


ระหว่างวันที่ 25-26 ตุลาคมนี้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ ได้จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสที่ดำเนินงานมาครบ 18 ปี โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลทางพุทธศาสนา การสวดดุอาอ์ขอพรต่อพระเจ้าตามหลักศาสนาอิสลาม การไหว้ศาลพระพรหมเจ้าที่ การเสวนา “เหลียวหลัง แลหน้า 18 ปี พอช.” โดยมีผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจากทั่วประเทศ คณะกรรมการสถาบันฯ อดีตผู้บริหารสถาบันฯ ผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายสุทธิ จันทรวงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง และเจ้าหน้าที่ พอช.เข้าร่วมประมาณ 200 คน

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการสถาบันฯ กล่าวว่า ระยะเวลา 18 ปี หากเป็นช่วงวัยรุ่นก็จะเป็นช่วงวุ่นวาย มีหลายทางให้เลือกว่าจะเดินไปทางใด ถ้าเดินไปในทางที่ดีก็จะเป็นประโยชน์ นำพาชีวิตไปได้รอดตลอดฝั่ง เช่นเดียว พอช.ที่ผ่านแล้วมา 18 ปี จะต้องมีการทบทวนการทำงาน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกที่จะเข้ามาส่งผลกระทบ ทั้งกับ พอช. ชุมชน และสังคม โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจทุนนิยม รวมทั้งสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะเปลี่ยนไป ทำให้ต้องมาช่วยกันคุย ร่วมกันคิด และทบทวนว่า พอช.จะก้าวเดินต่อไปอย่างไร

นายพลากร วงค์กองแก้ว อดีตผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า 18 ปีที่ พอช.ทำงานมา ถือเป็นการสะสมต้นทุนที่สำคัญ และกำลังส่งผลที่สำคัญต่อสังคมไทย โดยข้อมูลจากสำนักงบประมาณระบุว่า งบบริหารประเทศในปี 2562 ที่เหลืออยู่ประมาณ 600,000 ล้านบาท จะนำมาใช้ในการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้านในปี 2563 โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 4 ด้านที่ พอช.รับผิดชอบดำเนินการ ดังนั้น พอช.จะต้องตั้งฐานหรือเตรียมตัวรับมือ หรือปรับตัวเพื่อก้าวเดินต่อไป และต้องรีบทำ เช่น โครงการชุมชนริมคลองลาดพร้าว โครงการบ้านมั่นคง ต้องขยายผลไปทั่วประเทศ รวมทั้งต้องคิดค้นวิธีการ เช่น ทำงานน้อย แต่ให้ได้งานมาก

นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ อดีตผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า สิ่งที่ภูมิใจในการทำงานที่ผ่านมา คือ โครงการบ้านมั่นคง เพราะเป็นแหล่งเรียนรู้ ที่นานาประเทศให้การยอมรับว่าเป็นแนวทางใหม่ที่ให้ประชาชนที่เดือดร้อนเข้ามาแก้ไขปัญหา ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหา ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง ซึ่งการทำงานต่อไป พอช.จะต้องเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ต้องอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมในการทำงาน และต้องบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ

นายสิน สื่อสวน อดีตผู้บริหาร พอช. กล่าวว่า พอช.ต้องเป็นหม้อแปลง เพื่อนำเอาข้อเสนอที่ดีของประชาชนแปลงไปสู่นโยบายของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมา อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ตั้งใจอยากให้ พอช.เป็นของกลาง คือเป็นองค์กรของชุมชนและของประเทศ เป็นกลไกของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือของประชาชนด้วย และต้องมีความสมดุลย์ นอกจากนี้ พอช.ก็จะต้องให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศเข้าถึงได้ ไม่ใช่เฉพาะประชาชนกลุ่มที่เข้าถึง พอช.เท่านั้น
8
พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง อดีตประธานกรรมการสถาบันฯ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเคยทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินต่างๆ มาก่อน จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ พอช.มีความรู้เรื่องกฎหมายที่ดิน มีความแม่นยำ สามารถวิเคราะห์กฎหมายได้ เพื่อนำความรู้ไปแนะนำชาวบ้าน สร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้านที่มีปัญหาที่ดินในพื้นที่ต่างๆ เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านถูกกดขี่เรื่องที่ดินมาตลอด เช่น ชาวเล ชาวกะเหรี่ยงที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมาก่อน ตั้งแต่ยังไม่มีกฎหมายหรือยังไม่มีการประกาศเขตพื้นที่ต่างๆ ดังนั้นชาวบ้านจึงมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยในที่ดินอย่างถูกต้อง ซึ่งหากไม่มีชาวเลและชาวกะเหรี่ยง พื้นที่ของประเทศไทยอาจจะเหลือน้อยกว่านี้ นอกจากนี้ในการทำงาน พอช.จะต้องไม่ใช่พระเอก แต่ พอช.จะต้องประสานให้พระเอกหรือหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมกันทำงาน

นางสาววิภารัตน์ แซ่ลี้ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการภาคกลางและตะวันตก สมาชิกใหม่ พอช. เข้ามาทำงานได้ 3 เดือน กล่าวว่า จากการลงทำงานในพื้นที่ทำให้มีชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ พอช.เป็นครู เป็นบทเรียนในหลายด้าน เช่น เรื่องการสื่อสาร ต้องสื่อสารหรือพูดให้ชาวบ้านเข้าใจ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เข้าใจเองเพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้จากการทำงานที่ผ่านมา 18 ปีของ พอช. ถือว่าเป็นหนังสือเล่มใหญ่ที่ตนเองจะต้องเรียนรู้ต่อไป

นอกจากนี้ในช่วงสุดท้าย เครือข่ายองค์กรชุมชน 5 ภาค ได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ โดยกำหนดให้วันที่ 26 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันขบวนองค์กรชุมชน” เนื่องจากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ประชาชนในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ได้รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มองค์กรต่างๆ เพื่อช่วยเหลือกันและพึ่งพาตนเอง เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มจัดการที่ดิน น้ำ ป่า สิ่งแวดล้อม ฯลฯ และถักทอกันเป็นเครือข่าย ขยายไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ภายใต้แนวคิด “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนา ตลอดจนร่วมกันผลักดันให้เกิดกฎหมายของภาคประชาชน เช่น ‘พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551’ เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงองค์กรชุมชนและภาคีต่างๆ มาทำงานแก้ไขปัญหาของชุมชนท้องถิ่นร่วมกัน จนเกิดผลเป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่
“ขบวนองค์กรชุมชน จึงเห็นควรประกาศให้วันที่ 26 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันขบวนองค์กรชุมชน โดยมุ่งหวังให้วันขบวนองค์กรชุมชน เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นเตือนให้เครือข่ายองค์กรชุมชนและทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานพัฒนา โดยองค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนา เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนตลอดไป”










