
เขตบางซื่อ / โครงการ “สานพลังประชารัฐ การพัฒนาบึงบางซื่อ” ซึ่งเป็นความร่วมมือทั้งภาคเอกชนและรัฐ โดย SCG. มอบที่ดิน 10 ไร่ เพื่อสร้างบ้านมั่นคงให้ชาวชุมชนแออัดที่อาศัยอยู่รอบบึง 197 ครอบครัว และพัฒนาพื้นที่รอบบึง 51 ไร่ให้เป็นสถานที่พักผ่อน โดยมีเครือข่ายบ้านมั่นคงทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดกว่า 200 คนเข้าร่วมงานและแสดงความยินดีกับชาวชุมชนบ่อฝรั่ง
พื้นที่บึงบางซื่อมีเนื้อที่ทั้งหมด 61 ไร่ เป็นที่ดินของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCG. ขุดดินเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปูนซิเมนต์ จนกลายเป็นบึงหรือบ่อน้ำขนาดใหญ่ ส่วนพื้นที่รอบบ่อ บริษัทฯ สร้างบ้านให้พนักงานอยู่อาศัย ต่อมามีการขยายครอบครัว รวมทั้งคนจากภายนอกบุกรุกเข้ามาปลูกบ้านเรือนเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นชุมชนแออัด บ้านเรือนทรุดโทรม บริษัท SCG ในฐานะเจ้าของที่ดินจึงมีแผนงานพัฒนาบึงบางซื่อขึ้นมา โดยร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย ‘บ้านมั่นคง’ เฟสแรก จำนวน 45 ครัวเรือน แล้วเสร็จในปี 2558 และจะดำเนินการอีก 197 ครัวเรือน พร้อมทั้งพัฒนาบึงบางซื่อให้เป็นพื้นที่สีเขียว โดยความร่วมือของหลายหน่วยงาน
โดยในช่วงเช้าวันนี้ (9 เมษายน) มีเวทีเสวนาเรื่อง “ 15 ปีบ้านมั่นคง เหลียวหลัง แลหน้า จากชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ถึงบึงบางซื่อ” โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยตัวแทนชุมชนบึงบางซื่อ (บ่อฝรั่ง) ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ เครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพ อ.มณฑล จันทร์แจ่มใส ม.ราชภัฏพระนคร และนางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ที่ปรึกษาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

อ.มณฑล จันทร์แจ่มใส ม.ราชภัฏพระนคร กล่าวว่า แนวทางบ้านมั่นคงเป็นแนวทางที่ดี และควรจะเอาชุมชนที่ประสบความสำเร็จมาขยายผลต่อ ซึ่งในส่วนของสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยจะต้องไปรับใช้ชุมชน เพราะที่ผ่านมา นักศึกษาที่เรียนด้านสถาปนิกมีความคิดที่จะสร้างบ้านให้คนรวย ตนจึงพานักศึกษาลงชุมชนเพื่อไปเรียนรู้จากชาวบ้าน
“คนจนต้องมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แต่จะทำเพียงคนเดียวหรือทำเดี่ยวๆ ไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน โดยหน่วยงานรัฐต้องให้โอกาสชาวบ้านได้มีพื้นที่พูดคุย ต่อรอง และเอาหน่วยงานต่างๆ มาพูดคุยกัน เป็นการทำงานแบบบูรณาการ ไม่คิดแยกส่วน แต่ต้องมองในภาพรวม โดยมหาวิทยาลัยควรมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาของชาวบ้าน ในขณะเดียวกันชาวบ้านก็จะต้องถอดบทเรียน เอาประสบการณ์จากพื้นที่อื่นๆ มาเรียนรู้ และต้องทำเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การศึกษา เป็นการพัฒนาทั้งกระบวนการ เพื่อทำให้เมืองน่าอยู่และมีความสุข” อ.มณฑลกล่าว

นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ที่ปรึกษาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญของชาวชุมชนบ่อฝรั่ง (บึงบางซื่อ) และถือเป็นวันที่สำคัญของประเทศ เพราะโครงการพัฒนาบึงบางซื่อเป็นความร่วมมือของชุมชน บริษัท SCG. กรมธนารักษ์ พอช. และหน่วยงานต่างๆ มาร่วมสนับสนุนชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านมีภาระในการสร้างบ้านน้อยลง ขณะเดียวกันชุมชนต้องใช้โอกาสนี้ทำให้คนทุกกลุ่มในสังคมเห็นว่าบ้านมั่นคงเป็นโครงการที่ดี เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้สังคมเห็นถึงความร่วมมือร่วมใจในการทำบ้านมั่นคง ซึ่งจะทำให้คนจนคนอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งในเมืองและชนบทได้มีกาสแบบชาวชุมชนบึงบางซื่อ
“โครงการบ้านมั่นคงเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เป็นการพัฒนาคน พัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ไม่ใช่สร้างบ้านเพียงอย่างเดียว และต้องทำร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต้องเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย และต้องทำทั้งเมือง ทำทุกมิติ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี” นางสาวสมสุขกล่าว

นางสนอง รวยสูงเนิน เครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบางเมืองชุมแพ กล่าวว่า การทำโครงการบ้านมั่นคง ชุมชนจะต้องเข้มแข็ง ต้องร่วมกันตัดสินใจ และร่วมกันบริหารโครงการ โดยใช้ทุนภายในของเราเป็นหลัก เช่น มีการร่วมกันออมทรัพย์เพื่อเป็นหลักประกันในการทำโครงการ ใช้ทุนภายนอกให้น้อย เพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชน
“เมื่อก่อนคนจนจะเรียกร้องสิ่งใด เราต้องไปม็อบหรือไปประท้วง แต่ตอนนี้มีหน่วยงานต่างๆ มาร่วมสนับสนุนเราแล้ว และเมื่อเราทำบ้านมั่นคงแล้ว เราต้องรักษาบ้านเอาไว้ให้ได้ โดยการสร้างอาชีพมารองรับ เช่น ที่เมืองชุมแพ เราทำนารวม ทำโรงงานน้ำดื่ม รวมทั้งยังมีกิจกรรมอื่น เช่น การพัฒนาเด็กและเยาวชน ทำเรื่องสุขภาพผู้สูงอายุ และมีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเพื่อให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลง” นางสนองกล่าว

นายมานะ เพ็งสุคันโธ ตัวแทนชุมชนบ่อฝรั่ง กล่าวว่า ชุมชนบ่อฝรั่งเป็นต้นแบบการทำโครงการบ้านมั่นคงทีมที่มีเอกชนคือ หน่วยงานรัฐมาร่วมสนับสนุน ซึ่งต่อไปเราจะพัฒนาบึงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นแหล่งรายได้ของชุมชน และจะพัฒนาในด้านต่างๆ โดยนำประสบการณ์จากการดูงงานที่ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ เมืองชุมแพ ฯลฯ มาเป็นแบบอย่างการพัฒนา เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ลูกหลานมีอนาคตที่ดี

นายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผอ.พอช.กล่าวว่า โครงการบ้านมั่นคงทำให้ชุมชนมีโอกาสในการพัฒนาที่อยู่อาศัย เป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น ทำให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น และมีอิสระในการคิด เป็นการใช้พลังความดีของชุมชนอย่างสร้างสรรค์
“ต่อไปชุมชนหรือคนจนจะไม่เป็นภาระของการพัฒนาเมือง แต่คนจนจะเป็นพลังสร้างสรรค์เมืองในอนาคต และคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนกับคนอื่น” ผอ.พอช.กล่าว
ผอ.พอช.กล่าวด้วยว่า โครงการสานพลังประชารัฐพัฒนาบึงบางซื่อ ถือเป็นตัวอย่างและเป็นทิศทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย โดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน และเป็นการพัฒนาทุกมิติ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมอาชีพและรายได้ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล
ก่อนหน้านี้ในปี 2556-2558 พอช.ได้สนับสนุนการการสร้างบ้านเฟสแรกในชุมชนบ่อฝรั่งไปแล้ว จำนวน 45 ครัวเรือน ส่วนโครงการสานพลังประชารัฐ การพัฒนาบึงบางซื่อ ในเฟสใหม่จะดำเนินการรวม 197 ครัวเรือน โดยแบ่งการก่อสร้างเป็น 1.บ้านแถวหรือทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น จำนวน 60 ห้อง ขนาดห้องละ 56 ตร.ม. ราคา 481,750 บาท 2.อาคารชุด 4 ชั้น 3 อาคาร รวม 133 ห้อง ขนาด 31.5-38 ตร.ม. ราคา700,182-844,664 บาท และ 3.บ้านสำหรับผู้สูงอายุ ไม่มีรายได้ จำนวน 4 ห้อง ขนาด 12-15 ตร.ม. รวมทั้งหมด 197 หลัง ใช้งบประมาณทั้งหมด 129 ล้านบาท โดยสำนักงานสลากกินแบ่งฯ สมทบเงินจำนวน 71 ล้านบาท ชุมชนสมทบจากเงินออมหลังละ 30,000 บาท รวม 5.7 ล้านบาทเศษ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนให้สินเชื่อรวม 48 ล้านบาท
ส่วนการพัฒนาบึงบางซื่อเนื้อที่ 51 ไร่ ให้เป็นสถานที่พักผ่อน เป็นพื้นที่สีเขียว และเป็นปอดใหม่ของกรุงเทพฯ SCG. จะสมทบงบอีกประมาณ 100 ล้านบาท รวมงบประมาณพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาบึงบางซื่อทั้งหมดประมาณ 350 ล้านบาท (พอช. 48 ล้านบาท สนง.สลากฯ 200 ล้านบาท SCG.100 ล้านบาท) ตามแผนงานโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาบึงบางซื่อจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างประมาณเดือนพฤษภาคมนี้ และจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2563








