บริบทพื้นที่และสถานการณ์ปัญหา
จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ติดกับชายแดนทางด้านทิศตะวันออกของภาคเหนือตอนบน ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ( สปป.ลาว ) มีระดับความสูงของพื้นที่อยู่สูง 2,112 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีพื้นที่ 11,472.076 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,170,045 ไร่ ลักษณะภูมิประเทศมีทิวเขาหลวงพระบางและทิวเขาผีปันน้ำ ซึ่งเป็นทิวเขาหินแกรนิตความสูง 600-1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลทอดผ่านพื้นที่จังหวัด (ประมาณร้อยละ 40 ของจังหวัด) ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปมีสภาพคล้ายลูกคลื่นที่มีความลาดชันเกิน 30 องศา สัดส่วนประมาณร้อยละ 85 ของพื้นที่จังหวัด มีที่ราบระหว่างหุบเขาตามแนวยาวของลุ่มน้ำ น่าน, สา, ว้า, ปัวและกอน ลักษณะภูมิอากาศของจังหวัดน่าน มีความแตกต่างกันของฤดูกาล โดยอากาศ จะร้อนอบอ้าวในฤดูร้อนและหนาวเย็นในฤดูหนาว จังหวัดน่านมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 7,170,045 ไร่ หรือ 11,472.07 ตารางกิโลเมตร จำแนกเป็นพื้นที่ป่าไม้และภูเขาร้อยละ 47.94 พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมร้อยละ 39.24 พื้นที่ทำการเกษตรร้อยละ 12.22 พื้นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ ร้อยละ 0.60
ด้วยการเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าจำนวนมาก จึงมีหน่วยงานด้านการจัดการทรัพยากรจำนวนมาก มีจำนวนอุทยานแห่งชาติ 7 แห่ง, วนอุทยาน 1 แห่ง, เขตห้ามล่าสัตว์ป่า 1 แห่ง และสวนรุกขชาติ 2 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อุทยานแห่งชาติแม่จริม อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน อุทยานแห่งชาตินันทบุรี อุทยานแห่งชาติขุนสถาน อุทยานแห่งชาติขุนน่าน วนอุทยานถ้ำผาตูบ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าภูฟ้า สวนรุกขชาติแช่แห้ง สวนรุกขชาติห้วยน้ำอุ่น ด้านลักษณะทางเศรษฐกิจ พิจารณาจากสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ณ ราคาประจําปีประกอบด้วยภาคการเกษตร มีสัดส่วนร้อยละ 31.24 และนอกภาคเกษตรมีสัดส่วนร้อยละ 68.76 มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ (ข้อมูลปี 2558 จากสำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน) ได้แก่ 1) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 36,504 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก จำนวน795,482.25 ไร่ ผลผลิตรวม 95,629,490 กิโลกรัม โดยมีผลผลิตต่อไร่ 514.35 กิโลกรัมต่อไร่ 2) ข้าวนาปี มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2557-2558 จังหวัดน่าน พบว่ามีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีจ้านวน 35,149 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 206,879.25 ไร่ ผลผลิตรวม 106,187,005.5 กิโลกรัม โดยมีผลผลิตต่อไร่ 508.77 กิโลกรัมต่อไร่ 3) ยางพารา พบว่ามีเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา จำนวน 17,018 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 178,248.73 ไร่ ผลผลิตรวม 16,257,050.25 กิโลกรัม โดยมีผลผลิตต่อไร่ 385.98 กิโลกรัมต่อไร่
อำเภอเชียงกลาง[1] เดิมเรียกว่า “เมืองเจียงก๋าง” และได้ชื่อเป็นเชียงกลางตามคำบอกเล่าสรุปความว่า เดิมที่เดียวจังหวัดน่าน มีที่ตั้งอยู่ที่ว่าการอำเภอปัวเรียกว่า “วรนคร” และมีเมืองน้อยใหญ่ในส่วนเหนือของวรนคร มีเมืองเปือและงอบ ปอน ซึ่งสมัยนั้นข้าศึกที่มักยกกำลังมาย่ำยี คือ เงี้ยวหรือไทยใหญ่ หัวเมืองฝ่ายเหนือ ของวรนครก็ได้แตกล่นถอยลงมาอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำกอน ที่มาบรรจบ กับแม่น้ำน่าน เรียกว่า สบกอน ในบริเวณที่ตั้งของเมืองที่แตกทัพร่นมาตั้งมั่น อยู่ตรงกลางระหว่าง เจี๋ยงกางหรือเชียงกลางปัจจุบัน
เดิมพื้นที่ของอำเภอเชียงกลางอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอทุ่งช้าง โดยเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2511 ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยให้แยกตำบลเปือ ตำบลเชียงกลาง ตำบลเชียงคานและตำบลนาไร่หลวง (ปัจจุบันอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอสองแคว) ออกจากการปกครองของอำเภอทุ่งช้าง รวมจัดตั้งเป็น กิ่งอำเภอเชียงกลางและได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอเชียงกลางเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2514
ท้องที่อำเภอเชียงกลางประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลเชียงกลาง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลเชียงกลาง บางส่วนของตำบลเปือ และบางส่วนของตำบลพญาแก้ว, เทศบาลตำบลพระพุทธบาทเชียงคาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเชียงคานและตำบลพระพุทธบาททั้งตำบล, องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงกลางพญาแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเชียงกลางและตำบลพญาแก้ว (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลเชียงกลาง), องค์การบริหารส่วนตำบลเปือ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเปือ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลเชียงกลาง), องค์การบริหารส่วนตำบลพระธาตุ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพระธาตุทั้งตำบล

คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รองรองลงคืออุตสาหกรรมในครัวเรือน ค้าขาย รับจ้าง (แรงงานต่างจังหวัด) ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ยาสูบ ข้าวโพด ส้มสีทอง ลำใย มีจำนวนประชากร 28,688 คน ด้านทรัพยากรธรรมชาติยังมีพื้นที่ป่าไม้มากกว่า 60% ของพื้นที่อำเภอ มีแหล่งน้ำสำคัญ คือ แม่น้ำน่าน ลำน้ำหุย ลำน้ำกอน ลำน้ำเปือ[2]

ข้อมูลจำแนกลักษณะพื้นที่อำเภอเชียงกลาง (เครือข่ายเรียนรู้รักษ์ป่าน่าน)
ตำบลเปือ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งแต่เดิมตั้งอยู่เป็นหย่อมๆ โดยเอาน้ำเปือเป็นจุดเริ่มต้นหรืออำเภอทุ่งช้างในปัจจุบัน ต่อมาตำบลเปื ได้แยกออกจากตำบลพระธาตุ โดยให้ชุมชนฝั่งตะวันตกเป็นตำบลเปือ
มีเขตการปกครองติดต่อกับพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่[3]
ทิศเหนือ ติดต่อกับองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้าง
ทิศใต้ ติดต่อกับเทศบาลตำบลเชียงกลาง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับองค์การบริหารส่วนตำบลพระธาตุ
ทิศตะวันตก ติดต่อกับองค์การบริหารส่วนตำบลนาไร่หลวง อำเภอสองแคว
หมู่บ้านในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลเปือมีจำนวน 10 หมู่บ้าน ประชากรรวมทั้งสิ้น 3,355 คน หมู่บ้านในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลเปือ[4] เต็มทั้งหมู่บ้าน มีจำนวน 6 หมู่บ้านและอีก 4 หมู่บ้านอยู่ในเขตเทศบาลตำบลเชียงกลาง
สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไป เป็นที่ราบระหว่างหุบเขาโดยเป็นที่ราบต่ำและสลับกับที่สูงมีแม่น้ำ และลำน้ำสำคัญไหลผ่าน ได้แก่ แม่น้ำน่าน แม่น้ำเปือ ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบมรสุมเขตร้อน มี 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูฝน
ลักษณะทางเศรษฐกิจมีการประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรมเป็นหลัก ทั้งการทำนา ทำไร่ ทำสวน อาทิ มะม่วง มะขามหวาน ลำไย ลิ้นจี่ ส้ม ผักกาดเขียวปลี ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา ปลูกข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ยาสูบ ฯลฯ มีพื้นที่ทั้งหมดในการเพาะปลูกประมาณ 7,084 ไร่
แหล่งน้ำที่สำคัญที่ใช้ประโยชน์ในการเกษตรการเพาะปลูก รวมถึงการอุปโภคบริโภค คือ ลำน้ำน่านที่ไหลมาจากอำเภอทุ่งช้าง ผ่านบ้านห้วยพ่าน บ้านส้อ บ้านดอนสบเปือ บ้านหนองผุก ลำน้ำเปือที่ไหลผ่านบ้านสันทนา บ้านวังว้า บ้านห้วยเลื่อน บ้านดอนสบเปือและลำน้ำกุ่มไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำอ้อ ผ่านบ้านสันทนา บ้านวังว้า บ้านห้วยเลื่อน (ในช่วงฤดูฝนและฤดูน้ำหลาก ลำน้ำที่มีอยู่มีซึ่งมีความเร็วในการไหลของแม่น้ำเป็นพื้นที่ลาดชันและระหว่างหุบเขา จึงทำให้การใช้ประโยชน์จากการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคมีอุปสรรคอยู่บ้าง)
ลักษณะทางสังคม ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนเมืองพื้นถิ่น คนลื้อ คนลั๊วะ คนส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของญาติพี่น้อง มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้ความสำคัญกับศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีวัดตั้งอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลเปือ 3 แห่ง สำนักสงฆ์ 2 แห่งและในแต่ละหมู่บ้านจะมีวัดตั้งอยู่เป็นศูนย์กลางของการประกอบพิธีกรรมและประกอบกิจกรรมทางศาสนาในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ประกอบกับความเชื่อในการนับถือผีและมีโบสถ์คริสต์จำนวน 2 แห่ง มีสถานีอนามัยตั้งอยู่ในเขต 2 แห่งและแต่ละหมู่บ้านจะมีศูนย์บริการสาธารณสุขมูลฐานทั้ง 10 แห่ง ด้านการติดต่อสื่อสารหรือคมนาคมขนส่ง มีความสะดวกมากขึ้นกว่าในอดีตอย่างมาก มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ครบทุกครัวเรือน รวมถึงใช้น้ำจากบ่อน้ำตื้น ระบบประปาหมู่บ้านและระบบประปาภูเขา การรวมกลุ่มที่สำคัญ คือ กลุ่มสวัสดิการชุมชนตำบลเปือ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่มกงอทุนหมู่บ้าน กลุ่มอาสาสมัครสาธารณะสุขชประจำหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ สภาองค์กรชุมชน (ตำบล)
บริบทสำคัญของตำบลเปือ ในช่วง พ.ศ.2510-2540 ก่อรูปชุมชนบ้านน้ำมีด ที่อพยพมาจากแถบอำเภอบ่อเกลือ โดยเข้ามาอยู่อาศัยในแถบเขตป่าสงวนและเริ่มพัฒนาเป็นหมู่บ้านชัดเจนจนได้รับการพัฒนาสาธารณูปโภค โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าเมื่อประมาณ พ.ศ.2535 ลักษณะการผลิตเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบตลาดสมัยใหม่มากขึ้น คนในตำบลเริ่มใช้เทคโนโลยีในการทำไร่ เริ่มใช้สารเคมีในการเกษตรมากขึ้น การออกจากชุมชนไปทำงานรับจ้างที่กรุงเทพฯ และต่างประเทศเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น
ในช่วง พ.ศ.2540-2550 บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเริ่มเด่นชัดขึ้นและเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนในท้องถิ่นมากขึ้น เริ่มมีการแข่งขันการทางการเมืองท้องถิ่น มีการสร้างเครือข่ายในลักษณะพรรคพวก ในด้านการทำมาหากิน เริ่มมีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดมากขึ้น เกิดระบบการค้าขายแบบพันธะสัญญากับนายทุนข้างนอก นโยบายสำคัญของรัฐบาลขณะนั้น คือ การสำรวจพื้นที่เอกสารสิทธิให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือ “ส.ป.ก.” การสนับสนุนเงินกองทุนหมู่บ้าน โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการเรียนฟรี ปัญหาใหญ่ช่วงนั้นคือวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ (ต้มยำกุ้ง) และภัยน้ำท่วมที่ส่งผลให้พื้นที่ทางการเกษตรเสียหาย
ภายหลัง พ.ศ.2550 กระแสการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในจังหวัดน่านมีความเข้มข้นอย่างมาก อาทิ การจัดทำข้อมูลการใช้ประโยชน์รายแปลง การพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนจากการสนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ในช่วง พ.ศ.2551 ที่เป็นกลไกการทำงานลักษณะใหม่ในขณะนั้น รวมถึงกลุ่มสวัสดิการชุมชนระดับตำบล
จนถึงในยุคปัจจุบัน ปัญหาสำคัญของตำบลโดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมยังไม่ได้สร้างกระบวนการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรการตลาดอย่างจริงจังและยังขาดความเข้าใจในการรวมกลุ่มในการประกอบอาชีพและยังไม่เห็นความสำคัญในการรวมกลุ่มเพื่อต่อรองราคาผลผลิตการเกษตรกับพ่อค้าคนกลาง ทำให้ผลผลิตที่ผลิตได้มีราคาตกต่ำ ประกอบกับปัญหาภัยธรรมชาติซ้ำซาก ส่งผลต่อปัญหาหนี้สินและความยากจนของเกษตรกร นอกจากนั้นยังต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของจังหวัดน่านมาโดยตลอด (ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองและไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน)
สถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติของจังหวัด โดยเฉพาะข้อพิพาทเรื่องที่ทำกินกับพื้นที่เขตป่าตามกฎหมาย หากพิจารณาพื้นที่ของจังหวัดน่าน ย้อนไปในปี พ.ศ.2519 จังหวัดน่านมีพื้นที่ป่าทั้งในและนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติทั้งหมด 5,280,625 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 73.65 ของพื้นที่ทั้งจังหวัดพอถึง ปี พ.ศ.2525 จังหวัดน่านมีพื้นที่ป่า 3,509,375 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 48.95 ของพื้นที่ ทั้งจังหวัด ใน พ.ศ.2532 พื้นที่ป่าลดลงเหลือ 3,193,125 ไร่ หรือร้อยละ 44.53 จนเมื่อ พ.ศ.2541 พื้นที่ป่าลดลงเหลือประมาณ 2,995,000 ไร่ หรือร้อยละ 41.77 ของพื้นที่ทั้งหมดและตั้งแต่ พ.ศ.2548 เป็นต้นมา ได้มีการนําเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ (GIS) มาใช้ในการสํารวจพื้นที่ป่าไม้ในจังหวัดน่าน โดยภาพรวมของลุ่มน้ำน่านมีพื้นที่ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์มาก ส่วนใหญ่อยู่ในลุ่มน้ำสาขาที่มีโครงการฟื้นฟูสภาพป่าของกรมป่าไม้ อย่างไรก็ตาม ป่าสงวนแห่งชาติเหล่านี้มิได้เป็นสภาพป่าทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรและพื้นที่อยู่อาศัยไปแล้ว แต่ก็ยังมิได้ทำการเพิกถอน ดังนั้นพื้นที่เหล่านี้จึงยังคงสภาพเป็นป่าไม้อยู่ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 แม้บางบริเวณไม่ได้มีสภาพป่าไม้แต่อย่างใด ณ ปัจจุบัน

ลักษณะทั่วไป: ส่วนหนึ่งของพื้นที่ทางการเกษตรในตำบลเปือ (ภาพจากเครือข่ายรักษ์ป่าน่าน)
คนตำบลเปือพยายามแก้ไขปัญหาด้านที่ดินและทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มเด่นชัดตั้งแต่การจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นตำบลเปือช่วง พ.ศ.2549 โดยใช้ระบบ GIS/GPS เป็นเครื่องมือในการจัดทำข้อมูล พื้นที่ใช้ประโยชน์ พื้นที่ป่า พื้นที่ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ข้อมูลจากการทำแผนที่ตำบลรายแปลงและขอบเขตตำบล ทั้งพื้นที่ สปก. เอกสารสิทธิ์โฉนด ที่ดินประเภทอื่นๆ เช่น ที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ที่ดินทับซ้อนกับป่าชุมชนเป็นต้น ในการสำรวจข้อมูล บูรณาการกับพื้นที่แนวเขตท้องที่และท้องถิ่นของอำเภอเขตด้วย การนำทีมร่วมกันสำรวจพร้อมกันทั้งหมดโดยไม่มีงบประมาณ แต่อาศัยความเสียสละและจิตสาธารณะเพื่อสำรวจแนวเขตว่าพื้นที่ใดเป็นของชาวบ้าน ของนายทุนหรือเป็นพื้นที่สาธารณะ เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลตำบลสู่การวิเคราะห์ปัญหาในพื้นที่แบบมีส่วนร่วม จากนั้นได้นำข้อมูลไปสู่การจัดทำขอบเขตป่า ที่ดินทำกินและพัฒนากฎระเบียบกติกาและให้ชุมชนท้องถิ่นร่วมกันยกร่างข้อบัญญัติ แล้วให้สภาองค์กรชุมชนตำบล นำเสนอข้อบัญญัติตำบล ต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อปรึกษาหารือและปรับปรุงแก้ไขร่างข้อบัญญัติให้สมบูรณ์
กระบวนการดำเนินงาน
ตำบลเปือเป็นพื้นที่ใหม่ของการดำเนินโครงการบ้านพอเพียงชทบท (ถัดจากตำบลพระพุทธบาท)ในกระบวนการสำรวจบ้านของผู้ยากไร้ พบกลุ่มเป้าหมายจำนวน 15 ครอบครัว จากนั้นได้คัดเลือกให้เหลือ 5 ครอบครัว ตามเงื่อนไขการสนับสนุนของโครงการ
ขั้นตอนการดำเนินโครงการในพื้นที่ตำบลเปือ เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ประสบการณ์จากกลุ่มสภาองค์กรชุมชนและเพื่อนร่วมโครงการในตำบลอื่นที่เคยผ่านการดำเนินโครงการมาก่อน ต่อมากลุ่มผู้นำชุมชนจะร่วมกันจัดเวทีการประชุมเพื่อแจ้งให้กับสมาชิกชุมชนทราบถึงรายละเอียดโครงการ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นร่วมกัน เนื่องจากเป็นโครงการใหม่ที่ยังไม่มีความคุ้นชินและมีความเฉพาะในด้านวิธีคิด โดยเฉพาะแนวคิดการสร้างบ้านที่มากกว่าบ้านหรือการมองการช่วยเหลือผู้ยากไร้ในมิติของงานพัฒนาที่มากกว่าการสงเคราะห์โดยทั่วไป
ขั้นตอนต่อมากลุ่มผู้นำจะรับหน้าที่หลักร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้านในการออกสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะรับทราบกันในชุมชนเป็นอย่างดีว่าสภาพความเป็นอยู่ของแต่ละครอบครัวเป็นอย่างไร แต่จะมีการประเมินเพิ่มเติมในรายละเอียดตามกรอบของโครงการ จากนั้นจะได้รวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมในการนำเสนอต่อชุมชน โดยจะมีการจัดประชุมหรือการประชาคมเพื่อร่วมกันลำดับความเดือดร้อนของแต่ละกรณี (ใครลำบากที่สุดหรือสมควรได้รับการช่วยเหลือก่อน) ในขั้นตอนนี้กลุ่มผู้นำจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ จะมีการนำหลักเกณฑ์ต่างๆ มาร่วมพิจารณา เช่น ข้อมูลความจำเป็นขั้นพื้นฐาน หรือเกณฑ์ จปฐ. และข้อมูลสภาพคามเป็นอยู่แท้จริงในปัจจุบันที่ประเมินจากกลุ่มผู้นำและคณะกรรมการหมู่บ้าน เมื่อทุกฝ่ายได้นำเสนอข้อมูลและลงมติคัดเลือกผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์ตามกรอบโครงการแล้ว จะเป็นขั้นตอนของการวางแผนระดมทุนหรือระดมทรัพยากรที่จะใช้ดำเนินกิจกรรมต่อไปหรือที่กลุ่มผู้นำในท้องถิ่นเรีกว่า “การบูรณาทุน” โดยในการจัดประชุมสมัชชาอาจใช้สถานที่ของวัด โรงเรียนหรือที่ที่เหมาะสมตามสภาพของแต่ละชุมชนท้องถิ่น
กรณีตัวอย่างผู้ได้รับการช่วยเหลือภายใต้โครงการ นายจำนงค์ ยาวุธ หรือพ่อจำนงค์ วัย 60 ปี (จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4) เดิมที่มีอาชีพเป็นช่างก่อสร้างและรับจ้างทั่วไปมาตั้งแต่วัยหนุ่ม ปัจจุบันอาศัยอยู่กับลูกชาย (ลูกชายอีกคนใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ) พ่อจำนงค์มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ชีวิตในอดีตมีนายจ้างที่อนุญาตให้ใช้ที่ดินทำนา (ตอนนี้หยุดทำข้าวไร่มา 2 ปี) ถ้าปีไหนพอมีทุนก็จะปลูกข้าวโพด บางปีก็ไปรับจ้างปลูกถั่วฝักยาว ส่วนในปีนี้มีแผนว่าจะลงทุนปลูกถั่วในแปลงข้าวเดิม ประมาณ 2 ไร่ ประมาณ 3 เดือนจะสามารถเก็บผลผลิตขายได้
