พอช. ทบทวนทิศทางยุทธศาสตร์เพื่อรองรับแผนปฏิบัติการปี 2570 และแผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปีถัดไป ท่ามกลางวิกฤตโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจที่ฟันตัวช้า ภาระหนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำหนดเป้าหมายใหม่ เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้สนับสนุน” สู่ “หุ้นส่วนการพัฒนา” มุ่งสร้าง “กองทัพผู้นำชุมชน” และยกระดับ “จังหวัดจัดการตนเอง” เพื่อให้ชุมชนฐานรากเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงและเป็นเสาหลักที่เข้มแข็งในการพัฒนาประเทศ
นครปฐม/ 2 พฤษภาคม 2569 – สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดสัมมนาคณะกรรมการสถาบันฯ เปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อทบทวนผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี และจัดทำทิศทางการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรองรับแผนปฏิบัติการปี 2570 รวมถึงเตรียมความพร้อมสู่แผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปีถัดไป เพื่อร่วมกันวางแผนพัฒนาที่จะทำให้ชุมชนไทย “ไม่ใช่แค่ผู้อยู่รอด แต่คือผู้กำหนดอนาคต” โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย คณะกรรมการสถาบัน ที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ และฝ่ายบริหาร รวมกว่า 60 ท่าน ระหว่างวันที่ 30 เมษายน ถึง 2 พฤษภาคม 2569 ณ ชวาลัน รีสอร์ท จังหวัดนครปฐม
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล
“โลกใบเดิมที่หายไป” กับความท้าทายของชุมชนฐานราก
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าววว่า “โลกใบนี้ ไม่ใช่ใบเดิม” โลกกำลังเผชิญกับ “ความท้าทายที่ซับซ้อน” ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในระดับฐานราก ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้าและเปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นประวัติการณ์ วิกฤตสุขภาพจิตที่แฝงตัวอยู่ในสังคมเมืองและชนบท รวมถึงปัญหาภาวะโลกรวน (Climate Change) ที่นำมาซึ่งภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ชุมชนฐานรากกำลังเผชิญหน้ากับแรงกดดันรอบด้าน หากเรายังทำงานด้วยวิธีคิดแบบเดิม หรือโครงการแบบเดิม เราจะไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาเหล่านี้ได้ “หัวใจสำคัญของการรับมือโลกใหม่คือการสร้าง ‘กองทัพผู้นำชุมชน’ ที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายขบวนใหญ่ที่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสนับสนุนกันได้ทั่วประเทศ ไม่ใช่เพียงต่างคนต่างทำ แต่เป็นการขยายพลังจากพื้นที่ต้นแบบไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ”ดร.กอบศักดิ์ กล่าวเน้นย้ำ
นายกฤษดา สมประสงค์
ทบทวน 3 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน สู่หุ้นส่วนการพัฒนา
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า “ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งเต็มพื้นที่ประเทศไทย” ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) โดยระบุว่า พอช. ได้เริ่มปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานเพียงผู้สนับสนุนงบประมาณ ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนการพัฒนา” ที่ทำงานเคียงข้างขบวนองค์กรชุมชน ภาครัฐ และภาคเอกชนผลสัมฤทธิ์ที่โดดเด่นประกอบด้วย การยกระดับสู่องค์กรดิจิทัล การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดการข้อมูล ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการพิจารณางบประมาณ เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงทรัพยากรได้รวดเร็วขึ้น จังหวัดจัดการตนเอง การใช้พื้นที่จังหวัดเป็นตัวตั้งในการขับเคลื่อนงานพัฒนา โดยให้ขบวนองค์กรชุมชนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในบ้านเกิดของตนเอง ที่อยู่อาศัยที่มากกว่าบ้าน โครงการบ้านมั่นคง บ้านพอเพียง และชุมชนริมคลอง/ริมราง ที่ปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวอาคาร แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจฐานราก สิ่งแวดล้อม และสวัสดิการชุมชน การปั้นนวัตกรสังคม การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีทักษะในการใช้เครื่องมือสมัยใหม่มาแก้ปัญหาดั้งเดิมของชุมชน ทำให้ พอช. ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติในฐานะองค์กรต้นแบบการพัฒนาที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลาง
เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ: ชุมชนในฐานะเจ้าของการเปลี่ยนแปลง
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน กล่าวว่า ประวัติศาสตร์กว่า 20 ปีของขบวนองค์กรชุมชนคือการพิสูจน์ว่า ชาวบ้านได้เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้รับการพัฒนา” มาเป็น “เจ้าของการเปลี่ยนแปลง” “ความสำเร็จที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงการสร้างบ้านให้เสร็จ แต่คือการที่ชุมชนมีพลังในการเจรจาต่อรอง มีสวัสดิการของตนเอง และมีสภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่กลางในการออกแบบอนาคต”
แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ในปัจจุบันเดินหน้าเร็วกว่าเครื่องมือเดิมที่เรามี ภารกิจต่อไปคือการ ‘เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ’ ในพื้นที่ ให้ชุมชน ท้องถิ่น และรัฐ ร่วมกันออกแบบระบบใหม่ที่เป็นธรรม ไม่รวมศูนย์ และเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์” นางสาวสมสุข กล่าว
ยุทธศาสตร์ 2569 – 2571สู่ความยั่งยืน
พอช. ได้กำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นที่การยกระดับประเด็นงานสำคัญ 3 ด้านหลัก ดังนี้
- 1. ความเข้มแข็งของขบวนองค์กร (Community Power) มุ่งพัฒนาและเชื่อมโยง “ผู้นำรุ่นใหม่” เพื่อส่งต่ออุดมการณ์การทำงานพัฒนา เสริมพลัง “สภาองค์กรชุมชน” และ “กองทุนสวัสดิการชุมชน” ให้เป็นกลไกกลางในการจัดการตนเองระดับพื้นที่ สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังและรับมือภัยพิบัติโดยชุมชน เพื่อลดความสูญเสียจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
- 2. ที่อยู่อาศัยและสินเชื่อที่เป็นธรรม (Housing & Financial Justice) เดินหน้าโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยแบบ “ทุกบ้าน” โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พัฒนาระบบบริหารจัดการสินเชื่อชุมชนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เข้าถึงแหล่งทุนในการซ่อมสร้างบ้านและประกอบอาชีพ เจรจาและจัดการสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต
- 3. เศรษฐกิจฐานรากและนวัตกรรมสังคม (Grassroots Economy & Innovation) สานพลังภาคีพัฒนาจากภาคเอกชนและวิชาการ เพื่อเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดคุณภาพ ใช้ “ระบบดิจิทัลและการสื่อสาร” เป็นอาวุธใหม่ในการบอกเล่าเรื่องราวชุมชนและสร้างช่องทางการค้าออนไลน์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG Model) เพื่อสร้างรายได้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต


















