
พอช./ สัมมนา ‘ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำหนดอนาคตประเทศต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” วันสุดท้าย ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนนำข้อเสนอจากการสัมมนา 5 ข้อยื่นต่อ ‘นพ.พลเดช ปิ่นประทีป’ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อนำไปพิจารณาประกอบการจัดทำยุทธศาสตร์ เผยข้อเสนอภาคประชาชน เน้น ‘ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกขับเคลื่อน สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น เน้นชุมชนฐานราก และกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น”
ตามที่ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมทั่วประเทศจำนวน 120 คน เข้าร่วมงานสัมมนา ‘ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำหนดอนาคตประเทศต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กรุงเทพฯ เพื่อนำผลการสัมมนาเสนอต่อคณะกรรมการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติ นำไปพิจารณาประกอบการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน 6 ด้าน คือ 1. ด้านความมั่นคง 2. ความสามารถในการแข่งขัน 3. การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ 4. การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 5. การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 6. การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
โดยในวันนี้ (16 มกราคม) เป็นการสัมมนาวันสุดท้าย มี นพ.พลเดช ปิ่นประทีป คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ บรรยายเรื่อง ‘ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กับพลวัตรภาคประชาชนกำหนดอนาคตประเทศ’

นพ.พลเดช กล่าวบรรยายมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานั้น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า เศรษฐกิจมีความเจริญเติบโตเป็นที่น่าพอใจ มีเสถียรภาพ และมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาการกระจายรายได้ มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยังแก้ไม่ตก ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงเน้นไปที่การลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรม ขณะเดียวกันภาคประชาชนก็จะต้องใช้เงื่อนไขนี้ลุกขึ้นมาทวงถามและตรวจสอบการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ
นพ.พลเดชกล่าวถึงพลวัตรของชุมชนไทยในช่วง 20 ปีข้างหน้าว่า จากการศึกษาข้อมูลของทีมงานยุทธศาสตร์ชาติพบว่า ข้อจำกัดของคนไทยคือ 1.สังคมไทยดูแลตนเองยังไม่ดีพอ ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากการเลี้ยงดูเด็กแบบประคบประหงม (ต่างจากเด็กฝรั่ง) 2.สังคมขาดคุณภาพเรื่องระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ 3.ขาดความคิดสร้างสรรค์ 4.สังคมไทยมีปัญหาตามช่วงวัย เช่น วัยเด็กมีปัญหาเรื่อง IQ และ EQ (ระดับสติปัญญาและอารมณ์) วัยรุ่น มีปัญหาความรุนแรง ท้องไม่พร้อม วัยแรงงาน ฝีมือต่ำ วัยสูงอายุ ปัญหาสุขภาพ โรคติดต่อไม่เรื้อรัง
“ดังนั้นบทบาทของชุมชนไทยในช่วงต่อไปจะต้องพัฒนาในด้านต่างๆ คือ 1. ความเป็นพลเมือง จะต้องเป็นประชาชนที่พัฒนาตนเองและพึ่งตนเองได้ ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการเรียนรู้ใหม่ ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน สังคม, ต้องมีการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม เช่น ต้องมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศ โลก จนถึงสิ่งแวดล้อม จะต้องมีความพอเพียง มีวินัย ต้องปลูกฝังตั้งแต่ในครอบครัวและโรงเรียน มีความสุจริต ซื่อสัตย์ โปร่งใส และมีจิตสาธารณะ” นพ.พลเดชยกตัวอย่าง
นพ.พลเดชกล่าวต่อไปว่า 2. จะต้องมีลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ ทั้งทางธุรกิจและทางสังคม ซึ่งลักษณะของผู้ประกอบการจะต่างจากความเป็นพลเมือง คือผู้ประกอบการจะกล้าคิด กล้ากระทำ กล้าลงทุน (เหมือนคนจีน) ดังนั้นชุมชนอาจจะต้องคิดถึงเรื่องการทำธุรกิจ เช่น ท่องเที่ยวชุมชน การแปรรูป การผลิตอาหาร และ 3. ความเป็นชุมชน ประชาคม และประชาสังคม คือต้องมีความเป็นปึกแผ่น มีความรักสามัคคี มีการจัดตั้ง มีพลังงานในการเปลี่ยนแปลง มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีจังหวะในการก้าวย่าง ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือพลวัตรของภาคประชาชนที่จะต้องขับเคลื่อนในช่วง 20 ปีข้างหน้านี้

ในส่วนของผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน ได้นำข้อเสนอจากการสัมมนามายื่นต่อ นพ.พลเดช ในฐานะผู้แทนคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อนำไปพิจารณาประกอบการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีเนื้อหาสำคัญดังนี้
1. การกำหนดแผนพัฒนายุทธศาสตร์ชาติทุกด้านต้องใช้ “พื้นที่เป็นตัวตั้ง” ต่อการพัฒนาบนฐานทุนทางสังคม และภูมินิเวศวัฒนธรรม และสอดคล้องกับปัญหาความต้องการของคนในชุมชนท้องถิ่นทั้งในระดับพื้นที่ ตำบล จังหวัด ภาค ประเทศ และภูมินิเวศ เพื่อนำไปสู่การสร้างความมั่นคงของชุมชน ประเทศ
2. สนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่น โดยใช้ “สภาองค์กรชุมชน” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน ความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง
3.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติทุกด้านต้องสร้างกระบวนมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น และนำไปสู่การตัดสินใจที่ดี โดยส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชุมชน ต้องมีการประเมินผลกระทบทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพของชุมชน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา หรือกิจการ โครงการใดๆ ประชาชน ชุมชนสามารถเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น นำเสนอข้อมูล ข้อโต้แย้ง หรือข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
4.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ ต้องเน้นชุมชนฐานรากเป็นสำคัญ ที่เน้นกระบวนการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ของคนทุกกลุ่มทุกวัย ตั้งแต่กลุ่มเด็กเยาวชน กลุ่มแรงงาน และกลุ่มผู้สูงอายุ ให้มีความสามารถและทักษะ ยกระดับขีดความสามารถต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี และชุมชนเข้มแข็ง และความมั่นคงของประเทศต่อไป
5.การกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น ให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญหนึ่งในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยลดบทบาทของรัฐส่วนกลางลงเหลือภารกิจหลักเท่าที่จำเป็น และให้ประชาชน ชุมชนได้มีส่วนในการบริหารงานพัฒนาในชุมชนท้องถิ่น ตามเจตนารมณ์ของประชาชน ชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น จึงเป็นการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจหน้าที่ใหม่ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่สังคมมีกลุ่มที่หลากหลาย มีความต้องการ และแตกต่างกัน ในขณะที่รัฐเองก็มีขีดความสามารถและทรัพยากรที่จำกัด ในการตอบสนองปัญหา ความต้องการในแต่ละท้องถิ่นได้ทันต่อสถานการณ์ และตรงกับความต้องการของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง
สำหรับขั้นตอนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ คณะกรรมการจัดทำร่างยุทธศาสตร์จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 4 ภาค ใน 6 ประเด็นยุทธศาสตร์ เพื่อนำมาพิจารณาและบรรจุลงในแผนยุทธศาสตร์ชาติ (ภายใน 30 วัน) หลังจากนั้นจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา (ภายใน 30 วัน) สภานิติบัญญัติให้ความเห็นชอบ (ภายใน 30 วัน) นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ (ภายใน 30 วัน) หลังจากนั้นจะประกาศเป็นพระบรมราชโองการ และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลบังคับใช้ทันที โดยหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยมีหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ และคาดว่าแผนยุทธศาสตร์จะมีผลบังคับใช้ได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้


















