
กาฬสินธุ์ : พอช. นำร่อง “ตำบลกุดหว้า” อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ถอดบทเรียนทบทวนตนเอง เพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนา “ตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็ง” ตั้งเป้าจัดเวทีดังกล่าวอีก 4 ภาค รวม 5 ภาค เพื่อพัฒนาระบบตัวชี้วัดที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชน โดยใช้เครื่องมือ “ตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็ง” 4 ด้าน ทดลองใช้ในพื้นที่รูปธรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง
ระหว่างวันที่ 28-29 เมษายน 2562 คณะทำงานสนับสนุนการขับเคลื่อนตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็ง โดยการแต่งตั้งของผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ร่วมกับ พอช. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นักวิชาการ ขบวนองค์กรชุมชนตำบลกุดหว้า และหน่วยงานท้องที่ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง จัดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการสรุปบทเรียนทบทวนตนเอง เพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนาในอนาคต “ตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็ง” ขึ้น ณ วัดกกต้อง อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ มีองค์กรชุมชนตำบลกุดหว้า จาก 13 หมู่บ้าน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 100 คน
นายธีรพงศ์ พร้อมพอชื่นบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน “อีสานหนึ่งเดียว” เพื่อให้เกิดการพัฒนาของพี่น้องนั้นมีความเข้มแข็ง สำหรับพื้นที่กุดหว้าได้มีกระบวนการถอดบทเรียนพื้นที่รูปธรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง เพื่อเป็นการทบทวนและสังเคราะห์บทเรียนการพัฒนาที่ชุมชนเป็นแกนหลัก พื้นที่เป็นตัวตั้งในการพัฒนา ซึ่งถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ พอช. ได้สนับสนุนให้เกิดกระบวนการดังกล่าว และจากการจัดเวทีสัมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ขบวนองค์กรชุมชนได้เห็นถึงงานพัฒนาของตนเองทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต จึงได้มีการจัด 3 ฐานเรียนรู้ของตำบลกุดหว้า และได้มีการระบุตัวบ่งชี้ถึงความเข้มแข็งของคนกุดหว้า ทำให้เห็นถึงการกำหนดอนาคตของคนกุดหว้า ที่คนภายในชุมชนเป็นผู้กำหนด และภายนอกร่วมสนับสนุน
“คนที่นี่จะเดินหน้าในการพัฒนาในหลายด้าน หลายมิติ และทำให้เห็นผลความสำเร็จ รวมถึงสิ่งที่บ่งบอกถึงความล้มเหลว วันนี้ทำให้เราได้เห็นถึงการค้นพบ หรือแนวทางในการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน และพี่น้องขบวนชุมชนกุดหว้า เกิดผลสัมฤทธิ์ถึงชุมชนเข้มแข็ง และขึ้นอยู่กับคนกุดหว้าที่จะลุกขึ้นมาจัดการตนเอง และบอกถึงผลสำเร็จของคนกุดหว้านั้นเป็นอย่างไร ทำให้เห็นถึงคน วิธีคิดของคน ทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ มีการกำหนดระบบ กติกา ด้วยชุมชนเอง เป็นการที่ออกแบบและทำร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และนี่คือแนวนโยบายที่อยากให้พี่น้องนั้นเดินหน้าไป ด้วยสิ่งที่พี่น้องนั้นกำหนดตนเอง พวกเราร่วมกันสร้างรูปธรรมเหล่านี้แล้วขยายผลไปสู่พื้นที่ต่างๆ ต่อไป”
กุดหว้ารูปธรรมการพัฒนาของคนผู้ไท
ฐานทุนสำคัญในการพัฒนาตำบล


ตำบลกุดหว้า เป็นตำบลในเขตการปกครองของอำเภอกุฉินารายฉ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ แบ่งพื้นที่การปกครองเป็น 2 พื้นที่ คือ องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล ประกอบด้วย 13 หมู่บ้าน ชาวบ้านมีวิถีความเป็นอยู่กันแบบเรียบง่าย มีการพึ่งพาธรรมชาติในการดำรงชีวิต ยังมีการเก็บของป่าบนภูเขา เพื่อนำมาเป็นอาหารและยารักษาโรค ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และเป็นชาวภูไทที่สืบทอดเชื้อสายกันมาอย่างยาวนาน มีทั้งภาษา การแต่งกาย วิถีความเป็นอยู่และวัฒนธรรม พิธีกรรมต่างๆ ที่สะท้อนถึงความเป็นตัวตนคนภูไทที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเหนียวแน่น
จากรูปธรรมดังกล่าวข้างต้น ขบวนองค์กรชุมชนตำบลกุดหว้า โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลกุดหว้า ได้มีการจัดฐาน 3 ฐาน เพื่อทบทวนบทเรียน ปัญหา ทุนทางสังคมของชุมชนในทุกมิติ รวมถึงข้อบ่งชี้ชุมชนเข้มแข็ง เพื่อนำมาสู่การสังเคราะห์บทเรียน ยกระดับการใช้ตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็งเป็นเครื่องมือในพื้นที่
นางชนากานต์ วังคะฮาต ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลกุดหว้า เล่าถึงงานพัฒนาที่บ้านห้วยแดง หมู่ 6 และหมู่ 10 ว่า ได้มีการสรุปบทเรียน โดยการใช้แผนที่หมู่บ้าน เล่าเรื่องผ่านอดีตถึงปัจจุบัน และให้คุยถึงสิ่งที่ชุมชนต้องการ ปัญหาในชุมชน รวมถึงของดีในชุมชน เช่น วัฒนธรรมประเพณีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน ทำให้การเป็นอยู่สงบ และนำมาสู่การรวมกลุ่มกันเพื่อแก้ไขปัญหาในหลายเรื่อง ผสมกับความเชื่อในวิถีภูไท และความสัมพันธ์ในรุปแบบเครือญาติ เช่น กลุ่มสานข้าว เป็นการรวมข้าวกันในยุ้งฉางรวม และหากบ้านใครข้าวไม่พอกินก็มายืมได้ พอถึงช่วงเก็บเกี่ยวก็เอามาคืนได้ ในชุมชนไม่มีใครที่ไม่มีข้าวกิน เป็นต้น
ในการรวมกลุ่มกันของคนบ้านห้วยแดงนั้น มีกลุ่มเย็บผ้า จากเดิมที่แยกกันทอผ้า เพื่อใช้เอง ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มกันขาย เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชน รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ บ้านห้วยแดงนั้นอยู่ติดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน และป่าสงวนดงด่านแย้ ชาวบ้านสามารถเข้าไปหาของอยู่ของกิน โดยมีการประชาคมเพื่อตั้งกฎระเบียบในหมู่บ้านขึ้น เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่า ทั้งนี้การเข้าไปใช้ทรัพยากรป่าไม้กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ว่าสิ่งใดสามารถเก็บและนำมากินได้ เช่น ดอกกระเจียว ผักหวานป่า ยกเว้นสัตว์ป่า กล้วยไม้ สำหรับคนที่ละเมิดกติกา ก็จะมีการปรับ แล้วนำเข้าบัญชีกลางหมู่บ้าน เพื่อพัฒนาหมู่บ้านต่อไป และในส่วนที่เกินกำลังของพวกเรากจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานราชการมาช่วยเหลือ
“สิ่งที่ชาวบ้านในชุมชนมุ่งหวังอยากให้เป็นและจะต้องเกิดขึ้นคือ ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดีขึ้น ไม่มีหนี้สินครัวเรือน และสามารถทำมาหากินได้อย่างไม่ขันสน และมีสิทธิ์ในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยที่มั่นคงขึ้น”
ด้านนางสมบัติ สมสวย ผู้ใหญ่บ้านบ้านโคกโก่ง เล่มเสริมว่า บ้านโคกโก่ง ได้เปิดเป็นหมู่บ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวต่างประเทศ และคณะที่มีศึกษาดูงาน มากกว่า 20 ปี แล้ว เริ่มทำตั้งแต่ 4 สิงหาคม 2541 ทำให้ชื่อเสียงของคนโคกโก่ง เป็นที่รู้จักและได้รับรางวัลจากกรท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทำทำให้พี่น้องมีรายได้จากการให้บริการดังกล่าว และจากการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวไว้สำหรับนักท่องเที่ยวนั้น มีการนำวิถีวัฒนธรรมภูไทมาเป็นตัวนำเสนอหรือเป็นจุดเด่น เช่น การแสดงวิถีวัฒนธรรม การแต่งกาย อาหารการกิน พิธีกรรมต่างๆ

“สิ่งที่เราอยากยกระดับและพัฒนาหมู่บ้านท่องเที่ยววัฒนธรรมภูไทโคกโก่งโฮมสเตย์คือ การขยายจากบ้านโคกโก่งเป็นการท่องเที่ยวชุมชนในระดับตำบลของตำบลกุดหว้า และสิ่งที่เราภาคภูมิใจคือการได้สืบทอดวิถีวัฒนธรรมดังกล่าวให้กับลูกหลานเยาวชนของเราได้สืบสานต่อ รวมถึงทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีเป้าหมายที่จะมีศูนย์ประสานงานของตำบลเป็นศูนย์กลางในการประสานงานของตำบลเกี่ยวกับการท่องเที่ยงที่เชื่อมโยงกันทุกฐานได้”
นายปริญญา ศรีแนน เครือข่ายเกษตรบ้านกุดหว้า เล่าว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2510-2530 ในพื้นที่ใช้เคมีในการผลิตเป็นอย่างมาก จริงๆ แล้วคนภูไทจะปลูกข้าวไว้กินก่อน ไม่เน้นขาย กระทั่งเครื่องจักรเข้ามา ลูกหลานไปเรียน จึงทำให้เกษตรกรผลิตผลผลิตที่มากขึ้น เพื่อนำมาขาย จึงทำให้มีการใช้เคมีเข้ามา ทำให้ต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้น กุดหว้ามีการแบ่งเขตในการทำอินทรีย์ในพื้นที่ 8 ไร่ก่อน และการวางกติการ่วม อยู่กันแบบเครือญาติ หากใครใช้สารเคมีหรือฉีดยา คนนั้นถือว่าเป็นคนที่สังคมรังเกียจ การทำเกษตรอินทรีย์ มันดีต่อสุขภาพ ตัวชี้วัดคือ มีผู้สูงวัยที่มีอายุยืน สุขภาพดี และสิ่งที่สะท้อนถึงความเป็นผู้ไทคือ หากเดินผ่านบ้านไหนเขาก็จะเรียกกินข้าว
“ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มเกษตรอินทรีย์สามารถรักษา ถ่ายทอดความรู้ ภูมิปัญญาให้กับคนในชุมชน ทำให้มีคนรุ่นใหม่สืบสานองค์ความรู้ ภูมิปัญญาและอุดมการณ์ต่อ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มให้การสนับสนุนมากขึ้น”

ทั้งนี้ “ตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็ง” เป็นเครื่องมือในการติดตามผลการเปลี่ยนแปลงผลแห่งการพัฒนา รวมถึงวัดการบรรลุเป้าหมายและความเข้มแข็งในการพัฒนาชุมชนของตนเองได้ มีการกำหนดตัวชี้วัดดังกล่าวใน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) คนมีแนวคิดและความสามารถเพิ่มขึ้น (ความรู้/ทัศนคติ/ทักษะ) 2) คุณภาพชีวิตคนในชุมชนดีขึ้น 3) องค์กรชุมชนเข้มแข็ง มีความสามารถในการบริหารจัดการ และ 4) ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างและนโยบาย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การพัฒนาระบบตัวชี้วัดที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม
ทิศทาง “ตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็ง” มีการขับเคลื่อนภายใต้คณะทำงานสนับสนุนการขับเคลื่อนตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็ง โดยการแต่งตั้งของผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มีบทบาทหน้าที่ในการจัดทำแผนปฏิบัติการสนับสนุนการขับเคลื่อนชุมชนเข้มแข็งจากระดับพื้นที่ และเชื่อมโยงสู่การกำหนดตัวชี้วัดร่วมในระดับประเทศ ซึ่งการกำหนดตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็งนั้น จะต้องสอดคล้องกับเป้าหมายทิศทางงานพัฒนาในพื้นที่ เพื่อกำหนดทิศทาง กระบวนการ และแนวทางที่จะขับเคลื่อนตัวชี้วัดที่สามารถวัดผลความเข้มแข็งของชุมชนได้จริง โดยตัวชี้วัดดังกล่าวนี้มีสาระสำคัญคือ ประการแรก ตัวชี้วัด ต้องเป็นเครื่องมือในการทำงานของชาวบ้าน ง่าย สะดวกใช้ และสนุกในการทำงาน แปลงงานวิชาการสู่การปฏิบัติการจริงในระดับพื้นที่ ประการที่สอง ตัวชี้วัด วัดผลการทำงานได้จริง ตอบโจทย์ทิศทางการพัฒนาของพื้นที่ได้ ประการที่สาม มีระบบการรายงานผลอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อให้เกิดการจัดกระบวนการทบทวนสรุปบทเรียนการพัฒนาของตำบลกุดหว้า และกำหนดเป้าหมายของชุมชนท้องถิ่นในอนาคต โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ รศ.ปาริชาติ วลัยเสถียร ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ และคณะอนุกรรมการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้คำแนะนำข้อเสนอแนะในการพัฒนาตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็งจากฐานล่าง โดยมีการจัดการเรียนรู้ในพื้นที่ การระดมความคิดเห็น ประมวลเนื้อหาสรุปสังเคราะห์เป้าหมาย แนวทางการพัฒนา สิ่งบ่งบอกความสำเร็จ และแผนงานที่จะทำร่วมกัน 1 ปี 3 ปี 5 ปี ของตำบลกุดหว้าที่จะขยับขับเคลื่อนร่วมกัน
รศ.ปาริชาติ วลัยเสถียร อาจารย์ให้คำแนะนำว่า “ทำอย่างไรให้คนสำราญงานสำเร็จ ทำงานเสร็จกับงานสำเร็จ ได้ทำกับทำได้นั้นต่างกัน สิ่งที่ได้ทำกันไปใน 2 วันนี้ เป็นการทบทวนตนเองในสิ่งที่ทำ จะเห็นว่าเรามีทุนทางสังคมวัฒนธรรมผู้ไท ทุนทางสิ่งแวดล้อม แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยังมีทุกข์ และมีสิ่งที่เราอยากเห็นในอนาคต หลายคำที่พูดคุยหลายเรื่องเป็นตัวชี้วัด เช่นเรื่อง เกษตรปลอดสารพิษ การมีสุขภาพดีปลอดโรค การปลอดหนี้ของคนตำบลกุดหว้า เป็นสิ่งที่เราอยากเห็นข้างหน้า เบื้องหลังความสำเร็จเบื้องหลังงาน ใครทำอะไรอย่างไรบ้าง
ตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็ง ที่มีการกำหนดแบ่งเป็น 4 ด้าน 52 ตัวชี้วัด จัดเป็น 2 หมวดใหญ่คือ 1) คือเรื่องของคน ผู้นำ ปราชญ์ ผู้มีความรู้ความสามารถ ในตัวคนที่รวมตัวเป็นกลุ่ม เป็นกลไกขับเคลื่อนการทำงานให้เนื้องานด้านต่างๆ ที่เราอยากเห็น ได้ประสบความสำเร็จ
เนื้อหาการพูดคุยสาระคือเป็นการย้อนอดีตเพื่อให้เห็นทุน เพื่อมองอนาคต แล้วแตกออกเป็นงานของเรา ทั้งเรื่องของคน แก้เรื่องสารเคมี แก้เรื่องพันธุ์ข้าว ฯลฯ ขณะที่ในกลุ่มของตัวชี้วัด เราอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ใหญ่ขึ้น เป็นเรื่องการเปลี่ยนนโยบายเทศบัญญัติ เป็นการทำงานที่ขับเคลื่อนเรื่องใกล้ตัว และเปลี่ยนในระดับนโยบาย จังหวัด จนถึงในระดับชาติ
ในเรื่องของคน ผู้นำรุ่นเก่า ผู้นำรุ่นใหม่ สร้างกลุ่มก้อนให้แข็งแรง ให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี ในการทำตัวชี้วัดต้องเป็นตัวชี้วัดอย่างง่าย สิ่งที่เราอยากเห็นในอนาคต มีสิ่งบ่งบอกอย่างง่ายๆ เรื่องงาน เรื่องคน ในเรื่องเศรษฐกิจ มีตัวชี้วัดเยอะมาก ทั้งเรื่องรายได้เศรษฐกิจ เรื่องอาชีพ เรื่องเงินออม การกำหนดอาจจะกำหนดจากเรื่องที่เราสามารถทำได้สำเร็จ เลือกไม่กี่ตัวที่สะท้องให้เห็นว่าชุมชนเราเข้มแข็ง เราต้องทำงานให้คนสำราญงานสำเร็จ สร้างสมดุลชีวิต ให้คนทำงาน ทำงานอย่างมีความสุข สิ่งบ่งบอกความสำเร็จการทำงาน เลือกสักด้านเพื่อที่คิดว่าจะทำสำเร็จ แล้วพัฒนาให้เป็นตัวชี้วัดของตำบล รศ.ปาริชาติ กล่าวในตอนท้าย
ด้าน ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย กล่าวว่า ตัวชี้วัดที่เห็น มีจากเหตุภายใน เป็นกระบวนการปรึกษาหารือของคนที่ตำบลนี้ ผลที่เกิดจากการหารือคือเกิดแผนเป็นเบื้องต้น สุดท้ายปลายทางเราจะมีแหล่งน้ำ ตำบลปลอดสารเคมี และเหตุปัจจัยภายนอก ที่มีการเชื่อมโยงกับหน่วยงาน หลายๆ หน่วยงาน เราต้องแยกผลกับเหตุปัจจัย เราควรจำแนกออกให้เห็น
สังเกตได้ว่าคนที่ตำบลกุดหว้า มั่นใจในอัตตลักษณ์ของคนผู้ไท มีวัฒนธรรมที่แข็งแรง ซึ่งเป็นสิ่งชี้วัดที่บ่งบอกถึงความเข้มแข็ง ความมั่นใจความภูมิใจตนเอง สิ่งที่สะท้อนอัตตลักษณ์มากกว่า 3 สิ่ง ที่นี้มี 1) มาลัยไม้ไผ่ 2) เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ลวดลายเสื้อผ้า เมื่อมีอัตตลักษณ์ อาชีพก็มา งานก็มี ความภูมิใจก็เกิด
นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ กล่าวว่า จากการฟังสิ่งที่เห็นคือคนนที่นี่รู้ที่มาประวัติศาสตร์ของตนเอง มีวัฒนธรรมผู้ไทที่เข้มแข็ง มีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม เป็นปราการที่ใหญ่ที่สุดของคนที่นี่ ถ้าจะดูชุมชนเข้มแข็ง ต้องดูที่คน เรามองเห็นผู้นำ มีเรื่องน่าสนใจว่าฐานของวัฒนธรรมผู้ไท วางระบบผู้นำอย่างไร มีระบบการสืบทอดอย่างไร การมีผู้นำรุ่นใหม่มาสืบทอดทำอย่างไร จ้เป็นสิ่งที่บ่งบอก เราควรเก็บข้อมูลเรื่องระบบผู้นำ
2) เป็นเรื่องการจัดองค์กรทางการ กองทุนสวัสดิการ เษตรอินทรีย์ แต่กลุ่มเครือญาติ กลุ่มนามสกุลเดียวกัน ซึ่งเป็นกลุ่มธรรมชาติ ในการแก้ปัญหาเราใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างไร ในการพัฒนาสิ่งบ่งชี้ ต้องมีข้อมูลมาตอบว่าเข้มแข็งจริงโดยมีข้อมูล และมีการเชื่อมโยงหน่วยงานในพื้นที่ รพสต. อสม. อบต. ฯลฯ ที่เชื่อมความร่วมมือ เป็นการบริหารจัดการร่วมกับภาคีที่หลากหลาย
3) วัฒนธรรมเข้มแข็ง การประสานภาคี ต้องแก้ปัญหาได้ ปัญหาที่ดินแก้ไม่ได้ ชาวบ้านมีหนี้สินมาก เราแก้ปัญหาอย่างไร ในเรื่องที่ดิน เรามีที่ดินทุกคนหรือไม่ ที่ดินมีเอกสารสิทธิ์กันทุกคนหรือไม่ หรือรายได้ที่พอเพียงที่จะอยู่ได้อย่างมั่นคงอย่างไร กระบวนการพัฒนาทั้งหมดต้องตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของชุมชน
เรื่องความสัมพันธ์ การเมืองการปกครอง เราต้องการจัดการตนเอง เราอยากแก้ปัญหาด้วยตนเอง ตอบโจทย์ของชุมชน และไม่ต้องการให้คนอื่นมาเป็นคนกำหนด เป็นการสะท้อนความแข็งแรง มีกระบวนการวางแผน ประสานเชื่อมโยง และแก้ปัญหา กระบวนการที่กำหนดตนเอง ตอบโจทย์ของคนตำบลกุดหว้าเอง ไม่ใช่คนอื่นกำหนดให้ เรามีวิธีการ การต่อรองเจรจา กระบวนการที่ทำให้เราเป็นหลัก และให้คนอื่นมาหนุนเสริมในการทำงานในพื้นที่
เรื่องวัฒนธรรม แยกเป็น ประเพณีการแสดง วัฒนธรรมการผลิต ที่พึ่งตนเอง พึ่งพาทรัพยากร เป็นเศรษฐกิจบนฐานวัฒนธรรม และจารีตประเพณี เป็นกติกาของชุมชน เป็นกฏที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร ซึ่งมาจากฐานวัฒนธรรมที่สามารถแบ่งออกเพื่อให้เราสามารถเข้าใจได้ชัดขึ้น นายชัชวาลย์ กล่าวในตอนท้าย
อย่างไรก็ตาม รูปธรรมของ ชุมชนเข้มแข็ง ในนิยามความหมายของรัฐก็มองไว้แบบหนึ่ง แต่รูปธรรมของชุมชนเข้มแข็ง ภาพสะท้อนของคนที่ตำบลกุดหว้า ก็เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งแบบหนึ่ง ซึ่งในการที่จะกำหนดเกณฑ์ในการวัดผล หรือตัวชี้วัด สำคัญที่สุดคือต้องเป็นการกำหนดจากฐานล่าง จากชุมชนท้องถิ่นเป็นหลักการ ที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญ และต้องกำหนดตัวชี้วัดจากการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งมากกว่าการกำหนดจากข้างบนเพียงอย่างเดียว

เรียบเรียง : นางสาวสุธิดา บัวสุขเกษม , นายรุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน






