
พอช./ สรุปเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พศ.2551 พบอุปสรรคการแก้ไข พ.ร.บ. เพราะสถานการณ์การเมืองปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยต้องรอรัฐบาลใหม่ ขณะที่นักวิชาการแนะสภาฯ ไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรง แต่ควรมีรูปแบบที่สามารถเคลื่อนงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นทางการ มีความยืดหยุ่นในการทำงาน มุ่ งประสานความร่วมมือ สร้างความสัมพันธ์กับภาคีต่างๆ
นายทองใบ สิงสีทา ผู้จัดการสำนักเลขานุการสภาองค์กรชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เปิดเผยถึงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นักวิชาการ นักกฎหมาย ผู้นำสภาองค์กรชุมชน และเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) รวมทั้งสิ้น 23 คน โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1.ด้านความคิดเห็นต่อระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยผู้ตรวจการเลือกตั้ง พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้ผู้แทนระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลของจังหวัดนั้นเลือกกันเองหนึ่งคน เป็นกรรมการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้ง ตามรายละเอียดในระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง หมวด 1 ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ส่วนที่ 1 คณะกรรมการคัดเลือก ข้อ 5 (6) ที่ประชุมให้ความคิดเห็นต่อระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยผู้ตรวจการเลือกตั้ง พ.ศ. 2561 นี้ ระบุที่มาของผู้แทนระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลไม่ชัดเจน แตกต่างจากเมื่อครั้งการมีส่วนในการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมาที่ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลเลือกกันเองครั้งล่าสุด และผลจากการสอบถาม กกต. ได้แจ้งว่าให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการส่งรายชื่อผู้แทนระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลให้ กกต. และ กกต. จะมีหนังสือแจ้งสถาบันฯเพื่อให้ดำเนินการเรื่องนี้
ข้อคิดเห็นจากที่ประชุมสรุปว่า ให้สถาบันฯ มีหนังสือแจ้งผู้แทนในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลที่เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลปี 2560 จังหวัดละ 2 คนทุกจังหวัด ซึ่งเป็นบุคคลที่สภาองค์กรชุมชนตำบลได้คัดเลือกแล้วและยังอยู่ในวาระปัจุจบัน โดยให้ผู้แทนสองคนเลือกกันเองหนึ่งคนเพื่อไปเป็นกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง แล้วนำเสนอรายชื่อต่อสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เพื่อจัดส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป
นอกจากนี้ที่ประชุมได้นำเสนอเรื่องข้อจำกัดของการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมาและด้านการบังคับใช้กฎหมาย พบว่า อุปสรรคของการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลในเขตกรุงเทพมหานครที่กำหนดให้จัดตั้งในระดับ “เขต” ซึ่งเทียบเท่ากับอำเภอซึ่งเป็นพื้นที่กว้าง จำนวนชุมชนมาก เป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งและการจัดประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบล แทนที่จะเป็นการจัดตั้งในระดับ “แขวง”
ภารกิจของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีเพิ่มมากขึ้นและต้องดำเนินงานตอบสนองนโยบายของกระทรวง พม.และรัฐบาลมากขึ้น
ข้อจำกัดด้านงบประมาณสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนตำบลของสถาบันฯ ลดลงเรื่อยๆ และสภาองค์กรชุมชนตำบลมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และจะจัดตั้งครบทุกพื้นที่ในปี 2562 สถาบันฯ ไม่สามารถกระจายการสนับสนุนงบประมาณได้ครบถ้วนทุกพื้นที่ จึงเป็นเรื่องยากที่จะสร้างความเข้มแข็งให้แก่สภาองค์กรชุมชนได้
สภาองค์กรชุมชนมีบทบาทสำคัญด้านการพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง เป็นการทำงานเชิงปฏิบัติการทางสังคมเพื่อพัฒนาอำนาจของประชาชนในการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง เมื่อชุมชนเข้มแข็งจะทำให้สังคมเข้มแข็ง ระบบการเมืองดีขึ้น เกิดความเป็นธรรมในสังคม ดังนั้นหน่วยสนับสนุนจึงจำเป็นต้องแข็งแรงหรือเข้มแข็งพอ
สภาองค์กรชุมชนตำบลไม่สามารถทำนิติกรรมได้ เช่น การเป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินกรณีมีผู้บริจาคที่ดินให้เป็นที่ทำการ การขอรับงบประมาณสนับสนุนจากแหล่งงบประมาณอื่น
ภารกิจส่วนใหญ่ของสภาองค์กรชุมชนเป็นการให้ความคิดเห็น การปรึกษาหารือ ไม่มีอำนาจในการยับยั้งข้อพิพาทความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
นายทองใบ กล่าวถึงการรวบรวมประเด็นเพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 โดยได้รวบรวมข้อคิดเห็นจากผู้นำสภาองค์กรชุมชนและเสนอเป็นมติของที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลมาแล้วกว่า 3 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ โดยมีประเด็นสำคัญๆที่เสนอขอแก้ไข เช่น
การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนในเขตกรุงเทพมหานคร การมีสถานะเป็นนิติบุคคลของสภาองค์กรชุมชน การสังกัดหน่วยงานสนับสนุนของสภาองค์กรชุมชน สำนักงานสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน เป็นต้น ซึ่งในครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้กำหนดให้การแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนเป็นกิจกรรมหนึ่งในการปฏิรูประบบเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ทำให้มีความเป็นไปได้สูงต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน
ส่วนความเห็นต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนรายประเด็นสำคัญ เช่น การมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” ของสภาองค์กรชุมชน นักวิชาการมีความเห็นว่า สภาองค์กรชุมชน โดยภารกิจเป็นหน่วยหรือกลไกที่ไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรง สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ แต่ควรมีรูปแบบที่สามารถเคลื่อนงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นทางการ มีความยืดหยุ่นในการทำงาน มุ่งประสานความร่วมมือ สร้างความสัมพันธ์กับภาคีต่าง ๆ ทำบทบาทในการเสนอแนะให้คำปรึกษาต่อการแก้ปัญหาต่าง ๆ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการพัฒนานโยบายสาธารณะ ดังนั้นผู้นำจึงต้องมีศักยภาพในการคิดวิเคราะห์และเท่าทันสถานการณ์ สามารถสร้างการเรียนรู้ให้แก่ชุมชนได้ และเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาท้องถิ่น
“ดังนั้น สภาองค์กรชุมชนจึงไม่ควรมีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่สำนักงานสนับสนุนต้องมีสถานะเป็นนิติบุคคล เนื่องจากสำนักงานสนับสนุนต้องทำนิติกรรม รายงานบัญชีงบดุล มีบทบาทศึกษา วิจัยเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชน รวมทั้งการติดตามประเมินผลเพื่อชี้แนะแนวทางแก่สภาองค์กรชุมชน” นายทองใบกล่าวถึงความเห็นของนักวิชาการ
ส่วนประเด็นการสังกัดหน่วยงานสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนนั้น ที่ประชุมมีความคิดเห็น 2 ประการ คือ 1.การสังกัดภายใต้การสนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ต้องออกแบบความสัมพันธ์ใหม่ให้ชัดเจน เช่น การมีกรรมการบริหารสภาองค์กรชุมชนโดยตรงที่ไม่ขึ้นกับกรรมการบริหารสถาบัน การเสนอแผนงบประมาณแยกกันกับสถาบันฯ 2.การสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ การสังกัดขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี และการสังกัดกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อพิจารณาจากภารกิจของสภาองค์กรชุมชนแล้วที่มีภารกิจด้านการรวบรวมข้อเสนอแนะปัญหาหรือนโยบายสาธารณะต่อทุกกระทรวง ถ้าสังกัดกับนายกรัฐมนตรีที่ต้องดูแลทุกกระทรวงอยู่แล้วน่าจะมีความเหมาะสมกว่า

ด้านบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติ ให้มีรายละเอียดในเรื่องต่างๆ ดังนี้ คือ 1.ต้องมีรายละเอียดแนวทางดำเนินการ กรณีหนึ่งท้องถิ่นแต่จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลหลายพื้นที่ ให้สภาองค์กรชุมชนตำบลสามารถขับเคลื่อนงานต่อไปแม้จะมีคำสั่งให้ควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดขึ้น 2.การดำเนินงานในเขตกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยาหรือท้องถิ่นขนาดใหญ่อื่น ๆ ให้จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นในระดับ “แขวง” เพื่อให้สภาองค์กรชุมชนตำบลมีขอบเขตแคบลง
ส่วนช่องทางการผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติฯ โดยสภาองค์กรชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องเห็นด้วยกัน เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน ซึ่งอาจจะต้องมีเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกัน 3 ฝ่ายอีกครั้งเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน ส่วนอีกช่องทางหนึ่งคือการเข้าชื่อ 10,000 รายชื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งก็อาจจะทำควบคู่กันไป
“สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้อาจจะไม่เอื้อต่อการเสนอเพื่อขอแก้ไขพระราชบัญญัติที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างอำนาจแก่ภาคประชาชน จึงน่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะมีความเป็นไปได้มากกว่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์สถานการณ์ให้ดีก่อนดำเนินการแม้ว่าจะเป็นกิจกรรมหนึ่งในแผนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมก็ตาม” นายทองใบกล่าวสรุปถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้
สำหรับผลการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลตั้งแต่ปี 2551 ถึงเมษายน 2561 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้สนับสนุนการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลแล้วทั้งสิ้น 6,629 แห่ง มีองค์กรชุมชนจดแจ้งทั้งสิ้น 137,922 องค์กร ส่วนใหญ่เป็นองค์กรชุมชนด้านธุรกิจชุมชน ด้านสวัสดิการชุมชน และด้านการเงิน ตามลำดับ









