
ในการประชุมงานสมัชชาระดับชาติ “12 ปีสภาองค์กรชุมชนร่วมออกแบบประเทศไทยเพื่อความเข้มแข็งชุมชนท้องถิ่น” เป็นการสรุปผลการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนที่ได้ขับเคลื่อนงานในประเด็นต่างๆ และในการประชุมครั้งก็ได้มีการประชุมใหญ่ โดยมีการเชิญภาคีการทำงานมากมายเข้าร่วมและมีการแบ่งห้องย่อยต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ ห้อง“กระจายอำนาจท้องถิ่นสู่การจัดการตนเอง” โดยมีอาจารย์ศักดิ์ณรงค์ มงคล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทำหน้าที่ในการนำวงคุยในครั้งนี้
ดร.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ มุ่งเน้นการกระจายอำนาจ ในรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งแตกต่างจากปี 2540 ซึ่งเป็นเพียงแค่การกระจายงาน เงิน ต้องเปลี่ยนแนวคิดเป็นการพึ่งตนเอง จากการมีส่วนร่วม โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิมาแลกเปลี่ยน เพื่อให้มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน
นายชาติวัฒน์ ร่วมสุข เมืองธรรมะเกษตรวิถีอำนาจเจริญ กล่าวว่า ความรู้ความเข้าใจของชุมชนในรูปแบบของการจัดการตนเอง รวมถึงความรู้พื้นฐานในรูปแบบการปกครองของประเทศ ซึ่งต้องปรับแนวทางพี่น้องที่อยู่ในระดับชุมชน วิธีการคือ การปรับวิธีคิดทางกฎหมายในการลงไปสร้างสำนึกใหม่ในด้านการจัดการตนเองให้ได้ จึงเป็นที่มาของการทำ ‘ธรรมนูญคนอำนาจเจริญ’ เป็นครั้งแรก
โดยมีการประกาศใช้ครั้งแรกที่หน้าศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ มีพี่น้องจำนวนมากมาร่วมประกาศ ทั้งนี้อำนาจทางกฎหมายและอำนาจทางปกครองมีความแข็งตัวมาก ภายหลังมีการประกาศ แสดงให้เห็นถึงพลังของประชาชนที่มีต่อระบบการปกครอง
“ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจึงมีแนวคิดในการให้ชุมชนเรียนรู้ อำนาจที่แท้จริงในระดับจังหวัด ซึ่งเป็นอำนาจส่วนภูมิภาคเป็นส่วนใหญ่ ต้องเรียนรู้อำนาจ 4 อย่าง 1. อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นอำนาจในการดูแลราชการส่วนภูมิภาคทั้งหมด 2. อำนาจของข้าราชการ ซึ่งคุ้นเคยกับการปกครองประชาชนเป็นหลัก 3. วิธีการทางงบประมาณของระบบราชการ และ 4. เรื่องของยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ต่างๆ นำมาสู่การออกแบบขับเคลื่อนใน 3 ยุทธศาสตร์เพื่อทลายกำแพงเหล่านี้”
1.การจัดการตนเองในระดับพื้นที่ร่วมกับภาคีต่างๆ ซึ่งในระยะที่ผ่านมายังเป็นเพียงโครงการยังไม่สามารถยกความคิดไปสู่การจัดการตนเองของพี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ นำไปสู่การออกแบบในระบบใหม่ได้ อาทิ แผนตำบล นโยบายสาธารณะระดับพื้นที่
2.การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐ ซึ่งด้วยข้อเท็จจริงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทางตรงได้ เป็นลักษณะให้พี่น้องในชุมชนได้เรียนรู้ร่วมกัน โดยให้ชุมชนลุกขึ้นมาจัดความสัมพันธ์ใหม่ โดยมีรูปแบบการใช้สภากลาง ที่มาจากภาคประชาสังคม ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ เป็นการฝึกให้ชุมชนฝึกการแก้ปัญหา ผ่านการมีส่วนร่วมในระบบปกติเพื่อยกระดับวิธีคิดเพื่อเข้าไปเป็นเจ้าของในการบริหารจัดการร่วมกัน นำไปสู่การจัดทำกฎหมายในระยะต่อไป
3.การขับเคลื่อนภาคประชาชน โดยบูรณาการแผนร่วมทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ นำสู่อำนาจขาที่ 4 ทั้งนี้ ไม่ควรนำวิธีการบางอย่าง เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งโดยข้อเท็จจริงอาจจะยังไม่ใช่เป้าหมายในการแก้ปัญหาทั้งหมด ดังกรณีตัวอย่างการกระจายอำนาจในรูปแบบของกรุงเทพมหานคร หรือเมืองพัทยา ซึ่งยังมีปัญหาอยู่พอสมควร
“หลังจากมีการประกาศใช้แผน จึงมีการประกาศทำผังชีวิตของคนอำนาจเจริญ คือ การกำหนดว่าร่างของตนเอง เช่น การใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่การเสนอกฎหมายในการคุ้มครองตนเอง ซึ่งกระบวนการนี้ยังไปไม่ถึง เพราะเกิดการรัฐประหารในปี 2557 เสียก่อน” นายชาติวัฒน์กล่าว

นายไมตรี จงไกรจักร พังงาแห่งความสุข กล่าวว่า ชุมชนมีการวางวิสัยทัศน์ร่วมกัน โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ ในการขับเคลื่อน ซึ่งไม่ต่างกับจังหวัดอื่นที่มีการทำงานเป็นระบบแท่ง แต่โชคดีที่จังหวัดพังงามีการรวมตัวกันได้ในปี 2553 โดยมีเป้าหมายการขับเคลื่อนร่วมกันในระยะเวลา 10 ปี โดยมีเป้าหมายในการรวมความคิดเพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกันในภาคีพัฒนาต่างๆ
รวมถึงการวิเคราะห์การขับเคลื่อนการพัฒนาของจังหวัด และวิเคราะห์ต้นทุนที่มี ผลการศึกษาและการวิจัยเกี่ยวกับดัชนีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งความสุขของประชาชนในระดับจังหวัดจะหายไป โดยมีกระบวนการพัฒนาในมิติต่างๆ ได้แก่ มิติสังคม มิติคุณภาพชีวิต มิติสิ่งแวดล้อม มิติทางเศรษฐกิจ โดยนำผลการวิเคราะห์ของภาคประชาชนคุยร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการ
“การกำหนดวาระของจังหวัดที่ผ่านมา เป็นการกำหนดจากบุคคลภายนอก เช่น หัวหน้าส่วนราชการที่มาจากต่างจังหวัด และเปลี่ยนแปลงเป้าหมายการดำเนินงานตลอดเวลา จึงทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่วนเป้าหมายร่วมของคนพังงา คือการใช้เป้าหมาย 5 อย่างหลัก ได้แก่ กรีนพังงาเป็นตัวตั้ง ฐาน Go Green และ 4 DNA 5 ภาคส่วน” นายไมตรีกล่าว
โดยมีกระบวนการในการเชิญชวนผู้นำท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นบางส่วนมาเป็นแนวร่วม เพื่อขยายผลในการกำหนดเป็น 10 ยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับจังหวัด แต่ข้อเท็จจริงที่ค้นพบก็คืองานที่เป็นเพียงข้อเสนอเชิงนโยบายไม่สามารถนำไปขยายผลได้ จึงแก้ปัญหาด้วยการใช้เครื่องมือผังพัฒนาจังหวัด
มีการใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือ โดยศึกษาจากพัฒนาการการปรับตัวของคนพังงา โดยกำหนดวาระคนพังงาในอีก 20 ปีข้างหน้า ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ?
