สระแก้ว/ระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคม 2566 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพพร้อมเสริมประสบการณ์ “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” ให้กับผู้ปฏิบัติงานใหม่ พอช. กว่า 30 คน ณ ตำบลคลองหินปูน อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว
ตำบลคลองหินปูน อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว มีทั้งหมด 16 หมู่บ้าน สภาพพื้นที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มมีลำคลองไหลผ่าน พื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวน ชาวบ้านส่วนใหญ่อพยพมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง มีฐานะยากจน ไม่มีที่ดินทำกิน ไร้กรรมสิทธิ์ ส่วนใหญ่ต้องเช่าที่ดินจากเอกชนเพื่อมาประกอบอาชีพ ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง ประชาชนมีหนี้สินจำนวนมาก เมื่อก่อนเป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านบ่อลูกรัง ปี 2547 มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานเรื่องกองทุนหมู่บ้าน ที่จังหวัดลำปาง ทำให้รู้ว่าการที่จะจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านขึ้นมานั้น สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องมีคือข้อมูลในชุมชน เมื่อกลับมาได้ร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้านลงพื้นที่สำรวจข้อมูลในหมู่บ้าน โดยแบ่งข้อมูลออกเป็น 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1. ข้อมูลด้านครัวเรือน 2.ข้อมูลด้านภูมิปัญญาในท้องถิ่น 3.ข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน และ 4.ข้อมูลด้านวิถีชีวิต และได้จัดตั้งสถาบันการเงินของชุมชนขึ้นมา โดยรวบรวมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กองทุนปุ๋ย กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มอาชีพต่างๆ ที่มีอยู่ในตำบลเข้ามารวมกัน มีเงินกองทุนรวมประมาณ 4 ล้านบาทเศษ ใช้ชื่อว่า ‘สถาบันการเงินชุมชนบ้านบ่อลูกรัง’ ปัจจุบันมีเงินกองทุนอยู่กว่า 30 ล้านบาท ซึ่งแต่ละหมู่บ้านต่างมีกองทุนของตนเอง กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนฌาปนกิจ กองทุนหมู่บ้าน เงินประชารัฐ ดอกเบี้ยของกองทุนนำมาเป็นเงินสิทธิประโยชน์ ใช้ซ่อมแซมถนน ระบบประปา เมื่อมีปัญหาที่ต้องดำเนินการแก้ไขเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนสามารถดำเนินการได้ทันที ขอแค่มีมติที่ประชุม หากรอหน่วยงานอาจต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างระบบเอกสารทำให้ล่าช้า ไม่ทันแก้ไขความเดือดร้อนให้สมาชิกในชุมชน สถาบันการเงินมีความพร้อมจะอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารต่าง ๆ ให้กับสมาชิก
ในตำบลมีการทำข้อมูล GIS ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ การทำงานโดยใช้ฐานข้อมูล จากการจัดเก็บข้อมูลในครั้งนั้นทำให้พบปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน จึงได้มีการหารือเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน และมีความเห็นร่วมกันว่าจะหาที่ดินมาให้ชาวบ้านเช่าเพื่อทำกิน ปี 53-54 ขยายการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งตำบลร่วมกับท้องถิ่น มีการทำหนังสือขอใช้ที่ดินกับสปก./เจรจากับหัวหน้าปฎิรูปที่ดิน เริ่มจัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินตำบล จัดตั้งกองทุนที่ดิน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2553 เพื่อเป็นทุนภายในในการจัดการแก้ไขปัญหาที่ดินของตนเอง และจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรตำบล เพื่อเช่าที่ดินกับเจ้าของที่ดิน รวมถึงดำเนินแผนการรางวัดแปลงที่ดินทุกหมู่บ้าน ลงระบบ GIS เป็นผังตำบลที่นำข้อมูลของทุกหมู่บ้านมาวิเคราะห์ร่วมกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำหมู่บ้าน และนำเข้าเวทีประชาคมทุกหมู่ การจัดตั้งกองทุนที่ดินและที่อยู่อาศัยตำบลคลองหินปูนนั้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนในตำบลคลองหินปูน
จากการเริ่มต้นที่คลองหินปูนตำบลคลองหินปูน ได้ขยายผลไปสู่ตำบลตาหลังใน ซึ่งมีกลุ่มผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน 21 หมู่บ้าน ในพื้นที่ตำบลตาหลังใน เกิดรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มออมทรัพย์บ้านมั่นคงชนบทตำบลตาหลังใน มีแผนการจัดการที่ดินทำกิน-ที่อยู่อาศัย โดยพัฒนาโครงการบ้านมั่นคงชนบทแล้วจำนวน 188 ครัวเรือน รูปแบบการพัฒนาปรับปรุงในที่ดินเดิม รวมถึงขยายผลเพิ่มเติม ในพื้นที่เดิมจำนวน 50 ครัวเรือน ทั้งนี้เนื่องจากชุมชนยังมีความเดือดร้อนได้พัฒนาโครงการเพิ่มเติมโดยมีแนวทางก่อสร้างในที่ดินใหม่ โดยใช้พื้นที่ป่าสวนกิตติ (185 ไร่) ในการพัฒนา จำนวน 98 ครัวเรือน ส่วนการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือสังคมระดับตำบล รวมถึงการยกระดับเป็นสถาบันการเงินชุมชนตำบลตาหลังใน เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาทางสังคม ปัญหาหนี้สิน ปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยให้กับคนในตำบล และบูรณาการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับภาคี หน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มองค์กรการเงินชุมชนของคนตาหลังใน ด้วยการรวมกลุ่มพึ่งพาตนเอง ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมแห่งทุนนิยม สร้างวิถีชีวิตแบบพอเพียง ชนบทแห่งความเอื้ออาทร การสร้างคุณค่าบนพื้นดินที่ได้มาและยั่ง สร้างปัจจัยสี่ของประชาชนให้มีสวัสดิการถ้วนหน้า
ชุมชนตำบลคลองหินปูนได้ใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรยุคดิจิทัลด้วยการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ในการทำการเกษตร ได้ทำโครงการต่อสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ในช่วงต้นปี 2562 โดยการประสานสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 499,412 บาท ชุมชนสมทบจำนวน 320,412 บาท นำไปจัดซื้อโดรนเพื่อการเกษตรจำนวน 2 ลำ สามารถฉีดแปลงเกษตร เช่น ข้าวได้พื้นที่วันละประมาณ 150-200 ไร่ ลดแรงงานจาก 10-20 คนต่อวัน เหลือ 1-2 คน ลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 20 ฯลฯ โดยจะคิดค่าบริการแก่สมาชิกไร่ละ 80 บาทเพื่อนำมาเป็นค่าบำรุงและค่าใช้จ่าย
“หากใช้แรงงานคนในไร่อ้อยฉีดพ่นสารในพื้นที่ 150 ไร่ จะต้องใช้คนงานประมาณ 15 คน ค่าแรงงานวันละ 300 บาท จะต้องเสียค่าใช้ประมาณวันละ 4,500 บาท แต่ถ้าใช้โดรนจะเสียค่าใช้จ่ายไร่ละ 80 บาท หรือประมาณ 1,200 บาทเท่านั้น ทำให้ประหยัดเวลาและต้นทุนได้มาก”















