
ตำบลโคกหม้อ เป็นตำบลหนึ่งที่ตั้งอยู่ในอำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี มี 5 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านเขาน้อย หมู่ที่ 2 บ้านเกาะพยอม หมู่ที่ 3 บ้านโคกหม้อ หมู่ที่ 4 บ้านเขาลูกช้าง และหมู่ที่ 5 บ้านหินกอง ในอดีตประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นพี่น้องชาวลาวในกำแพงเมืองเวียงจันทน์ ได้อพยพตามสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่1) ที่ได้ชนะศึกจากเวียงจันทน์ และพี่น้องชาวลาวนี้มีความเชี่ยวชาญในการย้อมผ้าด้วยครั่ง ได้มาตั้งถิ่นฐานที่ตำบลโคกหม้อ อำเภอทัพทัน ซึ่งเดิมเป็นถิ่นฐานเก่าของชาวมอญ ทำให้คนตำบลโคกหม้อได้ผสมผสานศิลปะของลาว มอญ ไทยเข้าด้วยกัน และสร้างสรรค์งานศิลปะที่สืบทอดกันมาเป็นเวลา 200 ปี
การสืบทอดภูมิปัญญาชาวลาวครั่งในตำบลโคกหม้อ มีการสืบสานภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น ในสมัยโบราณการทอผ้าได้รับการฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม บูชาพระ และเป็นของกำนัล ตลอดจนถึงเครื่องแต่งกายในพิธีงานแต่งของตนเอง ประชาชนในตำบลโคกหม้อส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาเป็นหลัก หลังจากเสร็จจากการทำนา ผู้หญิงในตำบลโคกหม้อจะมาทอผ้าเป็นอาชีพเสริม
นางอัญชุลี วัฒนกุล ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลโคกหม้อ และประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลโคกหม้อ กล่าวว่า “ปี 2523 เริ่มมีการรวมตัวตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้นในตำบล สมาชิกที่เข้าร่วม จำนวน 16 คน มีการลงหุ้นคนละ 100 บาท ปัจจุบันการทอผ้าลาวครั่งในตำบลโคกหม้อได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มีผู้สนใจเข้าร่วมกลุ่มทอผ้าร้อยละ 70 ของจำนวนหลังคาเรือนที่มีอยู่ในตำบล (จากครัวเรือน 2,423 ครัวเรือน) ซึ่งส่วนใหญ่นิยมทอผ้าไหม ผ้ามัดหมี่ต่อตีนจก ฝ้ายยกดอกเชิงแบบเก่า ลวดลายผ้าเป็นแบบโบราณ เช่น ลายด่านเมืองลาว ลายนาค ลายด่านใหม่ เป็นต้น การย้อมสีใช้สีจากวัสดุธรรมชาติ ได้แก่ ครั่ง แก่นขนุน คำแสด เปลือกเงาะ มังคุด เปลือกสะตอ”
ปัจจุบันได้มีการยกระดับเป็นศูนย์การเรียนรู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาในการทอผ้า มีการรวบรวมผ้าเก่าโบราณ เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกมาเรียนรู้และเยี่ยมชม ได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนบ้านโคกหม้อในการให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กับเยาวชนและประชาชนในตำบล มีการรวบรวมลายผ้า 42 ลาย ตลอดจนการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้กับชุมชน ได้แก่ ลายปทุม (บัวสี่เหล่า) ลายปทุมนาค (ลายนาคกับดอกบัว/บัวบูชากับนาค) ลายมัทนา (ดอกกุหลาบ) ลายดอกสุพรรณิการ์ (ดอกไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานี) ลายหงส์สี่ทิศ บ่งบอกถึงความสูงศักดิ์ของสตรีทั้งสี่ทิศ สำหรับลายอัตลักษณ์จะทำตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งผู้สวมใส่จะเป็นเจ้าของเพียงผืนเดียวในโลก ราคาสำหรับลายอัตลักษณ์นั้นอยู่ระหว่าง 350,000 – 500,000 บาท
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา กลุ่มทอผ้าและศูนย์การเรียนรู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาทอผ้าตำบลโคกหม้อ สร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้าน มีรายได้เดือนละ 8,000 – 20,000 บาทต่อเดือน มีการกำหนดกติการ่วมกัน มีการปรับเปลี่ยนระบบการทอผ้าจากเดิมใช้ผู้ทอหลายคนในผ้าผืนเดียว ซึ่งทำให้ผลงานออกมาไม่มีความประณีต จึงสร้างกติการ่วมกันในการทอผ้าต้องทอให้เสร็จคนเดียวภายใน 1 ผืน ใช้ระยะเวลาในการทอนาน 3 เดือน ถึง 1 ปี และได้มีกติการ่วมอีก 1 ข้อ คือ ยังคงรูปแบบวิธีการดั้งเดิมไว้ครบทุกขั้นตอน ถึงแม้จะมีการใช้เทคนิคเข้าร่วมในการพัฒนาคุณภาพสินค้า แต่คนในตำบลไม่ลืมที่จะรักษาความโบราณของขั้นตอนในการทอผ้าอย่างเคร่งครัด ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมของชุมชน เริ่มตั้งแต่การกวักไหม คั่นหมี่ มัดย้อม (มัดหมี่) ย้อมสีพื้น ต้มหมี่ กอ ร้อยใส่พวง และสุดท้ายคือทอเป็นผืนผ้า

การเชื่อมโยงและการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การเรียนรู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาการทอผ้าลาวครั่ง ได้ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรของโรงเรียนบ้านโคกหม้อ เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับความรู้และฝึกฝนให้ชำนาญตั้งแต่เด็ก เป็นอาชีพเสริม ช่วยเหลือตนเองและครอบครัวให้มีรายได้ นอกจากนี้องค์การบริหารส่วนตำบลโคกหม้อยังได้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาตำบล 4 ปี (2561 – 2564) ในการสนับสนุนการทอผ้าลาวครั่งของตำบล และยังได้รับความร่วมมือจากอำเภอทัพทันในการจัดหาที่ดินราชพัสดุให้สร้างเป็นที่ทำการและศูนการเรียนรู้
การทอผ้าลาวครั่ง นอกจากเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ถ่ายทอดสู่ผืนผ้าเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับทั้งผู้ทอที่สร้างผลงานงดงามอัศจรรย์ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้สวมใส่ที่ได้ร่วมรักษาศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ คนตำบลโคกหม้อ รู้สึกภูมิใจกับการเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาและถ่ายทอดสิ่งดีๆ ให้อยู่คู่ประเทศไทย

เรียบเรียงโดย อรสา สิทธิธัญกิจ
คณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอุทัยธานี






