หากต้องเลือกระหว่างชีวิตกับทรัพย์สินทั้งหมดที่คุณมี ท่ามกลางมวลน้ำที่กำลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณจะตัดสินใจอย่างไร? นี่ไม่ใช่คำถามสมมติ แต่คือความจริงอันโหดร้ายที่ชาวหาดใหญ่หลายแสนคนต้องเผชิญในชั่วพริบตา เหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อวันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2568 ไม่ใช่แค่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ มันคือบทเรียนครั้งใหญ่ที่เผยให้เห็นถึงความเปราะบาง ข้อจำกัดของการเตรียมความพร้อม และพลังของการตอบสนองจากชุมชน บทความนี้จะกลั่นกรอง 5 บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากมหาอุทกภัยครั้งนั้น
- ภัยพิบัติที่รุนแรงที่สุดในรอบ 300 ปี เกิดขึ้นในเมืองที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว
มหาอุทกภัยครั้งนี้มีความรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ด้วยระดับน้ำที่สูงถึง 3 เมตร ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่านี่อาจเป็นปริมาณฝนที่ตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปีตามหลักสถิติอุทกวิทยา ซึ่งหมายถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นมีน้อยมาก
แต่เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ปัจจัยหนุนเสริม หาดใหญ่เป็นเมืองที่ทราบกันดีว่ามีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมขังเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็น “แอ่งกระทะ” รูปแบบสภาพอากาศที่รุนแรงสุดขั้ว และความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเมืองที่ไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อนที่เมืองซึ่งมีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว ต้องมาเผชิญกับภัยพิบัติในระดับที่เกินกว่าจะคาดการณ์ได้ ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายครั้งสำคัญของเมืองต่างๆ ในยุคที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไป
- มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า แต่กลับไม่ทันการณ์
ข้อมูลระบุชัดเจนว่ามีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ โดยกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน ตามมาด้วยการแจ้งเตือนผ่านระบบเซลล์บรอดคาสต์ติ้ง (cell broadcasting) จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่หาดใหญ่ระหว่างวันที่ 20-21 พฤศจิกายน
ทว่าในความเป็นจริง แม้จะมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าหลายวัน แต่ความเร็วของมวลน้ำกลับรุนแรงและฉับพลันเกินกว่าที่ประชาชนจะเตรียมตัวรับมือได้ทัน โศกนาฏกรรมของจังหวะเวลาที่ไม่สอดคล้องกันนี้ปรากฏชัดเจน เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 22 พฤศจิกายน ประชาชนจำนวนมากกลับพบว่าตนเองตกอยู่ท่ามกลางมวลน้ำมหาศาลเสียแล้ว เสียงสะท้อนจากผู้รอดชีวิตตอกย้ำถึงสถานการณ์ในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี
“ตอนน้ำมาคิดแค่ว่าต้องเอาชีวิตให้รอด เพราะน้ำมาเร็วมาก จึงเตรียมตัวตั้งรับไม่ทัน จำใจต้องทิ้งข้าวของเครื่องใช้ และวัสดุอุปกรณ์ทำมาหากิน ขึ้นไปบนหลังคาบ้านด้วยตัวเปล่า เพื่อเอาชีวิตรอดไว้ก่อน”
บทเรียนนี้เผยให้เห็นช่องว่างที่สำคัญอย่างยิ่งระหว่าง “การแจ้งเตือน” กับ “ความสามารถในการรับมือ” ของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย
- สัญชาตญาณแรกคือ “เอาชีวิตรอด” ทรัพย์สินกลายเป็นสิ่งท้ายสุด
เมื่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนน่ากลัว สภาพเมืองก็เข้าสู่ภาวะวิกฤต เส้นทางจราจรภายในอำเภอถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ไฟฟ้าใช้งานไม่ได้ น้ำประปาไม่ไหล ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้น ผู้คนต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาที สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดได้เข้ามาแทนที่ทุกสิ่ง สำหรับหลายครอบครัว ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือการสละบ้าน ทรัพย์สิน และเครื่องมือทำมาหากินทั้งหมด เพื่อหนีขึ้นไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะหาได้ เช่น การปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านโดยไม่มีอะไรติดตัวไปเลย
“น้ำมาเร็วมาก ท่วมมิดถึงหลังคาเลย ตอนนั้นไม่มีทางไป เพราะเป็นบ้านชั้นเดียว ก็เอาเชือกโยนขึ้นไป แล้วค่อย ๆ ไต่ตัวเองไปอยู่บนหลังคา โดยที่หัวใจก็เต้น ตุบ! ตุบ! กลัวว่าตัวเองจะไม่รอด”
ภาพสะท้อนนี้แสดงให้เห็นว่าภัยพิบัติได้ลดทอนทุกสิ่งลงเหลือเพียงความต้องการพื้นฐานที่สุด นั่นคือการมีชีวิตรอด ซึ่งเป็นทางเลือกที่ประชาชนกว่า 243,778 คนในหาดใหญ่ต้องเผชิญ ขณะที่ภาพรวมทั้งจังหวัดสงขลา มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถึง 145 ราย ตอกย้ำถึงเดิมพันที่สูงที่สุดในวิกฤตการณ์
- “ภัยพิบัติระลอกสอง” ซ้ำเติมชุมชนที่เปราะบางที่สุด
หลังจากมวลน้ำลดลง “ภัยพิบัติระลอกสอง” ก็เริ่มต้นขึ้น สภาพที่ปรากฏไม่ใช่แค่ความเสียหาย แต่คือภาพของชีวิตที่พังทลาย มีทั้งคราบดินโคลนที่แกะติดแน่นอยู่ตามผนังบ้าน ปัญหาขยะที่ถูกพัดพามาทับถม เครื่องมือประกอบอาชีพที่จมน้ำจนใช้การไม่ได้ และในบางพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่เล็กน้อย บีบให้ผู้คนต้องจำใจทิ้งบ้านของตนเองไป
ผลกระทบระลอกสองนี้โจมตีกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ “ชุมชนริมราง” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเมือง (บทเรียนที่ 1) ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย บ้านเรือนมักเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวที่มีโครงสร้างไม่มั่นคง ทำให้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก บางหลังถึงขั้นพังทลายทั้งหลัง มุมมองจากเจ้าหน้าที่ผู้เข้าให้ความช่วยเหลือสะท้อนความกังวลนี้ได้เป็นอย่างดี
“เนื่องจากพี่น้องชุมชนริมรางเป็นผู้ด้อยโอกาส เป็นชุมชนชายขอบ สิ่งแรกที่ผมคิดถึงเลยคือพี่น้องจะอยู่กันยังไง เพราะที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งปลูกสร้างไม่สมบูรณ์ พวกเขาสร้างตามอัตภาพของเขา พอน้ำท่วม ที่อยู่อาศัยของเขาจะมีปัญหาทันทีเลย อันนี้คือสิ่งแรกที่ผมคิดถึง” นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าว
- ปฏิบัติการฟื้นฟูคือการแข่งขันกับเวลา
ทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์นี้ รับรู้ได้ถึงปัญหาความเดือดร้อน และผลกระทบที่พี่น้องประชาชนได้รับ นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการฯ และ นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฯ รวมถึงเครือข่ายชุมชนริมทางรถไฟทั่วประเทศ ได้มีการประชุมตั้งแต่ วันที่ 25 พ.ย. เพื่อหารือแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมภาคใต้อย่างเร่งด่วน โดยมีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการ (War Room) ขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน เพื่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายในพื้นที่ พร้อมวางแผนปฏิบัติการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูชีวิตของผู้ประสบภัยให้กลับมาโดยเร็วที่สุด
สรุปสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดสงขลาล่าสุด พบว่าพื้นที่ได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง กระจายตัวอยู่ใน 127 ตำบล 1,023 หมู่บ้าน และอีก 220 ชุมชน โดยมีตัวเลขพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในระดับวิกฤต
พื้นที่ไข่แดงที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด อำเภอเมือง ได้รับผลกระทบ 16 ชุมชน รวม 1,760 ครัวเรือน อำเภอหาดใหญ่ ได้รับผลกระทบ 16 ชุมชน รวม 1,581 ครัวเรือน
การสำรวจข้อมูลในเชิงลึกพบว่า กลุ่มเป้าหมายในโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยของ พอช. ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ โครงการบ้านมั่นคง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีความเปราะบาง ชุมชนบ้านมั่นคงที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งสิ้น 32 ชุมชน จำนวนสมาชิกที่เดือดร้อน รวม 3,371 ครัวเรือน
จากการลงพื้นที่สำรวจ พบความจริงที่น่าตกใจว่า ชุมชนผู้มีรายได้น้อยในที่ดินการรถไฟ ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด เนื่องจากโครงสร้างบ้านส่วนใหญ่เป็นไม้ชั้นเดียวที่ไม่แข็งแรง ความเสียหายทางกายภาพ บ้านบางหลังพังทลายทั้งหลัง คราบดินโคลนหนาแน่น ขยะตกค้างมหาศาล เครื่องมือทำกิน อุปกรณ์ประกอบอาชีพเสียหายทั้งหมด ทำให้ขาดรายได้ทันทีหลังน้ำลด สถานะปัจจุบัน สำรวจเรียบร้อยแล้ว 6 ชุมชน (479 ครัวเรือน) และกำลังเร่งสำรวจอีก 22 ชุมชนที่เหลือ
แผนปฏิบัติการเร่งด่วนในช่วงเดือนธันวาคม 2568 – มกราคม 2569 ถูกกำหนดขึ้นอย่างชัดเจน 3 ขั้นตอน คือ: การสำรวจและวางแผน (1-14 ธ.ค. 68) สำรวจความเสียหายและความต้องการเพื่อวางแผนการช่วยเหลือ การเสนอโครงการและเบิกจ่าย (ธ.ค. 68 – ม.ค. 69) ดำเนินการด้านเอกสารเพื่ออนุมัติงบประมาณอย่างรวดเร็ว การดำเนินการซ่อมแซม (เริ่มสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ธ.ค. 68) เริ่มต้นการซ่อมแซมและสร้างบ้านเรือนที่เสียหาย
เหตุผลที่ทุกอย่างต้องดำเนินไปอย่างรวดเร็วถูกสรุปไว้อย่างชัดเจนว่า การฟื้นฟูนี้คือการแข่งขันกับเวลา เพราะชีวิตของผู้คนได้เปลี่ยนแปลงไปในชั่วข้ามคืน และไม่สามารถรอได้
“ปัญหา…สามารถประวิงเวลาได้ แต่ปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาฉับพลัน ซึ่งหมายถึงที่อยู่อาศัย และคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปทันที ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน จะช้าไม่ได้เด็ดขาด”
มหาอุทกภัยหาดใหญ่เป็นบทเรียนที่โหดร้าย ว่าความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ที่มีอยู่เดิม (บทเรียนที่ 1) สามารถทำให้การเตือนภัยล่วงหน้าไร้ผล (บทเรียนที่ 2) ผู้คนต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดเป็นสัญชาตญาณแรก (บทเรียนที่ 3) ชุมชนที่เปราะบางที่สุดเผชิญหน้ากับหายนะระลอกสอง (บทเรียนที่ 4) เรียกร้องการตอบสนองที่ต้องแข่งขันกับเวลา (บทเรียนที่ 5)
จากบทเรียนของหาดใหญ่ เมืองของเราพร้อมรับมือกับ ‘ปัญหาฉับพลัน’ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดรึยัง?




















