นายเสริมศักดิ์ รมว.วัฒนธรรม (กลาง) เป็นประธานงานสถาปนาพื้นที่คุ้มครองชาวเล
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 ที่ชุมชนชาวเลมอแกลน บ้านทับปลา-ลำปี อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายธนภณ เมืองเฉลิม ผู้อำนวยการสำนักงานภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ รวม 12 หน่วยงาน ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลมอแกลนบ้านทับปลา-ลำปี
กลุ่มชาวเลถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเปราะบาง มีหลายกลุ่ม เช่น ชาวมอแกลน ชาวอุรักราโว้ย ฯลฯ มีวิถีชีวิตดั้งเดิมคือการร่อนเร่หาปลา จับสัตว์น้ำในท้องทะเลอันดามัน แต่ภายหลังกลุ่มชาวเลต่างๆ ถูกแย่งชิงทรัพยากร เช่น หาดทรายที่เคยใช้เป็นที่จอดเรือบังลม หรือสร้างกระต๊อบในช่วงฤดูมรสุม กลายเป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิ์ เป็นโรงแรม ชาวเลถูกฟ้องขับไล่ ถูกจับกุม ฯลฯ
ดังนั้นหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานด้านสิทธิชุมชนจึงร่วมกันผลักดันให้รัฐบาลในอดีตให้ความคุ้มครองวิถีชีวิตชาวเล จนคณะรัฐมนตรี รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ เพื่อให้ความคุ้มครองวิถีชีวิตชาวเล เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนคณะรัฐบาลหลายครั้ง มติดังกล่าวจึงไม่ถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง
งาน ‘สถาปนาพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลบ้านทับปลา–ลำปี’ มีเนื้อหาสำคัญ คือการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นพยานในการลงนาม ผู้ร่วมลงนามประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา,วัฒนธรรมจังหวัดพังงา,พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพังงา, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพังงา,สาธารณสุขจังหวัดพังงา, ศึกษาธิการจังหวัดพังงา, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ,สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), มูลนิธิชุมชนไท,ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move), เครือข่ายชาวเลอันดามัน, และผู้แทนชุมชนทับปลา-ลำปี
ผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ร่วมลงนาม
โดยมีข้อตกลงร่วมกัน ดังต่อไปนี้ 1.ประสานความร่วมมือในการขับเคลื่อนและยกระดับเขตพื้นที่ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์ชาวเล และดำเนินการตามแผนและขั้นตอนในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 2 มิถุนายน 2553 ให้เกิดการปฏิบัติได้
2.จัดทำแผนส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิต ให้มีความมั่นคงในที่ดิน การเข้าถึงสิทธิและสถานะบุคคล สามารถยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาที่อยู่อาศัย ระบบสาธารณูปโภค พัฒนาการหลักสูตรการศึกษาตามวิถีชุมชน การเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ และการฟื้นฟูประเพณี-วัฒนธรรม ตามมติคณะรัฐมนตรีให้เป็นรูปธรรมด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ภายใต้มติคณะรัฐมนตรี กรอบกฎหมาย นโยบาย และแนวทางปฏิบัติของราชการ
หลังจากการลงนาม ผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมกันประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลมอแกลน บ้านทับปลา-ลำปี และถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มที่ 21 ที่ได้มีการสถาปนาเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง)
ด้านชาวเลมอแกลนได้อ่านคำประกาศร่วมกันมีใจความว่า “พวกเราชุมชนชาวเลมอแกลนบ้านทับปลา-ลำปี จำนวน 213 หลังคาเรือน 868 คน มีความพร้อมและยึดมั่นในหลักการของเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์และเชื่อมั่นในวิถีวัฒนธรรมมอแกลน ตามหลัก “สิทธิทางวัฒนธรรม” ยืนยัน “ความเป็นชุมชนดั้งเดิม” ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินบรรพบุรุษชาวมอแกลนบ้านทับปลา – ลำปีมาอย่างต่อเนื่อง ตามหลัก “สิทธิชุมชนท้องถิ่น” และยึดหลักการบริหารจัดการพื้นที่แบบมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์ใช้และรักษาทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อยืนยันกับบรรพบุรุษและผู้มีเกียรติทุกท่าน ณ ที่นี่ว่า
พื้นที่แห่งนี้ เป็นดินแดนแห่งจิตวิญญาณของชุมชนชาวมอแกลนบ้านทับปลา – ลำปีที่บรรพบุรุษของเราได้ร่วมกันปกป้องดูแลรักษามาเป็นเวลานาน เราขอยืนยันว่าจะสืบทอดมรดกวัฒนธรรม ‘ความเป็นมอแกลน’ และรักษาแผ่นดินมาตุภูมิแห่งนี้ไว้เป็นสมบัติของลูกหลานชาวมอแกลนบ้านทับปลา – ลำปี
จึงขอประกาศว่า พวกเราขอประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ลำดับที่ 21 ชาติพันธุ์ชาวเลมอแกลนบ้านทับปลา – ลำปี เราคือผู้บุกเบิก ดูแล รักษา ทรัพยากร และมีส่วนร่วมพัฒนา สร้างสังคมสงบสุขอย่างยั่งยืน ในพื้นที่อันดามัน สืบไป”
เรื่องและภาพ : สำนักงานภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)













