เชียงราย/ รัฐ-ขบวนชุมชนจังหวัดเชียงราย จับมือเร่งฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชาวตำบลแม่ยาว หลังประสบภัยพิบัติหนัก พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านที่ยังซ่อมไม่เสร็จ และผลักดันแนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืน เสนอรัฐหนุน “โฉนดชุมชน” แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยรุกล้ำลำน้ำ วางระบบแจ้งเตือนภัยในทุกหมู่บ้าน ชูโมเดลสร้างงานสร้างรายได้ผ่านธุรกิจเพื่อสังคม เตรียมตั้ง “ศูนย์ช่างชุมชน” พัฒนาอาชีพให้ยั่งยืน พร้อมคืนกำไรให้กองทุนตำบล เสนอใช้กลไก คทช. ครอบคลุมเรื่องสิทธิในที่ดิน ด้าน พอช.หนุนขยายผลเป็นโมเดลพัฒนาชุมชน สร้างระบบน้ำ พลังงาน และตลาดเชิงธุรกิจให้คนท้องถิ่นมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา คณะทำงานจากหลายหน่วยงานได้ร่วมลงพื้นที่ติดตามการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตประชาชน หลังชุมชนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา โดยมี พล.ร.ต.วิรัตน์ จันทร์แสงศรี ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายยุทธการและนโยบายและแผน ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน (ศอญ.) นำคณะลงพื้นที่ พร้อมผู้แทนขบวนจังหวัดเชียงราย และผู้แทนจากคณะทำงานด้านภัยพิบัติของตำบลแม่ยาว ร่วมรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากชุมชน ณ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรวบรวมข้อมูลด้านการจัดการน้ำ การซ่อมแซมบ้านเรือน การพัฒนาอาชีพ และการวางแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน โดยมีการรายงานความคืบหน้าโครงการบ้านซ่อมแซมไปแล้ว 238 ครัวเรือน สร้างเสร็จแล้ว 19 ครัวเรือน ซึ่งบางส่วนยังอยู่ในพื้นที่รุกล้ำลำน้ำ จำเป็นต้องหาแนวทางการโยกย้ายและจัดหาที่ดินรองรับอย่างเร่งด่วน
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญจากชุมชนคือ การผลักดันโฉนดชุมชนและการใช้กฎหมาย คทช. เพื่อรับรองสิทธิในที่ดินทั้งด้านอยู่อาศัยและทำกิน รวมถึงการวางแนวทางพัฒนาอาชีพอย่างเป็นระบบ โดยชุมชนมีแนวคิดจัดตั้ง “ศูนย์ช่างชุมชน” ซึ่งจะอบรมและพัฒนาทีมช่างในท้องถิ่น เช่น ช่างก่อสร้าง ช่างประปา เพื่อต่อยอดสู่การสร้างเครือข่ายช่างที่สามารถช่วยฟื้นฟูบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่
อีกหนึ่งข้อเสนอที่น่าสนใจคือ “โมเดลเศรษฐกิจเพื่อสังคม” ที่ชุมชนพยายามริเริ่ม เช่น ธุรกิจล้างรถเชิงสังคม โดยฝึกอบรมทีมงานท้องถิ่นให้มีทักษะด้านบริการ เช่น ล้างรถ เคลือบแก้ว และจัดการรายได้ที่เกิดขึ้นให้คืนกลับเข้าสู่ “กองทุนตำบล” เพื่อนำไปใช้ในด้านอื่น เช่น สนับสนุนเครื่องมือช่าง หรือทุนการศึกษาเด็กในชุมชน
ด้านการจัดการภัยพิบัติ ชุมชนเสนอให้พัฒนาระบบเตือนภัยที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานหลัก เช่น สสน. และกรมทรัพยากรน้ำ พร้อมวางระบบกระจายข้อมูลแบบเรียลไทม์ รวมถึงการสร้างทีมเผชิญเหตุประจำหมู่บ้าน การฝึกซ้อมแผน และการให้ความรู้ในการสังเกตลมฟ้าอากาศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนในการรับมือภัยพิบัติในอนาคต
นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องให้สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อซื้อวัสดุและเครื่องมืออย่างเหมาะสม เพราะในหลายกรณี ชุมชนได้รับการสนับสนุนเฉพาะวัสดุ แต่ไม่มีเครื่องมือในการก่อสร้างหรือซ่อมแซม ส่งผลให้กระบวนการพัฒนาล่าช้า และไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้เตรียมผลักดันให้เกิดเป็นโมเดลต้นแบบ โดยเน้นการเชื่อมโยงกับภาคีองค์กรต่าง ๆ ทั้งรัฐและเอกชน สร้างระบบตลาดที่ชุมชนมีบทบาทและสามารถแข่งขันได้ เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายให้คนในพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้าง “แม่ยาวโมเดล” ที่ไม่เพียงเป็นการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ แต่เป็นการออกแบบอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนของชุมชน












