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

สำหรับตำบลสะพลีมีแผนการพัฒนาในระยะต่อไป คือ 1) สร้างบ้านปลาในเขตพื้นที่ 2 ตารางกิโลเมตร 2) การแปรรูปสินค้าประมงพื้นที่ พัฒนาเป็นสินค้าชุมชนที่มีตราสัญลักษณ์ของตนเอง 3) ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในการสนับสนุนการสร้างบ้านปลาและวางแผนต่อยอดสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนเชิงอนุรักษ์ 4) ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วยการสร้างบ้านพักในรูปแบบโฮมสเตย์ ให้นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถมาพักผ่อน ตกหมึก ตกปลา กินปู และอุดหนุนผลิตภัณฑ์สินค้าทะเลจากชุมชนสู่ผู้บริโภคโดยตรง


ปัจจัยสำคัญที่สุดทำให้เกิดบ้านปลาของชุมชนได้นั้น คือ จิตสำนึกของคนในชุมชนที่หวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ หากพี่น้องในชุมชนไม่มีจิตสำนึกรักบ้านเกิด ตักตวงทรัพยากรจากทะเลเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีการบำรุงรักษาเพิ่มเติมก็คงหมดในไม่ช้า ไม่เหลือถึงลูกหลาน การรวมกลุ่มกันทำงานของพี่น้องก็มีผลสำคัญมากเช่นกัน เริ่มจากกลุ่มประมงเรือเล็กในตำบล ร่วมจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน ก่อตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจ ก็จะสร้างความเข้มแข็ง สร้างพลังในการต่อรองกับหน่วยงานอื่นๆได้ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ เช่น 1) โครงการประชารัฐ สนับสนุนงบประมาณ 200,000 บาท เพื่ออบรมให้ความรู้แก่กลุ่มวิสาหกิจประมงชายฝั่งปะทิว ในการให้ความรู้พัฒนาศักยภาพแก่สมาชิกในด้านการจัดทำบัญชี การพัฒนาการจัดทำแผนงาน 2) ท้องถิ่น อำเภอ อบต. สนับสนุนซากรถเมลล์ ซากศาลพระภูมิเป็นแนวปะการัง วางภูมิทัศน์ใต้ทะเล “มัจฉาสตรีท” 3) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ สนับสนุนให้ความรู้เรื่องการจัดทำแผนงานกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนอำเภอปะทิว 4) หน่วยงานสมาคมประชาสังคมและมูลนิธิสัมมาชีพ สนับสนุนค่าใช้จ่ายไปออกบูทงานท่องเที่ยว บริษัทที่สนใจส่งนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในนามเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนอำเภอปะทิว
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงอาศัยจากหลายๆ ฝ่ายไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง






