
พิธียกเสาเอกสร้างโรงงานใหม่เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา
ร้อยเอ็ด / กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านเหม้า เตรียมเปิดโรงงานผลิตน้ำดื่มเพื่อสุขภาพครบวงจร เช่น น้ำใบข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ น้ำสมุนไพรในท้องถิ่น ฯลฯ โดยมีพิธียกเสาเอกเพื่อสร้างโรงงานเมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งเป้าจะเปิดทำการผลิตภายใน 3 เดือนข้างหน้า
นางกอบแก้ว ระวิเรือง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านเหม้า ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด บอกว่า กลุ่มก่อตั้งขึ้นมาตั้งปี 2555 โดยมีสมาชิกเป็นชาวนาและแม่บ้านที่ปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาฯ หรือ ‘ข้าวหอมมะลิ 105’ ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ โดยปลูกข้าวแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี จึงคิดนำผลผลิตจากข้าวหอมมะลิมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่า สร้างรายได้เพิ่มให้แก่สมาชิก
“แรงบันดาลใจที่นำใบข้าวหอมมะลิ 105 ที่ปลูกแบบอินทรีย์มาผลิตเป็นเครื่องดื่มใบข้าวหอมมะลิมาจากวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะเห็นคนปู่ ย่า ตา ยาย ในอำเภอสุวรรณภูมิที่มักต้มใบข้าวดื่มในตอนเช้า ทำให้มีสุขภาพแข็งแรง” ประธานกลุ่มบอก
ผลิตภัณฑ์สินค้าของกลุ่มมีหลากหลาย ใช้ชื่อ ‘ไทยสุวรรณ’ เช่น เครื่องดื่มใบข้าวหอมมะลิ 105, เครื่องดื่มใบข้าวหอมมะลิ 105 ผสมดอกพะยอมอบแห้ง, เครื่องดื่มใบข้าวหอมมะลิ 105 ผสมดอกดาวเรืองอบแห้ง, เครื่องดื่มใบข้าวหอมมะลิ 105 ผสมมะนาวอบแห้ง และเครื่องดื่มจมูกข้าวข้าวหอมมะลิ นอกจากนี้ยังมีครีมผงข้าวหอมมะลิธรรมชาติ ใช้เป็นครีมชงกับเครื่องดื่มแทนครีมเทียมที่คนรักสุขภาพต้องการหลีกเลี่ยง ปัจจุบันผลิตผงกระชายขาว มีสรรพคุณป้องกันเชื้อโควิด ฯลฯ

ผลิตภัณฑ์ในช่วงโควิด ‘กระชายขาว’
ส่วนการนำใบข้าวหอมมะลิมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น ประธานกลุ่มบอกว่า จะเก็บใบข้าวหอมมะลิตั้งแต่เช้ามืด ประมาณตี 4 ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น เพื่อไม่ให้ใบข้าวหอมมะลิโดนแสงแดด และเป็นช่วงที่ใบข้าวยังไม่ได้คายน้ำ จะทำให้ใบข้าวคงคุณค่าของสารอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อรักษาคลอโรฟิลล์ในใบข้าว พร้อมทั้งช่วยรักษาสีและกลิ่นของใบข้าวหอมมะลิได้ดีที่สุด จากนั้นจึงนำมาคั่วให้หอมก่อนบรรจุ ใบข้าวหอมมะลิมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แก้การอ่อนเพลีย และช่วยระบบภูมิต้านทานต่างๆ
“การเลือกใบข้าวมาผลิต เราจะใช้ใบข้าวอายุ 10-15 วัน โดยในการเพาะปลูกครั้งหนึ่งจะเก็บใบข้าวได้ 3 ครั้ง จากนั้นจึงนำมาผ่านกระบวนการกรรมวิธีตามวิทยาศาสตร์ทั้งหมด และใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยในการผลิต พอเสร็จจะรีบบรรจุภายใน 1 วัน เพื่อให้ได้สีและกลิ่นเป็นธรรมชาติ ส่วนราคาจำหน่าย กล่องละ 450 บาท มี 30 ซอง วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง” ประธานกลุ่มบอกรายละเอียด
ส่วนกำลังการผลิต ประธานวิสาหกิจฯ บอกว่า สามารถผลิตได้ประมาณ 1 แสนกล่องต่อเดือน โดยใช้วัตถุดิบที่เป็นใบข้าว วันละ 100 กิโลกรัม เพราะกลุ่มมีเครือข่ายการเพาะปลูก คือ จะทำแปลงมาเฉพาะ และมีโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐาน ซึ่งได้รับการรับรองจาก อย.

นอกจากจะมีชาใบข้าวหอมมะลิแบบเป็นชาชงร้อน และเครื่องดื่มใบข้าวหอมมะลิ UHT แล้ว ทางกลุ่มยังนำใบข้าวมาแปรรูปเพื่อใช้ผสมในเครื่องดื่มต่างๆ เหมือนชาเขียว โดยในรูปแบบของสารสกัด เมื่อนำไปละลายน้ำแล้วสามารถดื่มได้เลย หรือนำไปผสมกับขนมหรือเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ถือเป็นวิสาหกิจชุมชนอีกแห่งที่นำภูมิปัญญาพื้นบ้านมาบวกกับงานวิจัย ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีมูลค่าเพิ่ม
ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิก 50 ราย มีพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1,200 ไร่ ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ อ.สุวรรณภูมิ ข้าวที่ปลูกนี้ได้รับเครื่องหมาย GI สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพราะปลูกอยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เพาะพิเศษในแปลงควบคุม และใช้ระบบดูแลแบบอินทรีย์ทั้งหมด รวมทั้งได้รับการรับรองเครื่องหมาย GAP (การผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือ Good Agriculture Practices / GAP คือแนวทางในการทำการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐานที่กำหนด ได้ขบวนการผลิตจะต้องปลอดภัยต่อเกษตรและผู้บริโภค ฯลฯ)
ผลงานของกลุ่ม เช่น ในปี 2559 ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดผลิตภัณฑ์จากข้าวหอมมะลิ (นวัตกรรมใหม่) ในงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 17 ที่ จ.ร้อยเอ็ด ล่าสุดปี 2562 ส่งผลผลิตเข้าประกวดผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากข้าวด้วยนวัตกรรม ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นและกระทรวงเกษตรฯ ในงานวันเกษตรภาคอีสาน
ส่วนการขยายโรงงานใหม่นี้ เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะสามารถผลิตเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพได้ครบวงจร โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งเป้าจะเปิดทำการผลิตภายใน 3 เดือนข้างหน้า หรือประมาณเดือนตุลาคมนี้

มานะ เหนือโท นักสื่อสารชุมชน ศูนย์ข่าวทุ่งกุลา






