พอช./ เครือข่ายองค์กรการเงินชุมชนทั้ง 5 ภาคร่วมประชุมเสนอความเห็นแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงินประชาชน พ.ศ….. ยืนยันหลักการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ควรจะเป็น พ.ร.บ.ที่สนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน และควรให้มีสัดส่วนภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการระดับชาติ เตรียมประมวลความเห็นจากองค์กรการเงินชุมชนทั่วประเทศเพื่อผลักดันข้อเสนอภาคประชาชนต่อไป

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินประชาชน พ.ศ. …. เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยสถาบันการเงินประชาชนเพื่อรับรองสถานะองค์กรการเงินระดับชุมชนให้มีสภาพเป็นนิติบุคคล และบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการเงินให้แก่ชุมชนฐานราก เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับฟังความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ รวมทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ล่าสุดวันนี้ (25 เม.ย. 2561) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง และขบวนองค์กรชุมชน จัดประชุมเพื่อร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงินประชาชน ณ ห้องประชุมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน โดยมีผู้แทนสถาบันการเงินชุมชน กลุ่มองค์กรการเงินชุมชนทั้ง 5 ภาค เจ้าหน้าที่ พอช. เจ้าหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเข้าร่วมประชุมประมาณ 40 คน
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ที่ปรึกษา พอช. กล่าวแสดงความเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงินประชาชนถือเป็นกฎหมายที่สำคัญมากอีกกฎหมายหนึ่ง ซึ่งตนอยากให้ชุมชนมีอิสระภาพทางการบริหารจัดการสถาบันการเงิน นั่นคือ สถาบันการเงินประชาชนนั้นจะต้องมีสถานภาพ หากไม่มีสถานภาพจะทำให้สถาบันการเงินที่มีอยู่มีปัญหา จึงอยากให้มี พ.ร.บ.นี้เพื่อยกสถานภาพของสถาบันการเงินของประชาชนที่มีอยู่ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ที่เป็นโครงสร้างสำคัญของชุมชนท้องถิ่น สถานภาพดังกล่าวนี้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความถูกต้อง มีความเข้าใจ มีความเชื่อมโยงกับระบบใหญ่ เป็นที่ยอมรับ ซึ่งเราก็ไม่อยากอยู่ในระบบที่ไม่เป็นทางการตลอด
นางสาวสมสุขกล่าวต่อไปว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้น่าจะมีปัญหาเชิงโครงสร้างในอนาคต จึงชวนพวกเรามาคิดเพื่อให้มีความถูกต้อง และสัมพันธ์กับ พ.ร.บ.ที่ร่างขึ้นมา แต่ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ไม่มีสัดส่วนของภาคประชาชนอยู่ในนั้นเลย ก็ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันชุมชนท้องถิ่นมีองค์กรการเงินเยอะเกินไป ที่ทำให้เกิดกองทุนและหนี้สินเป็นจำนวนมาก เป็นระบบการเงินที่ไม่มีการจัดการ ถ้าการตั้งสถาบันการเงินใหม่ขึ้นมาเพื่อมาช่วยจัดความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นก็จะถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่หากเป็นอีกหนึ่งคู่แข่งกัน เพื่อเป็นสถาบันการเงินเพื่อหวังผลกำไรเป็นหลักก็จะกลายเป็นสาขาของสถาบันการเงินหลัก ดังนั้นจึงควรมีการถ่วงดุลทางสังคม ใช้ความร่วมมือกับท้องถิ่น เพื่อไม่ให้ระบบทุนนั้นเข้ามาบริหารจัดการสถาบันการเงิน และควรเป็นกองทุนระดับตำบล เมือง และภูมินิเวศน์ คือระดับที่จะเป็นร่มให้กับกลุ่มองค์กรการเงินของประชาชนในพื้นที่
“เรื่องนี้พวกเราภาคประชาชนถือเป็นผู้เชี่ยวชาญ และทำเรื่องสถาบันการเงินมาเป็นเวลายาวนานพอสมควร ที่สามารถใช้ระบบการเงินฐานรากเป็นเครื่องมือการพัฒนา ซึ่งพวกเราควรมีการเสนอเนื้อหาของภาคประชาชนขึ้นไป เพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดี ทำอย่างไรให้วิธีคิดนี้เป็นเรื่องการเงินการคลังเพื่อสังคม ไม่ใช่การเงินการคลังเพื่อค้ากำไร ซึ่งเชื่อว่าอย่างน้อยพวกเรามีระบบการบริหารสถาบันการเงิน ที่ไม่ใช่การค้ากำไรของเพื่อนสมาชิก แต่เป็นการสร้างทุนในท้องถิ่น เชื่อมทุนในครอบครัว พัฒนาแบบครบวงจร เช่น การจัดสวัสดิการ การจัดการที่ดิน ที่อยู่อาศัย เป็นต้น เป็นการผสมผสานการเงินการคลังของชุมชนท้องถิ่นในแนวราบ เงินที่พวกเราบริหารกองทุนดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ เป็นของพวกเรา ฉะนั้นเราต้องยังคงเอาไว้ แต่เสนอเนื้อหาให้ชัดเจน ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ปล่อยให้กู้เพียงเท่านั้น” ที่ปรึกษา พอช.ให้ความเห็น
ทั้งนี้ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างกว้างขวาง ในประเด็นและมาตราต่างๆ เช่น เสนอให้มีนิยามของ
“สถาบันการเงินประชาชน” หมายความว่า องค์กรการเงินที่จัดตั้งในระดับท้องถิ่น ตำบล เมือง หรือภูมินิเวศน์ โดยอาจมีสมาชิกเป็นกลุ่มองค์กรการเงินระดับชุมชน หรือสมาชิกรายบุคคล ซึ่งได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ เสนอให้แก้ไขนิยามของ “บริการการเงินระดับชุมชน” หมายความว่า การรับฝากเงิน การให้สินเชื่อ การให้เช่าซื้อ ธุรกิจชุมชนที่มิใช่เป็นธุรกิจการเงินเพื่อค้ากำไรสูงสุด และการเช่าซื้อกับสมาชิก



เสนอให้เพิ่มเติมในรายละเอียด เช่น สัดส่วนของคณะกรรมการพัฒนาระบบสถาบันการเงินประชาชน (ในระดับชาติ) เสนอให้มีตัวแทนจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรการเงินชุมชนจาก 5 ภาค รวม 5 คน ที่มีความรู้ ประสบการณ์ และเป็นที่ยอมรับ, กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน, กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน , มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ และในระดับจังหวัด เสนอให้มีคณะกรรมการระดับจังหวัด ให้เป็นเวทีเชื่อมโยงเครือข่าย โดยมีองค์ประกอบ จำวน 19 คน โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด 1 คน เป็นประธาน , มีตัวแทนจากองค์กรท้องถิ่น 2 คน เช่น อบจ., ตัวแทนท้องที่ 2 คน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน , ตัวแทนธนาคารที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน รวม 3 คน , ตัวแทนหน่วยงาน กรมพัฒนาชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และอื่นๆ รวม 3 คน , ตัวแทนสถาบันการเงินชุมชน หรือกลุ่มองค์กรการเงินในจังหวัด รวม 5 คน , ผู้ทรงคุณวุฒิและเลขาที่ประชุม 3 คน เป็นต้น โดยมีกระบวนการสรรหาอย่างโปร่งใส มีตัวแทนจากหลายฝ่ายเพื่อร่วมเป็นคณะกรรมการสรรหา เสนอให้มีวาระการดำรงตำหน่งของกรรมการ คราวละ 2 ปี และมีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการคนใหม่ ตามสัดส่วน 1/3
ในมาตรา 12 ให้ธนาคารผู้ประสานงานมีอำนาจหน้าหน้าที่ เสนอให้เพิ่มข้อความ “ประสานงานและสนับสนุนการจัดตั้ง และการทำงานของคณะกรรมการพัฒนาสถาบันการเงินประชาชนจังหวัด จัดทำรายงานภาพรวมผลงานสถาบันการเงินของประชาชนของจังหวัด” , “รับคำขอจัดตั้ง เลิก หรือเพิกถอนจากสถาบันการเงินประชาชนเพื่อนำเสนอคณะกรรมการพัฒนาสถาบันการเงินจังหวัด เพื่อพิจารณาดำเนินการและให้ความเห็น เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”
มาตรา 15 เสนอให้มีสถาบันการเงินประชาชนระดับตำบล เมือง และภูมินิเวศน์” ให้เพิ่มข้อความ “การเกิดขึ้นของสถาบันการเงิน ให้มาจากความเห็นชอบของชุมชนท้องถิ่น และเกิดจากการรับรองในพื้นที่ นอกจากการความเห็นชอบของคณะกรรมการแล้ว” ควรกำหนดวาระการทำงานของสถาบันการเงินมีการดำเนินงานไม่น้อยกว่า 5 ปี ก่อนขึ้นทะเบียนเป็นนิติบุคคล
มาตรา 17 เพิ่มที่มาของคณะกรรมการระดับตำบล เมือง และภูมินิเวศน์ ให้เป็นไปตามระเบียบหรือเกณฑ์ของสถาบันการเงินในท้องที่นั้นๆ และคณะกรรมการมีการผลัดเปลี่ยนทุก 2 ปี ตามสัดส่วน 1 ใน 3
เสนอให้เพิ่มเติมข้อความ “ให้มีการสร้างฐานข้อมูลสถาบันการเงินประชาชนในระดับจังหวัด และมีการทำรายงานภาพรวมในระดับจังหวัดปีละครั้ง และรายงานให้กับคณะกรรมการระดับจังหวัดทราบ เพื่อใช้ประโยชน์เกี่ยวข้องสำคัญอื่นๆ เพื่อการวางแผนพัฒนาเกี่ยวเนื่องต่างๆ ในมาตรา 23
เสนอให้แก้ไขข้อความใน มาตรา 29 เป็น “ให้ธนาคารผู้ประสานงานนำเสนอต่อคณะกรรมการจังหวัด เพื่อพิจารณาหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน หรือตัดสินใจลงมติเพื่อเสนอกรรมการให้เพิกถอนสถาบันการเงินประชาชน”
เสนอให้การยกเลิกสถาบันการเงินประชาชน จากเดิมที่มีจำนวนสมาชิกน้อยกว่า 10 คน เป็น “มีสมาชิกน้อยกว่า 100 คน” ฯลฯ
ในตอนท้ายของการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้มีข้อเสนอให้ตัวแทนองค์กรการเงินชุมชนทั้ง 5 ภาค นำข้อคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกลับไปเพื่อหารือและเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติมในพื้นที่ หลังจากนั้นจึงจะมีการประมวลข้อคิดเห็นของภาคประชาชนทั้งหมด เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการประชุมร่วมกับ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่รับผิดชอบเรื่องนี้ต่อไป
ทั้งนี้เครือข่ายองค์กรการเงินชุมชนยืนยันหลักการว่า ร่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงินประชาชนควรจะเป็น พ.ร.บ.ที่สนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน และควรให้มีสัดส่วนภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการระดับชาติ หรือ “คณะกรรมการพัฒนาระบบสถาบันการเงินประชาชน” ที่มาจากตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิองค์กรการเงินชุมชนทั้ง 5 ภาคด้วย






