จากเสียงชุมชนสู่ระดับนโยบาย พอช. ลงนามความร่วมมือกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ชูบทบาท “สภาองค์กรชุมชน” ในการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่และเชื่อมโยงกลไก กบจ. เพื่อให้การบริหารงานภาครัฐโปร่งใส สอดคล้องกับความต้องการจริง และขจัดความอยุติธรรมในสังคมฐานราก
กรุงเทพมหานคร/11 มีนาคม 2569 — สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จับมือสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระยะเวลา 3 ปี มุ่งขับเคลื่อนธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบ พร้อมเปิดเวที “รับฟังความเห็นสร้างความเป็นธรรมในสังคม (Place of Justice)” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ณ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ
มีเป้าหมายสำคัญในการประสานพลังระหว่างหน่วยงานตรวจสอบ ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อสร้างเครือข่ายธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง โดยมีกรอบความร่วมมือครอบคลุมการสนับสนุนให้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกหลักในการเฝ้าระวัง และส่งเสริมความสุจริตในระดับพื้นที่ รวมถึงการถอดบทเรียนเพื่อพัฒนากระบวนการสร้างความเป็นธรรมที่จับต้องได้
นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การเสริมพลังธรรมาภิบาลผ่านกลไกผู้ตรวจการแผ่นดิน” โดยเน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่ในการเป็นที่พึ่งของประชาชนเพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมให้ข้อเสนอแนะเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ
นายทองสุข สีลิด ประธานที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล กล่าวย้ำว่า หัวใจของการพัฒนาคือการให้ชุมชนเป็นเจ้าของการดำเนินงาน โดยสภาองค์กรชุมชนมีบทบาทสำคัญในการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่และส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกลไกบริหารระดับจังหวัด (กบจ.) เพื่อให้เสียงของชาวบ้านถูกส่งต่อถึงระดับนโยบาย
นายทองใบ สิงสีทา ผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้นำเสนอความสำเร็จของการดำเนินงานที่ผ่านมา โดยระบุว่า พอช. มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในชุมชน ทั้งในด้านความมั่นคงทางที่อยู่อาศัยและการสร้าง “สังคมสุจริต” ซึ่งปัจจุบันมีการขับเคลื่อนงานครอบคลุมพื้นที่กว่า 44 จังหวัดทั่วประเทศ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นโซ่ข้อกลางในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน
ทั้งนี้ได้มีการ “รับฟังความเห็นสร้างความเป็นธรรมในสังคม (Place of Justice)” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมทั้งภาคภาครัฐและประชาสังคมร่วมสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนในประเด็นวิกฤต อาทิ การจัดการที่ดินทำกิน การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ และการดูแลกลุ่มเปราะบาง เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกนำไปสู่การเสนอแนวทางแก้ไขในระดับนโยบายต่อไป การลงนาม ฯ ครั้งนี้ ถือเป็นย่างก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ไปสู่การสร้าง “โครงข่ายความยุติธรรมเชิงรุก” ที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและธำรงไว้ซึ่งธรรมาภิบาล เพื่อสร้างสังคมไทยที่เกื้อกูลและเป็นธรรมอย่างยั่งยืน