ในระยะที่ 1 เป็นการศึกษาและระดมความเห็นจากภาคประชาชน ระยะที่ 2 ผังพัฒนาพื้นที่นำร่อง Pilot area เพื่อออกแบบการพัฒนาในมิติต่างๆ เช่น พื้นที่นา การบริหารชายฝั่ง ทัศนียภาพนำร่อง ระยะที่ 3 ผังพัฒนาภาคประชาชนจังหวัดพังงา โดยให้เห็นถึงการเชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่นๆ
ทั้งนี้ไม่สามารถกำหนดเฉพาะจังหวัดพังงา จึงมีการเชิญจังหวัดรอบข้างมาร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมกัน อาทิ การประชุมร่วมหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย จังหวัดรอบๆ จังหวัดพังงาในการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น โดยใช้การกำหนดโซนนิ่ง แต่ละอำเภอมีการกำหนดวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกัน
“ที่ผ่านมากระบวนการจะสิ้นสุดแค่การเสนอเชิงนโยบาย และรับงบประมาณจากแผนงานแล้วทำกิจกรรมตามแผนงานแล้วจบกันไป ซึ่งจะไม่สามารถตอบโจทย์ภาคประชาชนได้ เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดพังงาจึงมีลักษณะของการดำเนินการเอง โดยเชื่อมโยงหลายภาคส่วน เช่น สายท้องที่ท้องถิ่นในระดับพื้นที่ เชื่อมโยงกับองค์การบริหารจังหวัดเชิงนโยบาย และมีเป้าหมายในอีก 10 ปีข้างหน้าในการเลือกผู้บริหารระดับจังหวัด โดยอาศัยฐานคน ฐานข้อมูล ผังเครื่องมือผังพัฒนาภายใต้แผน ปี 2574” นายไมตรีกล่าว
โดยใช้ 3 ขา คือ 1.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการใช้แผนพัฒนา 2. อบจ. โดยกำหนดรูปแบบการดำเนินงานของ อบจ.และแผนพัฒนา 3.กำหนดแผนพัฒนาพังงาแห่งความสุข และเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด สุดท้ายคือการผลักดันรัฐธรรมนูญให้เกิดการปกครองตนเองอย่างแท้จริง รวมถึงการผลักดันกฎหมายกลางและมีกฎหมายในระดับจังหวัดเพื่อการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม
นายสุรพัศ์โยธิน บูรณานนท์ นายกสมาคมสื่อสร้างสรรค์ เพื่อเด็กเยาวชนฯ กล่าวว่า ต้องผลักดันให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมและธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นหน่วยของการจัดการตนเอง
ซึ่งหัวใจของ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน คือ เจตนารมณ์หลักในการสร้างประชาธิปไตยในระดับชุมชน ก่อนหน้านี้จังหวัดชลบุรีมีการขับเคลื่อนผ่านรูปแบบของคณะประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัด โดยมีเป้าหมายร่วมกันเช่นเดียวกับจังหวัดพังงา มีการขับเคลื่อนสภาพลเมือง กรณีศึกษาจังหวัดชลบุรีมีเรื่องของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จึงทำให้มีการขยายอายุราชการของ ผู้ว่าราชการจังหวัด
กลไกของสภาระดับจังหวัดมีการประชุมเพื่อยื่นข้อเสนอระดับจังหวัด ซึ่งมีการดำเนินการทุกปี สิ่งที่ยังขาดคือการติดตามผลของการยื่นข้อเสนอว่าเป็นอย่างไร
ในปี 2562 จึงมีการวิเคราะห์ร่วมกันว่า ไม่สามารถดำเนินการแบบเดิมได้แล้วมีประสิทธิภาพ โดยเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการเสริมสร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนจังหวัดชลบุรีขึ้น ซึ่งมีอำนาจในส่วนภูมิภาค มอบอำนาจให้กับหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทนในเรื่องใด โดยมีการตั้งคณะทำงาน โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการร่วมภาคประชาชน โดยอำนาจที่ผู้ว่าราชการให้ไว้มี
