วันที่ 6 สิงหาคม 2567 ผู้แทนจากหน่วยงานสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นายอำนวย จั่นเงิน ประธานสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย , นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) รวมถึงเจ้าหน้าที่ของสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานประสานขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หารือการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมระหว่างสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
(1) โดยทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้บอกเล่าความเป็นมาของการจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มุ่งเน้นสร้างชุมชนเข้มแข็ง และมีภารกิจสำคัญของสถาบัน ที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างเครือข่ายต่อการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง ได้แก่ การเชื่อมโยงเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนในทุกระดับ การเชื่อมโยงการทำงานท้องถิ่น โดยเชื่อมโยงการพัฒนาชุมชนร่วมกันในทุกระดับ ตั้งแต่ในระดับจังหวัด อำเภอ และในระดับพื้นที่ตำบล พร้อมทั้งมีระบบการทำงานหนุนเสริมการทำงานในพื้นที่ และพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน โดยมีกองทุนสวัสดิการชุมชน เป็นกองทุนหนุนเสริมการช่วยเหลือสมาชิกในพื้นที่ ตลอดจนการพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจ
ฐานราก (การท่องเที่ยวโดยชุมชน ภูมิปัญญา เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจ จำนวน 50 ศูนย์ ทั่วประเทศ) , การสร้างสังคมสุจริตในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลของขบวนองค์กรชุมชน รวมถึงการพัฒนาที่อยู่อาศัยและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี พัฒนาระบบสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ขบวนองค์กรชุมชนอย่างเท่าเทียม และสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น โดยส่งเสริม ผลักดัน ให้ขบวนองค์กรชุมชน ให้เป็นกลไกหลักในการดำเนินงานต่าง ๆ ในพื้นที่ทุกประเด็นงาน
(2) สภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ได้แนะนำองค์กรผ่านวิดีทัศน์ โดยสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จัดตั้งด้วย พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 โดยมีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงาน
ที่กำกับดูแล และสนับสนุนงบประมาณแก่สภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีพื้นที่การทำงานในทุกระดับ ตั้งแต่สภาวัฒนธรรมตำบล/เทศบาล/แขวง/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ , สภาวัฒนธรรมอำเภอ/เขต และสภาวัฒนธรรมในระดับจังหวัด ซึ่งมีสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ เกิดแนวทางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลให้แก่ผู้แทนหน่วยงานสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ได้รับทราบถึงการทำงานของสภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งเป็นประเด็นงานสำคัญของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน โดยสภาองค์กรชุมชนตำบล ถูกจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 และมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลครอบคลุมทุกพื้นที่แล้ว โดยจะมีผู้นำสภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นผู้ขับเคลื่อนงานในพื้นที่ และประกอบกับกลไกที่สำคัญ 2 กลไก ได้แก่ ที่ประชุมของสภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับจังหวัดและในระดับชาติ โดยจะทำหน้าที่
ในการแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา รวมถึงข้อเสนอต่าง ๆ ของประชาชนจาก
ในระดับจังหวัดสู่ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล รวมไปถึงภารกิจในการทบทวนสมาชิกของสภาองค์กรชุมชนตำบลที่ครบวาระ 4 ปี ตามกฎหมาย เพื่อเป็นการติดตามผลการดำเนินงาน และปรับปรุงข้อมูลสมาชิก ข้อมูลกลุ่มองค์กรชุมชน ให้เป็นปัจจุบัน ทั้งนี้ สถาบัน ได้มีกระบวนการพิจารณาในการทบทวนพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ศ. 2551 ซึ่งทางเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล มีความประสงค์ต้องการแก้ไข พรบ. ฯ ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และเหมาะสมต่อการนำไปใช้งาน ในประเด็นที่เสนอขอแก้ไข ได้แก่ การแก้ไขเป็นนิติบุคคล , ให้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นหน่วยรับงบประมาณได้โดยตรง และการจัดตั้งสำนักงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นของตนเอง
(3) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของทั้งสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และสภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งกลไกในการเชื่อมโยงงาน และการสร้างความร่วมมือจากในระดับพื้นที่ จะเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนงานร่วมกัน โดยจะใช้ข้อมูลรายชื่อผู้นำของสภาองค์กรชุมชนตำบลในแต่ละจังหวัด
ทั่วประเทศ (ผู้แทนระดับจังหวัด ๆ ละ 2 คน) และพื้นที่ศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจทั้ง 50 ศูนย์ เป็นฐานข้อมูลพื้นที่
ในการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนและสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยจะมีการประสานงานกับสภาองค์กรชุมชนตำบลต่อไปหลังจากนี้
และในช่วงท้ายของการประชุม ฯ ได้มีข้อเสนอร่วมกันระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนและสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานร่วมกันต่อไป ที่สำคัญ จำนวน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) การขับงานร่วมกับเครือข่าย สภาเด็กและเยาวชน โดยจะออกแบบแผนการทำงานร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง 2) การยกระดับความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชนตำบล และสภาวัฒนธรรมในระดับจังหวัด เพื่อเป็นกลไกร่วมในการขับเคลื่อนงานในระดับจังหวัด และ 3) พัฒนาและสร้างผู้นำคนรุ่นใหม่ โดยมุ่งให้เด็กและเยาวชน เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม และภูมิปัญญาในพื้นที่









