
อำนาจเจริญ/ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๑ ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ องค์การบริหารส่วนตำบลนาจิก ร่วมกับจังหวัดอำนาจเจริญ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดพิธีมอบบ้านพอเพียงจังหวัดอำนาจเจริญ “๙ ของขวัญปีใหม่ ก้าวไปกับ พม.” ณ องค์การบริหารส่วนตำบลนาจิก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ โดยได้รับเกียรติจาก นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีมอบบ้านพอเพียงชนบท ปี ๒๕๖๐ จำนวน ๔ ตำบล ๑๐๐ ครัวเรือน งบประมาณ ๑,๕๘๑,๗๐๔ บาท และมอบงบประมาณโครงการบ้านพอเพียงชนบท ปี ๒๕๖๑ จำนวน ๑๐ ตำบล ๑๕๐ หลังคาเรือน งบประมาณ ๒,๘๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมลงพื้นที่เยี่ยมยามครอบครัวนางมะลิจันทร์ ท่อนจันทร์ หนึ่งผู้ได้รับผลประโยชน์จากโครงการบ้านพอเพียงชนบทที่ตำบลนาจิก
นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวเปิดงาน แสดงความยินดี และมอบนโยบายการพัฒนาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดอำนาจเจริญ โดยกล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนยังมีบ้านที่ไม่สมบูรณ์และเหมาะสม ขาดมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดี กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงได้มีงบประมาณที่จะลงมาปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย นอกจากนั้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ยังมีหน่วยงานกาชาดจังหวัด ที่มีงบประมาณมาหนุนช่วยการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านหลังละ 50,000 บาท สำหรับ กระทรวง พม.ปีที่แล้วมีงบประมาณให้หลังคาเรือนละ 18,000 บาท ปี 2561 สนับสนุนหลังคาเรือนละ 19,000 บาท ถามว่าพอไหม เงินแค่นี้ก็ไม่พอ สมัยนี้ไม้แพง และหายาก งบประมาณที่จัดให้แต่ละหลังคาเรือนเป็นงบที่ไม่เพียงพอ แต่ก็สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนได้
ในประเทศที่พัฒนาเขาจะมีมาตรฐานของบ้าน ถ้ามีงบประมาณมากก็ต้องมีการปรับปรุงให้บ้านมั่นคงแข็งแรง สมัยก่อนคนมีบ้านไม้เป็นคนจน คนมีบ้านปูนเป็นคนรวย กลับกันกับสมัยนี้ที่คนมีบ้านไม้เป็นคนรวย คนมีบ้านปูนเป็นคนจน คนที่ได้รับไปแล้วต้องดูว่าจะไปต่อเติมซ่อมแซมบ้านในจุดไหน เรื่องบ้านเป็นความจำเป็น เมื่อเข้าบ้านแล้วต้องอบอุ่น บ้านปูนชั้นเดียวขนาดพออยู่ได้ วันนี้ต้องใช้เงิน 3 แสนเอาไม่อยู่ ปีหนึ่งเราขายข้าวได้เท่าไหร่ ถ้าไม่มีจุดอื่นมาเพิ่มเติมนับเป็นเรื่องยากที่จะชาวบ้านต่อเติมซ่อมแซมเอง แม้ปีนี้จะไม่มีปัญหาเรื่องราคาข้าว แต่เกษตรกรก็ยังมีปัญหาหนี้สิน ไม่สามารถปรับปรุงซ่อมแซมบ้านได้เอง

นายวิรัตน์ สุขกุล ประธานขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวในวงเสวนา “การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาสังคมและการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยจังหวัดอำนาจเจริญ” โดยระบุว่า จังหวัดอำนาจเริญ นั้นแยกออกจากจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี 2536 ซึ่งตอนนั้นมีสถานะเป็นจังหวัดที่มีความยากจนที่สุดลำดับที่ 3 ของประเทศ ทำให้มีการพูดคุยกันเพื่อหาทางออกในการแก้ปัญหา ที่ผ่านมามีแต่การรอหน่วยงานให้มาแก้ปัญหาให้ แต่ก็ไม่ตรงจุด และถาวร พี่น้องต้องลุกขึ้นมาช่วยกันแก้ สิ่งไหนที่ต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ เราก็ต้องประสานความร่วมมือ
จนเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2555 ได้มีการประกาศธรรมนูญคนอำนาจเจริญ และต่อมาในปี 2556 เราตั้งเป้าหมายที่เราอยากเห็น คือต้องการให้คนอำนาจเจริญอยู่เย็นเป็นสุขอย่างไหนจึงมีการกำหนด “อำนาจเจริญเมืองธรรมเกษตร” ขึ้น ซึ่งมาจากพื้นฐานของคนอำนาจเจริญที่เป็นเมืองวิถีเกษตร และมีวิถีวัฒนธรรมที่ช่วยเหลือเกื้อกลูกัน ถัดมาได้มีการทำแผนเพื่อมุ่งไปสู่เมืองธรรมเกษตร มีการทำข้อมูลร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล พอช. และมูลนิธิพัฒนานโยบายสาธารณะที่ช่วยกันสำรวจข้อมูลทุกตำบล จนกำหนดเป็นแผนการพัฒนาจังหวัดภาคประชาชน และมีการประกาศแผนที่หน้าศาลากลางจังหวัดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2558
กระทั่งปี 2559 จังหวัดอำนาจเจริญ ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่ เป็นเมืองอำนาจเจริญเมืองธรรมเกษตร เขตเศรษฐกิจพอเพียง ประตูการค้าสู่อาเซียน ซึ่งเป็นการบูรณาการแผนของภาคประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาจังหวัด ที่มีเนื้อหากว่า 70 เปอร์เซ็น อีก 30 เปอร์เซ็นเป็นแผนของหน่วยงาน และทุกตำบลต้องมีการทบทวนแผนใหม่เพื่อมุ่งสู่เมืองธรรมเกษตร และมีการพัฒนาหลักสูตรเมืองธรรมเกษตร สู่หลักสูตรในการศึกษา ปัจจุบันจังหวัดอำนาจเจริญได้ขยับสถานะจังหวัดที่มีความยากจนจากลำดับที่ 3 ปัจจุบันขยับขึ้นมาเป็นลำดับที่ 8

ซึ่งในเรื่องบ้านพอเพียง และสวัสดิการชุมชน เป็น 1 ในคุณลักษณะของเมืองธรรมเกษตร ที่เป็นการช่วยเหลือเกื้อกลูกัน ปัจจุบันอำนาจเจริญสามารถจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนได้ครบทั้ง 63 ตำบล มีสมาชิก 88,700 จากประชากรทั้งหมดประมาณ 3 แสนคน มีเงินกองทุนรวม 116 ล้านบาท ในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ได้มีการสำรวจข้อมูลเต็มพื้นที่ในเรื่องที่ปัญหาที่ทำกินที่อยู่อาศัย และดำเนินการในตำบลที่มีข้อมูลสมบูรณ์ และปีที่ผ่านมามีการจัดพิธีมอบบ้านพอเพียงในที่ประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นหนึ่งในแนวทางการช่วยเหลือเกื้อกลูกันของคนอำนาจเจริญ
นายปฏิภาณ จุมผา ผู้อำนวยการภาค สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พอช. กล่าวว่า จังหวัดอำนาจเจริญเป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ มีวาระการพัฒนาของตนเอง นับเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทย ที่สามารถกำหนดเป็นวาระการพัฒนาตนเองได้ เรื่องของที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เป็นโจทย์ของประเทศไทยพี่น้องหลายคนอยู่ในที่ราชพัสดุ ที่อุทยานฯ ที่ป่าสงวน และที่อื่นๆ เมื่อมีกฏหมายออกมา พี่น้องอยู่อย่างผิดกฏหมายกว่า 60 เปอร์เซ็น กฏหมายออกมาแล้ว จะแก้ก็ยาก เป็นทุกข์ของแผ่นดิน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่อยู่อาศัย แต่จะมั่นคงได้ต้องมีที่ดินที่มั่นคงด้วย
ประเทศไทยมีครัวเรือนจำนวน 21.5 ล้านครัวเรือน จากการสำรวจเบื้องต้น มีพี่น้องไม่มีบ้านอยู่ หลายคนมีบ้านที่ย่ำแย่ ถ้าแก้ไม่ได้จะเป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคม สังคมไทยระหว่างคนจนกับคนรวยนั้นห่างกันหลายเท่า ถ้าหากมีความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ 14 เปอร์เซ็นขึ้นไป มีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามกลางเมือง บ้านเรามีความห่างถึง 22 เท่า นับเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นหว่ง
คนรวยมีที่ดินคนเดียว 6 แสนกว่าไร่ คนจนหลายคนยังไม่มีบ้านนอน อาศัยอยู่ใต้สะพานลอย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คนเรานั้นเท่ากัน คนกว่า 6 ล้านคนมีปัญหาด้านที่อยู่อาศัย เรื่องนี้เป็นโจทย์ของแผ่นดิน รัฐบาลจึงประกาศนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ถ้าพี่น้องมีที่อยู่อาศัยมีที่ดินทำกิน ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะลดลง
ผู้อำนวยการภาค กล่าวต่อว่า คนทุกข์คนยากมีความยากในการเข้าถึงการบริการของรัฐ ที่ดินที่ทำกินที่อยู่อาศัย จึงเป็นนโยบายใหญ่ของรัฐ อีก 20 ปีข้างหน้าประชาชนต้องมีที่อยู่อาศัยอย่างถ้วนทั่ว โดยมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งรับเป้าหมายมา 2 ล้านกว่าครัวเรือน ซึ่ง พอช. ได้รับเป้าหมาย 1.5 ล้านครัวเรือน
ซึ่ง พอช.เชื่อมั่นในภาคประชาชน การแก้ปัญหาต้องอยู่ที่หมู่บ้าน ที่ประชาชน มีกลไกคณะทำงานตั้งแต่ตำบล จังหวัด ภาค ซึ่งสภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเจ้าภาพหลักที่จะช่วยกันผลักดัน ซึ่งต้องประสานความร่วมมือกับท้องถิ่น ท้องที่ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการช่วยกันเรื่องบ้านพอเพียง นั้นเป็นการฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมการช่วยเหลือเกื้อกลูของชุมชนให้กลับคืนมา
ระดับตำบล มีคณะทำงาน มีสภาองค์กรชุมชน กลุ่มทุกกลุ่มในตำบลได้มาพูดคุยกัน ถึงคนไม่มีบ้านมีปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ช่วยกันสำรวจข้อมูลทั้งตำบล แล้วทำให้เป็นวาระของคนในตำบล ต้องไม่มีคนทุกข์ในเรื่องบ้าน มีบ้านแล้วจะมีความมั่นคงในอาชีพอย่างไรและต้องผลักดันเป็นแผนของท้องถิ่น งบประมาณที่ลงมาเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้คนในตำบลแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย แม้เป็นเพียงเงินน้อยนิด ไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่เป็นเครื่องมือที่ไม่ให้เกิดความรู้สึกทอดทิ้งจากพี่น้องในตำบล เป็นเรื่องการแบ่งปัน
เมื่อมีการสำรวจข้อมูลตำบล ต้องมีการนำเสนอต่อนายอำเภอ เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และให้เกิดแผนการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในระดับจังหวัด การแก้ปัญหาจะเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบ เราจะร่วมมือกันแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับคนทุกข์คนยากในจังหวัดอำนาจเจริญ แก้ปัญหาให้จบภายใน 5 ปี ผู้อำนวยการภาค กล่าวในตอนท้าย









