จังหวัดพิจิตร มีพื้นที่การทำนาประมาณ 1,812,121 ไร่ นับเป็นจังหวัดที่ปลูกข้าวมากเป็นอันดับสามของภาคเหนือ รองจากจังหวัด เชียงราย และนครสวรรค์ โดยมีแปลงเพาะปลูกที่สำคัญ ได้แก่ อำเภอเมือง พิจิตร บางมูลนาก โพทะเล สามง่าม ตะพานหิน และจังหวัดพิจิตรได้สนับสนุนการผลิตข้าวพันธุ์ที่ตลาดต้องการและให้ผลตอบแทนสูง โดยมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ดี มีผลผลิตราคาสูง ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวชัยนาท 1 และข้าวสุพรรณบุรี 60 พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นการทำนาปรัง เนื่องจากมีแหล่งน้ำ ทางธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีน้ำใช้ตลอดได้ทั้งปี ในบางพื้นที่มีการขุดเจาะน้ำบาดาล (น้ำใต้ดิน) มาใช้ในช่วงฤดูแล้งจึงสามารถทำนาปรังได้ทั้งปีละ 3 ครั้ง ส่วนการทำนาปีจะเริ่มเพาะปลูกระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม และจะเก็บเกี่ยวได้ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคม
ตำบลป่ามะคาบ อยู่ในเขตอำเภอเมืองพิจิตร อยู่ทางตอนเหนือของอำเภอเมืองพิจิตร อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองพิจิตร ประมาณ 15 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 51,250 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ และพื้นที่ทำนา การปกครองเป็นหมู่บ้านจำนวน 14 หมู่บ้าน มีจำนวนประชากรในตำบลจำนวน 8,313 คน ประชาชนมีอาชีพทำนาเป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังมีอาชีพที่หลากหลาย เช่น เลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เพาะเห็ด เป็นต้น ในพื้นที่ก็ยังประสบปัญหาทางธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง ภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้ง สภาพดินเสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมีการเกษตร จนประชาชนในพื้นที่มีสารตกค้างในร่างกาย พบจากการตรวจเลือด สินค้าทางการเกษตรมีสารพิษตกค้าง ชุมชนพยายามแก้ปัญหาดังกล่าวตลอดมาแต่ปัญหาก็ยังไม่คลี่คลาย จึงได้รวมกลุ่มภายในชุมชนขึ้น และมีจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลป่ามะคาบเพื่อการเป็นเวทีกลางประสานงานการดำเนินงานการพัฒนากลุ่มองค์กรชุมชนในตำบลและแก้ปัญหาดังกล่าวร่วมกัน
ชีวิตชาวนาป่ามะคาบ เผชิญวิกฤตราคา
ชาวนาตำบลป่ามะคาบ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกับชาวนาส่วนใหญ่ที่อื่นๆ เผชิญวิกฤตราคาเพราะส่วนใหญ่ที่ปลูกเป็นข้าวคุณภาพต่ำ ปัจจุบันเกษตรกรตำบลป่ามะคาบมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยประมาณไร่ละ 5,500 บาท (นาเช่าบวก 500-1,000) ราคาข้าวเกี่ยวสดจากนาไร่ละ 6,000-6,500 บาท ราคาข้าวตันละ 7,000 บาท ชาวนาได้กำไรประมาณไร่ละ 500-1,000 ชาวนาปกติมีนาสูงสุดประมาณ 30 ไร่ นั้นหมายความว่าในรอบ 4-5 เดือนที่ทำนา ชาวนาจะมีรายได้ตกประมาณ 1-2 หมื่นบาท แต่ค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ ในชีวิตประจำวันก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะ ค่าการศึกษาสำหรับลูกหลาน ชาวนาจึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
นายเฉลิม พุฒแย้ม ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลป่ามะ เล่าว่าเมื่อปี 2557 จนถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่มีโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ทุกฝ่ายเป็นห่วงว่าราคาข้าวเปลือกเหลือเพียงตันละ 6-7 พันบาท ชาวนาจะอยู่ได้อย่างไร ดังนั้นจึงได้ร่วมกลุ่มของเกษตรปลอดสารร่วมกันขึ้นที่บ้านแหลมยาง ตำบลป่ามะคาบ อำเภอเมือง จ.พิจิตร ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกชาวนาทำนาแบบเกษตรอินทรีย์และปลอดสาร รวมถึงการลดต้นทุนการผลิต มีชาวนาหัวก้าวหน้าเริ่มต้น จำนวน 5 คน จนมีสมาชิกถึงปัจจุบัน จำนวน 25 คน ที่ลงมือทำจริง โดยส่วนใหญ่ชาวนากลุ่มนี้จะปลูกและแปรรูปเป็นข้าวสารขายเอง จึงทำให้ข้าวมีราคาขายได้สูงถึงตันละ 15,000-18,000 บาท ซึ่งถือว่าอยู่ได้ในยุคที่ไม่มีโครงการรับจำนำข้าว

นายเฉลิม พุฒแย้ม กล่าวต่อว่า ด้วยพื้นที่ในตำบลป่ามะคาบ ชาวนาส่วนใหญ่ยังปลูกข้าวแบบเดิม (ข้าวแข็ง ข้าวเคมี ขายข้าวกับพ่อค้าโรงสี) ชาวนาเข้าสู่ระบบนี้อยู่รอดยาก ประกอบกับสถานการณ์นโยบายการจำนำข้าวของรัฐบาลมีปัญหา เกษตรกรต้องประสบปัญหาแน่ ดังนั้นทางกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวกันได้ประชุมและพิจารณาร่วมกันว่าควรเปลี่ยนมาสู่ชาวนาผู้ประกอบการ ข้าวอินทรีย์ ข้าวปลอดสาร ซึ่งยังมีจำนวนน้อยหากเทียบชาวนาทั้งตำบล แต่อย่างน้อยกลุ่มพวกเราก็ได้ตระหนักและเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ปี 2557 และจดแจ้งจัดตั้งกลุ่มองค์กรของสภาองค์กรชุมชนตำบลป่ามะคาบเมื่อปี 2558 จนถึงปัจจุบัน จนนำสู่การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวขาย เพื่อเพิ่มข้าวเชิงคุณภาพที่สามารถจำหน่ายแก่ผู้บริโภคโดยตรงได้กว้างขึ้น
กลุ่มเกษตรปลอดสารก็ไม่ได้รอให้รัฐบาลมีนโยบายมาช่วย ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่อยากได้ แต่ช่องทางเหล่านั้นขึ้นอยู่กับคนอื่น ดังนั้นการปรับตัวของชาวนาเอง เช่น การรวมกลุ่มเกษตรปลอดสาร การทำนาแบบล้มตอซัง การปรับที่นาบางส่วนทำพืชผักล้มลุกในการปลูกผัก รวมถึงการค้าขายและขายแรงงาน และการปรับตัวมาเป็นผู้ประกอบการ กลุ่มผลิตข้าวอินทรีย์ ข้าวปลอดสารพิษ และขายเมล็ดพันธุ์ข้าว
การปรับตัวของชุมชนตำบลป่ามะคาบ
ศักยภาพและปัญหาด้านการเกษตร ตำบลป่ามะคาบเป็นอีกหนึ่งในจังหวัดพิจิตรที่มีโอกาสและศักยภาพในการพัฒนาด้านการเกษตรสูง เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีคลอง และอ่างเก็บน้ำ ส่วนใหญ่ประชากรยังประกอบอาชีพด้านการเกษตร แต่ในการดำเนินการในด้านเกษตรกรรมของเกษตรกร พบว่ามีปัญหาที่สำคัญ คือ ต้นทุนการผลิตสูง อันได้แก่ ค่าแรงงาน ปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืช ค่าเช่าที่ดินซึ่งมีราคาค่าเช่าที่นาที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี นอกจากนี้ลักษณะการเพาะปลูกในพื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ยังไม่ให้ความสำคัญในด้านผลผลิตที่ปลอดภัยมากนัก การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีอันตรายในการกำจัดศัตรูพืชมีอยู่ในอัตราสูง เกษตรกรจึงปัญหาผลกระทบด้านสุขภาพทั้งแบบเฉียบพลันรุนแรงและแบบสะสมระยะยาวอันเนื่องมาจากสารพิษจากการทำการเกษตร รวมทั้งพบผู้เสียชีวิตจากสาเหตุนี้เพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันทำให้การใช้ที่ดินที่มีความเข้มข้นสูง เกษตรกรเริ่มประสบกับปัญหาความเสื่อมโทรมของคุณภาพดิน
ตำบลป่ามะคาบ เกิดการรวมกลุ่มภายในชุมชนทั้งการจัดตั้งกลุ่มขึ้นเองและหน่วยงานภายนอกมาสนับสนุนการจัดตั้ง จนกระทั้งเมื่อปี 2554 จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลป่ามะคาบขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มองค์กรที่มาจดแจ้ง เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลป่ามะคาบ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอาชีพ กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเกษตรปลอดสารพิษ เป็นต้น ปัจจุบันครอบคลุมทั้งหมด 14 หมู่บ้าน
ปี พ.ศ. 2557-2559 สภาองค์กรชุมชนตำบลป่ามะคาบร่วมกับกลุ่มเกษตรปลอดสารบ้านดงโฮจิมินห์ วางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชนโดยสนับสนุนกลุ่มอาชีพเกษตรปลอดสาร โดยแบ่งสมาชิกเป็นสามประเภทคือ ประเภทที่ 1 การทำการเกษตรแบบปลอดภัย ประเภทที่ 2 การทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ ประเภทที่ 3 การทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ซึ่งเกษตรกรจะได้รับมาตรฐานสินค้าที่แตกต่างกัน และมีการสำรวจข้อมูลการปลูกข้าวและบริโภคข้าวภายในตำบลป่ามะคาบ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) หลังจากนั้นกลุ่มได้นำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์วางแผนและการพัฒนาของกลุ่มเกษตรปลอดสารบ้างดงโฮจิมินห์ ในการพัฒนาข้าว ช่องทางการตลาด ขณะเดียวกันได้รับการสนับสนุนโรงสีชุมชนจากพัฒนาชุมชน เมื่อปี 2560 เพื่อให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมสีข้าว และบรรจุภัณฑ์ข้าว เช่น ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ ข้าวกล้องขาวดอกมะลิ 105 ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ฯลฯ โดยกลุ่มมีการระดมทุนเป็นหุ้นเพื่อใช้ดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม เมื่อกลุ่มมีรายได้จึงปันผลกำไรให้สมาชิก ซึ่งปัจจุบันกลุ่มยกระดับไปสู่การขายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจนำไปเพาะปลูก
แนวคิดสำคัญในการพัฒนากลุ่มเกษตรปลอดสารบ้านดุงโฮจิมินห์ เน้นเรื่องการวางแผนการพัฒนาคุณภาพข้าว พันธุ์ข้าว ให้ความรู้ในการเพาะปลูกในการลดต้นทุนการผลิตเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และส่งเสริมกลุ่มอาชีพเกษตรปลอดสารให้มีการใช้ปุ๋ยชีวภาพเพื่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภคเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายต้นทุนการผลิตให้กับกลุ่ม และมีผลผลิตที่มีคุณภาพสู่ตลาดผู้บริโภคสร้างอำนาจในการต่อรองราคา และเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนมาบริโภคข้าวที่มีคุณภาพสูงในราคาที่เป็นธรรมและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมทั้งดูแลสิ่งแวดล้อมจากการนำระบบนิเวศมาใช้ และบูรณาการความร่วมมือสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ขององค์การบริหารส่วนตำบลป่ามะคาบ เช่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยวางเป้าหมายให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้เพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายจากกลุ่มนักท่องเที่ยว ตำบลมีสินค้าผลิตภัณฑ์จากข้าวที่มีคุณภาพ ได้รับมาตรฐานสินค้าจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ และเชื่อมโยงข้อมูลทุนศักยภาพของตำบล ตลอดจนสามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างสภาองค์กรชุมชนตำบล กองทุนสวัสดิการชุมชน กับหน่วยงานภาคีความร่วมมือ


“การทำนาเคมีมาหลายสิบปีก็ยังเป็นหนี้อยู่แบบเดิม บางปีขาดทุนมากก็เป็นหนี้มากและรายได้ก็เป็นรายปีไม่สามารถจัดการค่าใช้จ่ายหนี้สินที่เป็นอยู่ได้ แต่เมื่อเปลี่ยนมาทำนาผลิตข้าวปลอดสารแล้วขายเอง มีรายได้เป็นรายวันอย่างน้อยก็ 500 บาทต่อวัน รวมเป็นเดือน เป็นปี ก็มีเงินเหลือและจัดการหนี้สินได้ดีกว่าตอนทำนาเคมี และที่สำคัญมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าสุขภาพของเราและครอบครัวก็ได้กินข้าวที่ปลอดภัยเพราะเราปลูกเองกินเอง” นายสุวิท สตานิคม สมาชิกกลุ่มเกษตรปลอดสารบ้างดงโฮจิมินห์
สภาองค์กรชุมชนตำบลป่ามะคาบกับบทบาทการขับเคลื่อน นอกจากจะมีการดำเนินงานภายใต้ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน 2551 ได้ประชุมทบทวนการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชนและสร้างความเข้าใจในการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และการวิเคราะห์ภารกิจตามประเด็นงานต่างๆ ในพื้นที่ตำบล รวมทั้งการติดตามความคืบหน้าของกลุ่มองค์กร จำนวน 15 กลุ่ม และมีการรับรองกลุ่มใหม่จำนวน 4 กลุ่ม เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำนวน 87 คน ของตำบลป่ามะคาบ ประกอบกับการวิเคราะห์ระบบการบริหารจัดการกลุ่มโดยมีการออกแบบเรื่องการกำหนดบทบาทและโครงสร้างการทำงานของกลุ่ม และออกแผนการทำงานของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว วิเคราะห์ศักยภาพการทำงานดังนี้ 1) วิเคราะห์ความต้องการผลผลิตข้าวของตลาด โดยการเก็บข้อมูลครัวเรือน เพื่อเป็นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนของตำบลป่ามะคาบ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลแล้วผลผลิตที่ได้ภายในตำบลยังไม่เพียงพอต่อตลาดผู้บริโภค 2) ข้อมูลความต้องการข้าวของตลาดทั้งภายในและภายนอก 3) การยกระดับเป็นพื้นที่แหล่งเรียนรู้ เนื่องจากกลุ่มเกษตรปลอดสารบ้านดงโฮจิมินห์ ได้นำผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ได้มาตรฐาน GAP จำนวน 200 ไร่ มีผลผลิต 100 ตัน มาแปรรูปเพื่อจำหน่ายภายในจังหวัด และภายนอกจังหวัดภายใต้ผลิตภัณฑ์ บ้านดงโฮจิมินห์ เป็นสินค้าโอท๊อป โดยได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารและยา (อย.) และเป็นหุ้นส่วนของบริษัทประชารัฐรักสามัคคีพิจิตร(วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด



ยกระดับจากขายข้าวปลอดสารสู่การขายเมล็ดพันธุ์
กลุ่มเกษตรปลอดสารบ้านดงโฮจิมินห์ นอกจากรวมกลุ่มเพื่อทำข้าวปลอดสารแล้ว จึงคิดว่าการปรับเปลี่ยนและยกระดับการปลูกข้าวเพื่อขายข้าวเปลือก และข้าวสาร เป็นการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ จะเป็นช่องทางและโอกาสในการสร้างความมั่นคงและสร้างรายได้ที่มากขึ้นให้กับกลุ่ม และช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาข้าวเปลือก ที่มีความไม่เสถียรในระดับสูง ไปสู่การทำนาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ตลาดความต้องการมากกว่า กลุ่มได้ทดลองขายเมล็ดพันธุ์ข้าวในปี 2562 นี้เป็นปีแรก และได้กำไรแบ่งปันให้กับสมาชิก ซึ่งกลุ่มได้วิเคราะห์อย่างน่าสนใจว่าจากการดำเนินปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการเพาะปลูกข้าวของชุมชนก็คือ การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ และการจัดการที่เหมาะสมเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต เพื่อลดต้นทุน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ว่ากรมการข้าวมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ชาวนาได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีการวางแนวทางในการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอทั่วถึงและทันเวลาที่เกษตรกรต้องการนำไปเพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ในปัจจุบันยังมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการซื้อขายในตลาด ทางกลุ่มเกษตรปลอดสารบ้านดงโฮจิมินห์ จึงคิดว่าการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวน่าจะเป็นอีกโอกาสหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกและเกษตรกร จึงมีแผนเร่งส่งเสริมการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี หวังสร้างความมั่นคงระยะยาวให้ชาวนา พร้อมทั้งจะเร่งยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ให้ได้มาตรฐาน เป็นผู้ประกอบการผู้ผลิต จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ที่เพียงพอและมีคุณภาพ
จากคำบอกเล่าของนายบรรจบ สุวรรณรัตน์ สมาชิกกลุ่มเกษตรปลอดสารบ้างดงโฮจิมินห์ ในฤดูการทำนาที่ผ่านมาเกษตรกรต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวของกลุ่ม เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ข้าวของกลุ่มมีคุณภาพและอัตราการงอกดีกว่าโรงสีหรือพ่อค้าที่ขายในตลาด จึงคาดการณ์ว่าปีหน้าจะมีเกษตรกรผู้ที่ต้องการซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากกลุ่มเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า กลุ่มสามารถผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว จากสมาชิกจำนวน 25 ราย มีพื้นที่จำนวน 25 แปลง รวมกันประมาณ 500 ไร่ ซึ่งถือเป็นปริมาณที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนพื้นที่ในตำบล และความต้องการของเกษตรกรและผู้ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว ดังนั้นกลุ่มฯ จึงต้องการผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ เป็นผู้ประกอบการผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้ในจำนวนมากกว่าเดิม และเพิ่มสมาชิกของกลุ่มมากยิ่งขึ้น จึงมีการวิเคราะห์เพื่อพัฒนา “การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ” โดยใช้ห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) และปัจจัยสู่ความสำเร็จผลิตภัณฑ์ศักยภาพ : เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ตำบลป่ามะคาบ ดังนี้ คือ
ต้นทาง : การผลิต ประกอบด้วย
1) การพัฒนาปัจจัยพื้นฐานและพัฒนาเกษตรกรและกลุ่ม
-
- การบริหารจัดการน้ำระบบไร่นาเพื่อการปลูกข้าว
- การเตรียมพื้นที่เพาะปลูกตรวจสอบคุณภาพดิน และปรับปรุงพื้นที่
- การพัฒนากลุ่ม องค์กรเครือข่ายเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน
- การพัฒนาองค์ความรู้และขีดความสามารถให้เกษตรกรในด้านเทคโนโลยีการเกษตรอย่างเหมาะสม
- ส่งเสริมการจัดหาแหล่งเงินทุนช่วยเหลือเกษตรกร หรือกลุ่มผู้ประกอบการ
- พัฒนาแหล่งเรียนรู้การผลิต และเมล็ดพันธุ์ข้าว
- การพัฒนาเกษตรกรต้นแบบ
2) การเพิ่มผลผลิตพัฒนาคุณภาพและลดต้นทุน
- การเพิ่มพื้นที่และการผลิตเมล็ดพันธุ์
- ส่งเสริมการผลิตที่ดีและเหมาะสม
- การลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยและสารเคมี
- ส่งเสริมการใช้เครื่องจักร เทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มการผลิต
จากการพูดคุย พบว่ายังมีชาวนาและสมาชิกยังมีความต้องการความรู้ ทักษะ เทคนิคในขั้นพื้นฐานในระดับการผลิต คือ ความสามารถและทักษะในการคัดแยกต้นข้าวแปลกปลอมในขั้นตอนการปลูกใหม่ๆ และในขั้นตอนที่ออกรวงก่อนการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่ชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำเป็นต้องมี ซึ่งทักษะเทคนิคดังกล่าวมีความจำเป็นต้องได้รับการอบรมหรือถ่ายทอดความรู้ รวมถึงความรู้ความสามารถในการลดต้นทุนในกระบวนการผลิต และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่ม การบริหารจัดการทุน การวิเคราะห์ความต้องการของประเภทชนิดเมล็ดพันธุ์ข้าวในฤดูกาลถัดไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชาวนาต้องได้รับการพัฒนา ทั้งจากการเรียนรู้กันเองภายในกลุ่ม และการสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดยหน่วยงานในระดับพื้นที่จังหวัด ที่ควรจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินการเพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรในระดับต้นทาง ซึ่งประกอบด้วย เกษตรกรทั้งที่เป็นรายปัจเจก และเกษตรกรที่มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มองค์กรแล้ว ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัด ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว สถานีพัฒนาที่ดิน สำนักงานชลประทาน สำนักงานพัฒนาชุมชน สำนักงานพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ฯลฯ
กลางทาง : การแปรรูป ประกอบด้วย
การแปรรูปและการสร้างมูลค่าเพิ่ม
- การสนับสนุนสถานที่ เครื่องนวด ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว
- ระบบรับรองคุณภาพของจังหวัด
- พัฒนาบรรจุภัณฑ์ และสร้างตราสินค้า
การประกอบการในขั้นพื้นฐาน ควรมีการสนับสนุนงบประมาณในการตั้งโรงงานแปรรูป คัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ที่จำเป็นทั้งในเรื่องความรู้ ความสามารถของเกษตรกร ในการควบคุมดูแลระบบให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งการพัฒนาขีดความสามารถในการจัดการสภาพคล่องทางการเงิน การจัดการ Stock สินค้า รวมถึงการสร้างคุณภาพของแบรนด์สินค้า
หน่วยงานที่ควรเข้ามีบทบาทสำคัญ ในการยกระระดับ พัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ รวมถึงการวางแผนด้านการตลาด ในช่วงกลางทางเพื่อเพิ่มพูนทักษะความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการให้กับกลุ่มองค์กรเกษตรกร ได้แก่ หอการค้า สถาบันการเงินและธนาคาร สถาบันวิชาการ สำนักงานพาณิชย์ สำนักงานอุตสาหกรรม บริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัด ฯลฯ
ปลายทาง : การตลาด ประกอบด้วย
1) การขนส่งและจัดการบริหารสินค้า
- เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการกระจายสินค้า
- ลดต้นทุนการขนส่ง
2) การพัฒนาระบบตลาดและช่องทางการขาย
- การพัฒนาระบบค้าออนไลน์เชื่อมโยงโดยตรงกับผู้ซื้อ
- ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าว
- การสร้างจุดขายให้โดดเด่นและยั่งยืน
การประเมินความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพของตลาดทั้งภายในพื้นที่และนอกพื้นที่ ยังมีความต้องการที่มีมากกว่ากำลังผลผลิตของกลุ่มเกษตรปลอดสารฯ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่การพัฒนาความรู้ทักษะในเรื่องระบบตลาด การจัดระบบการขนส่ง การวางแผนการประชาสัมพันธ์ การค้าด้วยระบบออนไลน์ รวมถึงการพัฒนาจุดขายแบรนด์สินค้า ฯลฯ ให้กับกลุ่มเกษตรกรสมาชิกกลุ่มเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวยังเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเข้มข้น ซึ่งในเรื่องนี้ในปัจจุบันการดำเนินการ และกระบวนการพัฒนายกระดับความสามารถให้กับกลุ่มเกษตรกร ยังเป็นการดำเนินการที่เป็นการเรียนรู้กันเองภายในกลุ่ม ซึ่งเป็นการริเริ่มที่ดี แต่สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการวางแผนเพื่อการสนับสนุนให้มีความเข้มข้นที่มากขึ้นอย่างเป็นระบบต่อไปในอนาคต
หน่วยงานที่ควรมีบทบาทสำคัญในการพัฒนายกระดับขีดความสามารถให้กับกลุ่มองค์กรเกษตรกร ในขั้นปลายทาง ได้แก่ สำนักงานพาณิชย์ สำนักงานอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรม พัฒนาชุมชน สำนักงานประชาสัมพันธ์ ฯลฯ

จากการระดมความคิดเห็นยังพบว่ามีข้อเสนอแนะอื่นๆต่อการพัฒนาพื้นที่มีดังนี้ 1) การขุดลอกคูคลองสาธารณะและสร้างอ่างเก็บน้ำให้กับเกษตรกร 2) การพัฒนาระบบน้ำในไร่นาโดยการเจาะบ่อบาดาลโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 3) สนับสนุนการจัดการสุขภาพและการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย 4) การสนับสนุนพัฒนาระบบการผลิต แปรรูป และการตลาดที่มีคุณภาพ 5) การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการพัฒนาข้าวและพันธุ์ข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ และ 6) การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวโดยชุมชน
นอกจากนี้การพูดคุยกับกลุ่มเกษตรปลอดสารบ้านดงโฮจิมินห์ ได้แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายการพัฒนาและการยกระดับของกลุ่มในการเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และภาคส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนกระบวนการทำงานเพื่อพัฒนาระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มเกษตรปลอดสารบ้านดงโฮจิมินห์ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการเป็นชาวนา ที่คุ้นเคยกับการผลิตที่เป็นปัจเจก ประกอบอาชีพทำนาตามวิถีที่เคยชิน ความมีอิสระในการตัดสินใจ กับการเป็นชาวนาที่มารวมกลุ่มกันทำการผลิตร่วมกัน จะต้องมีมาตรฐานการผลิต การมีกติกา กฎระเบียบ ข้อตกลงร่วมกัน การเรียนรู้การบริหารจัดการ การประเมินและวิเคราะห์ระบบตลาด การบริหารเงินทุน การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการผลิต การพัฒนาระบบบรรจุภัณฑ์และขนส่ง ฯลฯ ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ควรมีแผนพัฒนาทักษะความสามารถทางธุรกิจในการเป็นผู้ประกอบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อดำเนินการแก้ไขข้อจำกัดที่เป็นอยู่และเพื่อที่พัฒนาความรู้ความสามารถและการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรปลอดสารบ้านดงโฮจิมินห์ ในฐานะการเป็นผู้ประกอบการก็น่าจะเป็นโจทย์อนาคตที่สำคัญในการท้าทายเพื่อยกระดับการทำงาน และการสนับสนุนความเข้มแข็งต่อกลุ่มจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาต่อไปเพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน






