ตำบลแม่สาว เดิมเป็นพื้นที่หมู่บ้านหนึ่งของอำเภอแม่อาย และเมื่อมีการอพยพของคนมากขึ้นซึ่งส่วนใหญ่มาจากอำเภอหางดง และอำเภอสันป่าตอง จึงทำให้หมู่บ้านขยายเพิ่มขึ้นและได้มีการแยกออกมาตั้งเป็นอีกตำบลหนึ่ง โดยใช้ชื่อลำน้ำสาวเป็นชื่อตำบล ตั้งอยู่ในเขตปกครองของอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย 15 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแม่สาว บ้านสันมะนาว บ้านหนองเต็ง บ้านห้วยป่าซาง บ้านดง บ้านแม่ฮ่อง บ้านกาวีละ บ้านศรีดอนแก้ว บ้านสันป่าข่า บ้านเมืองหนอง บ้านปัญจะพัฒนา บ้านสัน บ้านศรีบุญเรือง บ้านเมืองพานและบ้านโป่งไฮ โดยมีที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวอำเภอแม่อาย ห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่อาย ประมาณ 8 กิโลเมตร (เส้นทางถนนอำเภอฝาง – ท่าตอน) ลักษณะภูมิประเทศพื้นที่ตั้งแต่ตอนเหนือลงมาจนถึงตอนกลางของตำบลมีลักษณะเป็นพื้นที่สูงลาดชัน ส่วนบริเวณตอนใต้ของตำบลมีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มซึ่งเป็นที่ตั้งโดยส่วนใหญ่ของหมู่บ้านต่างๆ ตำบลแม่สาว และมีเนื้อที่ 130.85 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 81,781.50 ไร่ ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้
ทิศเหนือ ติดกับเทศบาลตำบลแม่อาย และท่าตอนอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
ทิศใต้ ติดกับตำบลเวียง อำเภอฝาง และตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอฝาง
ทิศตะวันออก ติดกับองค์การบริหารส่วนตำบลสันต้นหมื้อ อำเภอแม่อาย จ. เชียงใหม่
ทิศตะวันตก สหภาพเมียนมาร์
ลักษณะภูมิอากาศอากาศเย็นสบายมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20 องศาเซลเซียสในฤดูหนาวจะหนาวจัดมีหมอกปกคลุมพื้นที่อุณหภูมิเคยต่ำสุดถึง 5 องศา ส่วนฤดูร้อน อุณหภูมิประมาณ 34 องศา ฤดูฝนปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,200- 1,400 ม.ม. โดยมีแม่น้ำกก แม่น้ำฝาง น้ำแม่สาว น้ำแม่ฮ่างไหลผ่าน และจำนวนประชากร 12,471คน
องค์ความรู้การผลิตสารชีวภัณฑ์โดยองค์กรชุมชน เนื่องจากตำบลแม่สาวมีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งนิยมใช้สารเคมีในการฉีดพ่นเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืชกันอย่างแพร่หลาย โดยจากการสำรวจพบว่าพืชผักเกือบทุกชนิดมีสารพิษตาค้างเกือบ 100 % ปัญหาสารพิษตกค้างในพืชผลทางการเกษตร อันตรายที่ผู้บริโภคได้รับ คือ สารพิษที่สะสมในร่างกายก่อให้เกิดโรคภัย ไข้เจ็บ ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาการขาดทุน และหนี้สินที่เพิ่มขึ้น การแก้ปัญหาที่ผ่านมายังไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะเรื่องสารเคมีตกค้างในพืชผลทางการเกษตร
ทางสภาองค์กรชุมชนตำบลแม่สาวได้ตระหนักถึงภารกิจที่จะสร้างความมั่งคง มั่นคั่งให้กับครัวเรือนและชุมชนหาช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือนและชุมชน จึงมีแนวคิดที่จะผลิตสารชีวภัณฑ์ เพื่อจำหน่าย สร้างรายได้ ลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุนการผลิต ให้เกษตรกรนำไปใช้ฉีดพ่นแทนสารเคมี เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มที่ผลิตสารชีวภัณฑ์ตำบลแม่สาว และแก้ปัญหาด้านความปลอดภัยในการบริโภคพืชผลทางการเกษตรของประชาชนในพื้นที่ตำบลแม่สาว





ขั้นตอนการดำเนินงาน มีการประชุมกลุ่มเกษตรกรผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการให้เข้ารับการอบรม ฝึกอาชีพหลักสูตร “การสกัดสารธรรมชาติเพื่อควบคุมศัตรูพืชเพื่อเพิ่มรายได้ ที่ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 และนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด ฝึกปฏิบัติการในแปลง รวมถึงถ่ายทอดความรู้ให้กับเพื่อนเกษตรกรที่สนใจ เข้ามาเรียนรู้
เทคนิคการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี การควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธีเป็นกรรมวิธีที่นำสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยนำเอาแมลงและสัตว์อื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติมาช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืช วิธีการนี้เป็นวิธีการดั้งเดิมซึ่งมนุษย์มีแนวความคิดที่จะใช้สิ่งที่มีประโยชน์ในธรรมชาติมาช่วยปราบแมลง ความรู้เก่าแก่ที่สุดในการดำเนินงานเริ่มต้นขึ้นมาในประเทศจีน โดยชาวจีนรู้จักนำเอามดตัวห้ำ (predatory ants) มาควบคุมแมลงบางชนิดในสวนส้ม และความรู้ในเรื่องการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติมาควบคุมแมลงศัตรูพืชก็กว้างขวางออกไป และนับวันจะมีบทบาทมากขึ้นเมื่อมนุษย์สามารถนำเอาสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ซึ่งเป็นการลดการใช้ยาฆ่าแมลงทำให้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องลดน้อยลง
การควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธีจึงเป็นการใช้ประโยชน์ของศัตรูธรรมชาติที่สำคัญได้แก่ ตัวเบียน (parasites) ตัวห้ำ (predators) และเชื้อโรค (pathogens) ในการที่จะรักษาระดับความหนาแน่นของประชากรของแมลงศัตรูพืชชนิดใดชนิดหนึ่งให้อยู่ต่ำกว่าระดับที่จะทำให้อยู่ต่ำกว่าระดับที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิต
เทคนิคการใช้เชื้อจุลินทรีย์หรือเชื้อชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืช ด้วยเชื้อไวรัสเอ็นพีวี (Nuclear Polyhedriosis Virus: NPV) เป็นไวรัสกลุ่มหนึ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติและทำให้แมลงเกิดโรค มีการทดสอบความปลอดภัยของไวรัสเอ็นพีวีและผลิตเป็นการค้าจำหน่ายทั่วโลก ไวรัสเอ็นพีวีมีความจำเพาะต่อหนอนแต่ละชนิดๆ โดยในประเทศไทยพบไวรัสเอ็นพีวีจำเพาะหนอน 3 ชนิด ได้แก่ หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก และหนอนเจาะสมอฝ้าย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นศัตรูพืชที่ทำลายพืชเศรษฐกิจของไทย ไม่ว่าจะเป็น องุ่น สตรอว์เบอร์รี แตงโม ดาวเรือง ผักตระกูลกะหล่ำ ผักสลัด เป็นต้น
ลักษณะการเข้าทำลายของไวรัสเอ็นพีวี จะออกฤทธิ์แบบกินตาย คือ หนอนต้องกินเชื้อไวรัสเข้าไป ในลำไส้ส่วนกลางของหนอนมีสภาพเป็นด่างจะละลายผลึกที่หุ้มตัวไวรัส เชื้อไวรัสจะเริ่มทำลายกระเพาะของหนอนและกระจายไปทั่ว ทำให้หนอนติดเชื้อและตายในที่สุด
“ไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องการเวลาในการเพิ่มจำนวนและออกฤทธิ์ จะทำให้หนอนป่วยและตาย ด้วยกลไกแบบนี้หนอนที่ป่วยจากเชื้อไวรัส การเคลื่อนไหวจะช้า กินอาหารได้น้อยลง และตายในที่สุด โดยหนอนจะตายบนยอด ห้อยหัวลงเป็นลักษณะตัววี (V Shape) ซึ่งเป็นลักษณะการตายจำเพาะของหนอนที่ได้รับเชื้อไวรัสเอ็นพีวี เมื่อลมพัด ตัวหนอนปริแตก ไวรัสจะไหลลงต้นพืช หนอนตัวอื่นมากินก็จะได้รับเชื้อต่อไป”



ด้วยกลไกการจัดการ(กลุ่ม/องค์กร/เครือข่าย/บทบาท) ที่มีสภาองค์กรชุมชนตำบลแม่สาว ให้การสนับสนุนการประสานความร่วมมือกับองค์กรหน่วยงานต่างๆ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมที่สำคัญในระดับต่าง ๆ ดังนี้
ระดับชุมชน ผู้นำเห็นความสำคัญในการพัฒนายกระดับความรู้ของเกษตรกรจึงทำให้เกิดการสนับสนุน ส่งเสริมเกษตรกรในการเข้ารับการอบรม เพิ่มทักษะการประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ระดับนโยบายรัฐ ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน เช่นสำนักงานเกษตร สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน การเชื่อมโยงในด้านองค์ความรู้ในเรื่องการกำจัดศัตรูพืชโดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย และเป็นที่ปรึกษาโครงการ


โดย นางสาวจันทร์จิรา สุขเทษา ผู้จัดทำ
คณะทำงานจัดการองค์ความรู้ชุมชนจังหวัดเชียงใหม่