ประการสำคัญ คือ กำหนดยุทธศาสตร์ร่วมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในระดับจังหวัด โดยกำหนดเป้ายุทธศาสตร์ ได้แก่ พัฒนาคน ความมั่นคงของอาหาร ทรัพยากร สวัสดิการคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและทุน ที่อยู่อาศัย กระจายอำนาจและการจัดการตนเอง ส่งเสริมคุณธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีหน่วยรับผิดชอบหลักในการดำเนินการเรื่องต่างๆ
“มีการกำหนดกลยุทธ์สำคัญ คือ เขตสุขภาพภาคประชาชน ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา อนุกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชนนำร่อง 1 คณะ โดยบูรณาการภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคีพัฒนาและหน่วยงานราชการ โดยผนวกกำลังกลไกการขับเคลื่อน ทั้งสภาองค์กรชุมชนและอนุกรรมการดังกล่าวในการขับเคลื่อนร่วมกัน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เห็นรูปธรรมเท่าที่ควร เพราะเพิ่งมีการขับเคลื่อน เช่น พลเมืองตื่นรู้สู้ภัย covid ซึ่งจะพบว่าสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกขับเคลื่อนการแก้ปัญหาระบบราชการเป็นอย่างดี” นายสุรพัศ์โยธิน
ส่วนประเด็นธรรมาภิบาล มีการผลักดันให้สภาองค์กรชุมชนเป็นฐานหลักในประเทศในการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ซึ่งปรากฏอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2564 เป็นต้นไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้าสามารถใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่กลางอย่างแท้จริง จะสามารถที่จะขับเคลื่อนได้อย่างหลากหลาย
ข้อคิดเห็นเพิ่มจากผู้แทนสภาองค์กรชุมชนจังหวัดภูเก็ต : การโยกย้ายเลื่อนขั้น ของระบบราชการ ให้ประกอบกับความคิดเห็นของคนในชุมชนเป็นส่วนประกอบ
ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนจังหวัดพิจิตร : เสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อให้เกิดการทะลุทะลวงเชิงการเสนอให้การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่เป็นปัญหา
ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ : จังหวัดเชียงใหม่ขับเคลื่อนเครือข่ายได้ทุกอำเภอ แต่เกิดความยุ่งยากเกี่ยวกับระบบราชการ จนในปีที่ผ่านมา มีการใช้แนวทางเกี่ยวกับปัญหาความต้องการของประชาชน เช่น ค้นหาปัญหาร่วมที่จะขับเคลื่อนร่วมกันทั้งจังหวัด ส่งทุกภาคส่วนในระดับจังหวัด ทั้งราชการ ธุรกิจภาค ประชาชน ได้รับผลกระทบร่วมกันหมด เป็นไปในลักษณะของพลังแบบอ่อนนุ่ม Soft Power น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในบันไดการขับเคลื่อน เพื่อลดการแข็งตัวในรูปแบบการจัดการตนเอง
ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร : เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด คงไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดในจังหวัดจัดการตนเอง และจะนำไปสู่ความล้มเหลวของการกระจายอำนาจ จึงมีข้อเสนอคือ ให้ชุมชนหมู่บ้าน ชุมชนเป็นกลไกหลักในการจัดทำแผนของตนเอง โดยแผนแม่บทชุมชน 4 ภาคก่อนหน้านี้ต้องทำให้ชัดเจน อาทิ ธรรมนูญสุขภาพ ธรรมนูญชุมชน ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ใช้คนเป็นศูนย์กลาง ขยายผลสู่อำนาจเจริญหรือพังงา แต่ถ้าเสนอเป็นเพียงเป้าหมายของผู้ว่าราชการจังหวัด จะนำไปสู่ความล้มเหลวเพราะถูกครอบงำจากระบบราชการ
ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนจังหวัดนครปฐม : การยกระดับตัวตนของภาคประชาชนเป็นเรื่องจำเป็น แต่เครื่องมือหรือตัวเลือกก็เป็นสิ่งจำเป็นประการหนึ่งในการขับเคลื่อนเช่นเดียวกัน ถ้ามาพูดเรื่องของเชิงโครงสร้าง ถ้ายังมีกระทรวงมหาดไทยยังเป็นปัญหาต่อการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว จึงจำเป็นต้องกล้าที่จะเสนอในการปฏิรูป และรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการจัดการตนเอง ซึ่งต้องอาศัยการออกแบบสุมหัวร่วมกัน เมือง จำเป็นต้องมีสภาของเมือง สภาพลเมืองของตำบล แต่หากถ้ามีระบบของกระทรวงมหาดไทยยังอยู่ ก็จะยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อ้างอิงจากประเทศฝรั่งเศส มีการปฏิรูปเรื่องดังกล่าว ให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีการผลักดันให้เกิด รัฐธรรมนูญใหม่เป็นตัวเลือกในการดำเนินการให้ประสบความสำเร็จหรือไม่
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.บูรพา : จังหวะก้าวในขณะนี้ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งในปัจจุบันเป็นเพียงการแก้ไขเพื่ออำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาชน แต่เราต้องอาศัยจังหวะก้าวในโอกาสดังกล่าวมีความหมายขึ้นมา เพื่อให้ที่ประชุมแบบนี้เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องแก้ให้ใกล้กว่านั้น โดยสร้างกติกาให้เกิดความเป็นธรรมกับชุมชนท้องถิ่น เช่น เอากรณีศึกษาสภาพลเมืองเมืองในปี 2559 มาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของรัฐ แต่การดำเนินการต้องมีจังหวะก้าวเช่นเดียวกัน
ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสระบุรี : ตัวแทนของสภาองค์กรชุมชนต้องเข้าไปเป็นกลไกร่วมในทุกระดับตั้งแต่ระดับตำบลเป็นต้นมา ระบบราชการต้องมีภาคประชาชนเข้าไปในทุกระดับ
ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนจังหวัดนครราชสีมา/ระยอง : สภาองค์กรชุมชนเองยังขาดความเข้มแข็งพอสมควร จึงควรเป็นภารกิจหนึ่งในการที่จะทำในมุมหลังบ้าน (ปรับปรุงคุณภาพสภาองค์กรชุมชน) เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อนำสู่ความเข้มแข็งในการเดินต่อไปข้างหน้า
อภิปรายข้อเสนอ
1.การจัดความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง จะจัดความสัมพันธ์อย่างไรเพื่อให้การใช้อำนาจมีความสมดุลเท่ากัน แต่การที่จะสร้างความเข้าใจ กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ซึ่งข้อเสนอแนะที่สำคัญคือการทำให้ประชาชนได้รู้เท่าทันถึงกระบวนการ การขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างและเชิงนโยบาย ให้ได้มากที่สุด
2. การขับเคลื่อนตัวตนเชิงนโยบาย ยกระดับสภาองค์กรชุมชนให้มีตัวตนในระดับการขับเคลื่อนของประเทศถึงระดับพื้นที่และระดับโครงสร้างต้องไปด้วยกัน ผลักดันการพัฒนาข้อเสนอ การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดสิทธิชุมชน และบทบาทของสภาองค์กรชุมชนในฐานะเป็นกลไกหนึ่งของการกำหนดทิศทางการพัฒนาในระดับพื้นที่ของประเทศ โดยการเปิดช่องให้ชุมชนมีโอกาสทางกฎหมายแบมีสถานะ
3.การออกแบบการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ชุมชนมีพลังมีอำนาจมีความสามารถด้วยตัวเองในการบริหารจัดการ แต่ติดปัญหา เนื่องจากภาวะของชุมชนถูกลดความสามารถ หรือไม่มีตัวตน ชุมชนเป็นเพียงกลุ่มคนเป็นฐานการให้ความสงเคราะห์ช่วยเหลือ ชุมชนไม่มีความสามารถในสายตาของระบบรัฐ ระบบกฎหมาย อาทิตามความในมาตรา 21 ของพรบ.สภาองค์กรชุมชน เป็นองค์ประกอบในการขับเคลื่อนเพียงเท่านั้น มีเพียงเรื่องเดียวคือเรื่องของสิทธิชุมชน ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันลดทอนการขับเคลื่อนในประเทศนี้ลงไป ทำให้การขับเคลื่อนงานของชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ข้อเท็จจริงของชุมชนขาดประสิทธิภาพลงไป สิ่งที่ใกล้ชิดที่สุดกับประชาชนในปัจจุบันคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ในข้อเท็จจริง ท้องถิ่นกลายเป็นกลไกของรัฐตัวหนึ่ง ซึ่งเริ่มจากความเป็นชุมชนผ่านการมีส่วนร่วม และการรองรับข้อมูลทางวิชาการให้มีมาตรฐานทางชุมชน
มติเวทีประชุมห้องที่ 3 กระจายอำนาจท้องถิ่นสู่การจัดการตนเอง
งานสมัชชาระดับชาติ “12 ปีสภาองค์กรชุมชนร่วมออกแบบประเทศไทยเพื่อความเข้มแข็งชุมชนท้องถิ่น”
ณ ห้อง 301 – 302 ชั้น 3 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) วันที่ 9 กันยายน 2563
ที่ประชุมได้มีมติเป็นข้อเสนอต่อที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนและ พอช.ดังต่อไปนี้
1. ให้ขบวนสภาองค์กรชุมชนยกระดับการมีตัวตนและบทบาทอย่างแท้จริงในการร่วมกำหนดอนาคตของท้องถิ่นและ ประเทศ
2. ให้ขบวนสภาองค์กรชุมชนต้องแสดงบทบาทในการจัดทำและร่วมผลักดันกับภาคีเครือข่ายทั้งหลายให้เกิดการตรา กฎหมายและแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังต่อไปนี้
2.1 รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและ/หรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งมีบทบัญญัติรับรองการจัดตั้งจังหวัดจัดการตนเองและบทบัญญัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของชุมชน และประชาชนมีคุณภาพ
2.2 ร่างพระราชบัญญัติจังหวัดจัดการตนเอง พ.ศ……เพื่อให้เป็นกฎหมายกลางสำหรับการจัดตั้งจังหวัดจัดการตนเองของจังหวัดต่างๆ ต่อไป
3. ให้ขบวนสภาองค์กรชุมชนและสภาองค์กรชุมชนแต่ละองค์กรผลักดันการจัดการตนเองร่วมกับภาคีเครือข่ายโดยมี แนวทางดังนี้
3.1 จัดตั้งสภาพลเมืองในพื้นที่จังหวัด เมืองหรือตำบลของแต่ละสภาองค์กรชุมชน
3.2 นำประเด็นปัญหาร่วมที่มีอยู่ในพื้นที่มาเป็นศูนย์กลางการระดมความร่วมมือแก้ไขปัญหากับภาคีเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่บนแนวทางการจัดการตนเอง
3.3 ยืนยันหลักการจัดตนเองในการจัดการจังหวัดและชุมชนตามรายละเอียดต่างๆ ที่มีอยู่และ/หรือที่จะพัฒนาต่อไป
3.4 ขับเคลื่อนการร่วมจัดทำยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาจังหวัดของจังหวัดของตนเอง
3.5 พยายามเข้าร่วมการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เช่น การร่วมในคณะกรรมการต่างๆ ฯลฯ ให้มากที่สุด
4. ขอให้ พอช.และหน่วยงานรัฐอื่นที่เกี่ยวข้องจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนอย่าง ต่อเนื่องและเพียงพอ
5. ให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อดำเนินการตามข้อ ๒ รวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการ ตามข้อ 1, 3 และ 4 ข้างต้น
6. ให้มีการจัดทำประชุมเพื่อขับเคลื่อนงานตามข้อ 5 โดยเร็ว โดยเฉพาะให้ทันกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง

*ขอบคุณข้อมูลการสรุปมติเวทีประชุมห้องที่ 3 กระจายอำนาจท้องถิ่นสู่การจัดการตนเอง จากอาจารย์ศักดิ์ณรงค์ มงคล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต






