เรียบเรียงโดย สภาองค์กรชุมชนตำบลโนนตูม อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา
ตำบลโนนตูม อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ชาวบ้านได้ลุกขึ้นมาสร้างแหล่งอาหารให้กับครอบครัวตนเอง การ “อยู่ดีกินดี” มี “อาหารปลอดภัย” กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่ทุกครอบครัวสามารถทำได้หากมีความขยันและพร้อมที่จะรักษาสุขภาพของตนเอง โดยการปลูกผักไร้สาร เป็นอาหารปลอดภัย ในชุมชนของตนเองได้อยู่อย่างพอเพียงในบ้านเกิด

นายกิตติ ลีสม ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลโนนตูม เล่าว่า เมื่อประมาณปี 2555 พื้นที่สาธารณะของชุมชนมีเนื้อที่อยู่ประมาร 22 ไร่ เมื่อก่อนเคยปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของชุมชน แต่ต่อมาการปลูกหม่อนไม่ค่อยได้รับความสนใจเนื่องจากว่าไม่มีคนสืบทอด อีกทั้งยังทำยากจนจึงหันหน้าเข้าไปหางานทำในเมือง จึงปล่อยให้รกร้างบางส่วน
กระทั้งได้มีนโยบายของรัฐบาลที่จะสร้างงานสร้างอาชีพให้คนในชุมชน จึงได้สนับสนุนงบประมาณลงมาประมาณ 300,000 บาท ชาวบ้านจึงได้เปิดเวทีประชาคมถึงความต้องการของพี่น้อง การประชาคมดังกล่าวจึงมาลงเอยกันที่ดินสาธารณะแปลงนี้ ว่าจะนำมาเป็นแหล่งอาหารที่ปลอดสารของชุมชน
จากงบประมาณที่รัฐได้รับการสนับสนุนลงมา จึงได้ขุดสระเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษๆ เพื่อให้มีน้ำในการเกษตร วางระบบการจัดการน้ำให้ทั่วถึงทั้งแปลง พร้อมทั้งดึงไฟฟ้าเข้ามาใช้ในแปรงเกษตรของชาวบ้าน

จากนั้นจึงได้เปิดรับสมัครสมาชิกผู้ที่สนใจจะเข้าไปปลูกผักสวนครัว และมีคนสนใจกว่า 200 ครัวเรือน ซึ่งหากเมื่อมองดูแล้วจะเป็นว่ามีคนมากกว่าที่ดินจึงได้คัดเลือกให้เหลือเท่าที่พอรองรับสมาชิกได้ จากความสามัคคีดั่งกล่าวยังมีคนที่ขอสละสิทธิ์ให้กับคนที่ไม่มีที่ดินจะปลูกพืชผักได้ เพราะบางคนก็มีที่ตามทุ่งนาของตนเองที่จะพอปลูกได้ จนในที่สุดก็ได้สามารถที่จะมาปลูกทั้งสิ้น 123 ครัวเรือน
เมื่อสมาชิกพร้อมใจกันจึงออกกฎระเบียบการเข้าใช้ที่ดินร่วมกัน การอยู่ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความสามัคคีกัน มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน และจากการพูดคุยกับสมาชิกจึงตกลงที่จะจ่ายค่าไฟวันละ 1 บาทต่อครอบครัว เดือนหนึ่งก็ 30 บาท เท่านั้น เพื่อเป็นการบำรุงและเสียค่าไฟ ที่เหลือก็นำไปฝากธนาคารเพื่อเป็นทุนสำรองให้กับสมาชิก
ในที่สุดคนตำบลโนนตูมก็มีพืชผักธัญญาหารที่ปลอดภัย ซึ่งคำว่าอาหารที่ “ปลอดภัย” นั้นไม่ได้หมายถึงแค่ความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความปลอดภัยต่อผู้ผลิต สังคม สิ่งแวดล้อม ที่เราทุกคนอาศัยอยู่ร่วมกัน ซึ่งเป้าหมายตำบลโนนตูมคือ “ชาวบ้านมีระบบอาหารที่ปลอดภัยสู่ตลาดชุมชนให้มั่นคง”
“เราปลูกพืชตามฤดูกาล เพราะจะทำให้ปลูกง่าย ไม่ต้องหาสารเคมีมาอาบพืชผักของเรา ปุ๋ยอินทรีย์เราก็ช่วยกันทำและแบ่งกันไปใส่ผัก สารไล่แมลงเราก็รวมกันทำ ทุกอย่างเราทำจากสารอินทรีย์ล้วนๆ ทุกวันนี้เราจึงไม่ต้องกลัวว่าจะกินสารเคมี เราเก็บก็กินได้เลยปลอดสารแน่นอน”