พ่อจำนงค์เล่าว่าปัจจุบันร่างกายไม่ได้แข็งแรงเหมือนสมัยหนุ่มแล้ว ตอนนี้ที่พอทำได้คือการเก็บหาของป่าตามฤดูกาล เช่น เห็ด ผัก หน่อ ที่เน้นไว้กินแต่ละวัน ส่วนเงินจะนำไปซื้อข้าวสารไว้
ประมาณปี 2559 เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลมาแจ้งข่าวเกี่ยวกับโครงการบ้านพอเพียงชนบท ตัวของพ่อจำนงค์ได้รับทราบว่าตนจะได้รับการช่วยเหลือจากโครงการดังกล่าว เนื่องจากบ้านหลังเดิมมีสภาพชำรุดเกือบทั้งหลัง เนื่องจากอยู่อาศัยมานานกว่า 40 ปี โดยมีแผนในการปรับปรุงผนัง เพดาน หลังคา เนื่องจากเสี่ยงต่อการพังถล่ม โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักมีฝนตกหนักและลมพายุ

พ่อนงค์ หรือนายจำนงค์ ยาวุธ หนึ่งในผู้รับผลประโยชน์จากโครงการบ้านพอเพียงชนบทขณะให้สัมภาษณ์
กลไกความร่วมมือและการบูรณาการเครือข่ายการทำงาน
ระดับของภายในแต่ละชุมชนหรือชาวบ้านทั่วไป มีบทบาทสำคัญตั้งแต่การเข้าร่วมเวทีระดับชุมชมเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมดันเกี่ยวกับแนวทางของโครงการบ้านพอเพียงชนบท โดยมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูล พูดคุยกันในลักษณะ “ปากต่อปาก” กันภายในชุมชน โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นเป็นกำลังสำคัญในการประสานกับกลุ่มต่างๆ ในชุมชน อาทิ กลุ่มอาสาสมัครสาธารณะประจำสุขหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มแม่บ้าน อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ชมรมตำรวจบ้าน
บทบาทสำคัญขององค์การบริหารส่วนตำบลเปือ[5] คือ สนับสนุนการประสานงานระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับชุมชน สนับสนุนการทำงานของสภาองค์กรชุมชนและร่วมกันแบ่งบทบาทการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ นอกจากนั้นยังร่วมสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมและอำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่ประชุมและวัสดุอุปกรณ์สำนักงาน
ในส่วนของภาคส่วนเอกชนอื่นๆ ที่เข้ามามีบทบาทสนับสนุนโครงการ อาทิ สโมสรไลออนส์ สุชาติการค้า ร้านแสงทองรีสอร์ท ในส่วนของร้านค้าวัสดุก่อสร้างได้ช่วยลดราคาค่าวัสดุก่อสร้างให้สำหรับการดำเนินโครงการ

วงพูดคุยถอดบทเรียนโครงการบ้านพอเพียงชนบท ณ องค์การบริหารส่วนตำบลเปือ
ความเปลี่ยนแปลงหลังการดำเนินโครงการ กลุ่มเป้าหมายโครงการ ได้บ้านที่มีสภาพมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้น ตัวของผู้ได้รับผลประโยชน์รู้สึกว่าตัวเองยังเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน (ยังมีคนสนใจ) แต่ก่อนอาจรู้สึกว่าตัวเองมักโดนดูถูกจากเพื่อนบ้าน กิจกรรมหรือภารกิจภายใต้โครงการบ้านพอเพียงชนบท เป็นเสมือนแบบฝึกหัดของการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรงตามสายงานปกติ ทำให้ช่องว่างของการทำงานระหว่างคนในชุมชนและหน่วยงานระดับต่างๆ ลดน้อยลงกว่าในอดีต มีความสัมพันธ์ที่ดีมากขึ้น
การใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกประสานงานทำให้เกิดพื้นที่การประสานผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมดำเนินงานในหลายภาคส่วน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐเข้าถึงหรือใกล้ชิดกับคนในชุมชนมากขึ้นและรับทราบถึงปัญหาและความต้องการของคนในชุมชนมากขึ้น
ทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นจะเปลี่ยนจากลักษณะการรอคอยการช่วยเหลือมาเป็นคนในชุมชนท้องถิ่นเป็นคนดำเนินการเป็นหลักมากขึ้น ในอนาคตเชื่อว่าคนในชุมชนจะตระหยักถึงการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นโดยตรงกับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในด้านการใช้เวทีประชาคมระดับชุมชนและตำบลจะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ เนื่องจากเป็นการตัดสินใจร่วมกัน มีมติร่วมกัน
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
พื้นที่ตำบลเปือมีต้นทุนสำคัญด้านต่างๆ ที่เอื้อต่อการทำงาน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เป้าหมายการดำเนินโครงการหรือจัดกิจกรรมสำคัญ จึงส่งผลให้คนคุ้นชินกับความร่วมมือในงานพัฒนา มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการพัฒนาตำบลให้มีความมั่นคงและยั่งยืน มีแหล่งน้ำเปือเป็นน้ำที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตรและอุปโภค บริโภค มีลำน้ำน่านไหลผ่านตำบลเปือเป็นลำน้ำสายหลักและอ่างเก็บน้ำอ้อที่ช่วยเก็บกักน้ำไว้ใช้ที่สามารถนำมาใช้ในระบบประปาในหมู่บ้านและมีลำเหมือง คลองส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตร ในด้านฐานทรัพยากรธรรมชาติโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์อุดมสมบูรณ์ การทำงานของ สภาองค์กรชุมชน เป็นพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาชุมชนของคนในท้องถิ่น กิจกรรมประชุมหรือเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีตัวแทนของสถาบันในชุมชนท้องถิ่นเข้าร่วม ถือว่าเป็นการรวมตัวกันของคนในท้องถิ่นที่เน้น “ความเป็นจิตอาสา” อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนท้องถิ่น เข้าร่วมทำงานด้วยความสมัครใจ (ไม่มีสายบังคับบัญชาหรือเน้นการสั่งการ)
องค์การบริหารส่วนตำบลให้การสนับสนุนเต็มที่ ตั้งแต่กระบวนการเกี่ยวกับข้อมูล การจัดทำเอกสารแผนโครงการ หากมีการประชุมจะมีการส่งเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนเข้าร่วมประชุมทุกครั้ง
ศักยภาพของผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น[6] กลุ่มผู้นำและคณะทำงานที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความสามารถในการบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลให้มีความก้าวหน้าประกอบกับพนักงานส่วนตำบลมีความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถเข้าถึงทุกหมู่บ้าน อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการประสานงานกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้การบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลสามารถพัฒนาได้จนถึงปัจจุบัน แม้ในบางครั้งมีข้อจำกัดทางด้านระเบียบกฎหมายที่ไม่เอื้อเต็มที่ต่อห้วงระยะโครงการ
ปัญหาและอุปสรรคการดำเนินการ
- พื้นที่ในเขตรับผิดชอบของบางหมู่บ้านอยู่ในเขตเทศบาลของอีกตำบล (ตำบลเชียงกลาง) ทำให้ยากต่อการบริการการจัดการ
- อุปสรรคจากการประสานงานภายในระหว่างหน่วยงานต่างๆ กับโครงการ ซึ่งในกรณีของพื้นที่ใหม่ของโครงการถือว่ายังไม่มีประสบการณ์มากนัก จึงควรมีเวทีบอกเล่าประสบการณ์ระหว่างพื้นที่เก่าที่มีประสบการณ์กับพื้นที่ใหม่ เช่น เทคนิคต่างๆ ข้อควรระวัง
- การทำงานของสภาองค์กรชุมชน แม้จะมีข้อเด่นคือการมีอิสระทางความคิดและมีความยืดหยุ่น แต่ในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มตัว ทำให้เกี่ยวข้องกับระบบ กฎระเบียบของแต่ละหน่วยงานอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ในบางช่วงผู้ปฏิบัติงานรู้สึกอึดอัด เช่น เกี่ยวข้องกับพื้นที่คาบเกี่ยวกับแนวเขตป่าประเภทต่างๆ บางครั้งเกี่ยวกับพื้นที่ของกรมเจ้าท่า ในการประสานงานแจ้งเรื่องการใช้ประโยชน์ในแต่ละพื้นที่ต้องรอขั้นตอนต่างๆ ที่อาจเกิดล่าช้า
- ในบางสถานการณ์ ขาดการสื่อสารระหว่างกลุ่มผู้นำที่รับผิดชอบกับกลุ่มเป้าหมายและชุมชน ส่งผลให้เกิดการเข้าใจผิดต่อการดำเนินโครงการและส่งผลให้งานล่าช้า เช่น การประเมินราคา
แผนพัฒนาและข้อเสนอต่อทิศทางในอนาคต
- แผนงานการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้เกิดจิตสำนึกและหวงแหนรักบ้านของตนเอง เช่น การร่วมมือกับโรงเรียนจัดค่ายเยาวชนภูมิสารสนเทศส่งเสริมเด็กใช้ข้อมูลดาวเทียมเป็น การเปิดโรงเรียนธรรมชาติ ตลอดจนการนำเรื่องราวต่างๆ ในตำบลไปบรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน
- เชื่อมโยงงานด้านที่อยู่อาศัยกับการด้านอื่นๆ เช่น งานด้านทรัพยากรหรือการเชื่อมโยงกับข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อจัดทำแผนพัฒนาอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การอยู่ดีกินดีของคนในพื้นที่
- ควรส่งเสริมการทำงานของสภาองค์กรชุมชนมีให้ความเข้มแข็งต่อเนื่องและควรส่งเสริมให้หน่วยงานในท้องถิ่นและหน่วยงานภายนอกเข้าใจและสนับสนุนบทบาทของสภาองค์กรชุมชนมากขึ้น
- ปรับปรุงการแบ่งบทบาทหน้าที่ของทีมงาน คณะกรรมชุดต่างๆ ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
- ค้นหาวิธีหรือเทคนิคการกระตุ้นการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความคิดในการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและลดความคิดในมิติการสงเคราะห์
- ในระยะแรกของการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะพื้นที่ใหม่ ควรมีเวทีสร้างความเข้าใจต่อหลักการและกระบวนทำงานอย่างเข้มข้น
- ควรเพิ่มงบประมาณด้านการบริหารจัดการกิจกรรม
[1] คำขวัญอำเภอเชียงกลาง คือ “เชียงกลางน่าอยู่ เคียงคู่วิหารไทลื้อ เลื่องลือบ่อน้ำทิพย์พญาไมย น้ำไหลตาดม่าน ล่องห้วยพ่านแก่งสะม้า ล้ำค่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชวนพิศ เมืองฟ้าใสคนใจงาม”
[2] ศูนย์บริการข้อมูลอำเภอ เข้าถึงได้จาก http://www.amphoe.com/menu.php?mid=1&am=303&pv=25
[3] เข้าถึงได้จาก http://www.puelocal.com/master1.php
[4] องค์การบริหารส่วนตำบลเปือยกฐานะมาจากสภาตำบล เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2542
[5] องค์การบริหารส่วนตำบลเปือ (ปรับเป็น อบต.ขนาดกลาง เมื่อปี พ.ศ.2550) ได้ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ทั้งสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล สภาองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้ง หมู่บ้านละ 2 คน รวมทั้งสิ้น 20 คน ดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี มีประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 1 คน และรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล 1 คน ซึ่งมาจากการคัดเลือกจากสมาชิกสภาฯ และให้นายอำเภอแต่งตั้งตามมติสภาองค์การบริหารส่วนตำบล
[6] นับแต่ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เป็นต้นมา ได้ทำให้บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก มีการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ยืดหยุ่นปรับตัวเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนมากขึ้นและพยายามก้าวให้ทันกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงของโลกและสภาพแวดล้อมของสังคมไทย