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนระบบอาหารเพื่อความปลอดภัยทั้งต่อคนและสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องเริ่มต้นที่ทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นสำคัญ จากการบริโภคตาม “ความอยาก” ควรเปลี่ยนมาเป็นการบริโภคตาม “ธรรมชาติ” ที่มีความสอดคล้องกับฤดูกาล สิ่งแวดล้อมและท้องถิ่นที่อยู่อาศัย ต้องเกื้อกูลกัน
“ที่นี่ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เช่น ถั่วฝักยาว ข้าวโพด ต้นหอม ตระใคร่ ข่า พริก ผักชีลาว ผักชีหอม ผักบุ้ง บวบ แตงกวา ถั่วลิสง มะเขือ มีเขือเทศ มัน เผือก กระเพรา โหรพา แมงลัก และผักชนิดต่างๆ ฯลฯ เรียกว่ามีครบครันเลยที่เดียว ไม่ต้องออกไปหาซื้อที่ตลาด ที่สำคัญเราเก็บไปแต่พอกินก็พอไม่ต้องค้างไว้ที่ตู้เย็น กินสดๆ กันเลย รับรอบปลอดสารแน่นอน” ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลโนนตูม กล่าว
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านได้เล็งเห็น คือการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคให้มาพบกันโดยไม่ผ่านผู้ค้าคนกลาง ผ่านความพยายามของการสร้างตลาดสีเขียว (ตลาดชุมชน) ตลาดนัดอาหารปลอดภัยในพื้นที่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นห่วงโซ่สำคัญที่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้เริ่มตระหนักถึงที่มาของอาหารที่เรากินว่ามาจากความทุ่มเทและตั้งใจของเกษตรกรจริงๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อทำไปแล้วก็มีหน่วยงานเข้ามาสนับสนุน ทั้งเรื่องเมล็ดพันธุ์ผัก การทำปุ๋ย การทำสารไล่แมลง และสนับสนุนงบประมาณบางส่วนมาให้ชุมชนได้มีทุนในการจัดการเพิ่มขึ้นเรื่องๆ เช่น พัฒนาชุมชน เกษตรอำเภอ นายอำเภอ กศน. เป็นต้น
นายกิตติ เล่าต่ออีกว่า ตอนแรกๆ ใครไปแปรงเกษตรเวลาฝนตกก็ต้องตากฝน เวลามีแดดก็ต้องหาร่มไม้พอให้ร่มเงาเท่านั้น อีกทั้งเวลาเจ็บหนัก เจ็บเบา ก็ต้องกาที่กำบังปล่อยทุกข์ กลุ่มจึงได้ชวนกันทำศาลาที่พักอาศัยเวลาใครไปใครมา และมีห้องน้ำ พอทำไปจนพอมีความแข็งแรงของฐานคิดของคนในชุมชน และสามารถให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้แล้ว และเริ่มมีคนเข้ามาศึกษาดูงานที่แปรงผักของเรา การขยายศาลาที่พักก็เริ่มกว้างขวางขึ้น มีห้องน้ำเพิ่มขึ้น ในที่สุดจนกลายเป็น “ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์” จนถึงปัจจุบัน
“เราเริ่มจากตัวเราก่อนมันถึงคงทน แข็งแรง มากกว่าคนภายนอกมาจัดตั้งให้เรา การพยายามพึ่งตนเอง ให้ได้ในระดับครอบครัวก่อน คือ อยู่ได้อย่างพอเพียง ด้วยการลดรายจ่าย ปลูกทุกอย่างที่บริโภค บริโภคทุกอย่างที่ปลูก ลด ละ เลิกอบายมุข อยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร ลดความเห็นแก่ตัว ช่วยเหลือเกื้อกูลและแบ่งปัน และอยู่ดียิ่งขึ้นด้วยการเรียนรู้ โดยเฉพาะเรียนรู้ตนเอง พัฒนาทักษะภูมิปัญญา ตลอดจนสร้างภูมิคุ้มกันให้ครอบครัว”

การร่วมมือร่วมใจกันจึงเป็นการพัฒนาชุมชนด้วยกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ โดยยึดหลักการพึ่งพาตนเอง จนตระหนักและเข้าใจในศักยภาพของทุนชุมชน มีการประเมินการใช้ประโยชน์ เพื่อกำหนดเป้าหมายการดำเนินกิจกรรม เพื่อจัดการปัญหาของคนในชุมชน จะทำให้มีผลการดำเนินงานออกมาดี และได้รับการเผยแพร่ปากต่อปาก
การขอศึกษาดูงานของกลุ่มองค์กร ผู้นำชุมชนจากต่างจังหวัด ต่างอำเภอ ก่อให้เกิดความตื่นตัว ในการเข้าร่วมกิจกรรมของชาวบ้าน และเกิดผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาร่วมทำงาน ร่วมแก้ไขปัญหา และพัฒนาชุมชนอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์แวดล้อม และความต้องการของชุมชนมากยิ่งขึ้น

ที่สุดแล้ว “อาหารการกิน” เป็นหนึ่งในรูปธรรมของการสร้างความสุขในชีวิตมาเนิ่นนาน แต่ทั้งหมดนี้เราสามารถเลือกได้ว่า ความสุขของเราในมื้อต่อๆ ไป จะเป็นเพียงความสุขที่ได้ตอบสนองรสชาติ ความอยาก และความต้องการส่วนตัวอย่างที่เคยเป็นมาตลอด หรือจะเป็นห่วงโซ่แห่งความสุขและความเอื้ออาทร ที่ถูกส่งต่อไปยังเพื่อนมนุษย์ที่เป็นผู้ผลิตอันเป็นต้นกำเนิดของพืชพรรณธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์






