“ผมรอวันนี้มานานแล้ว”                                                                                                                               

กิตติชัย  เรืองมาลัย ประธานชุมชนแจ้งวัฒนะซอย 5 ชุมชนริมคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่  กรุงเทพฯ  บอกด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นดีใจ ไม่ต่างไปจากดุสิตธร  ทิวะกะลิน ผู้นำหญิงแกร่งจากชุมชนคนรักถิ่น  คลองเปรมฯ ที่บอกเล่าความรู้สึกผ่านสื่อมวลชนด้วยความรู้สึกดีใจไม่แพ้กัน  นั่นเป็นเพราะว่าชาวบ้านทั้ง 2 ชุมชนรวมแล้วเกือบ 20 หลังคาเรือนได้รื้อถอนบ้านเรือนออกจากแนวคลองแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยหวังว่าเมื่อรื้อถอนบ้านแล้วก็จะเริ่มสร้างบ้านใหม่ได้ทันที  เพื่อเป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ยังไม่มีความมั่นใจว่าโครงการบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองจะเป็นไปได้

เรือน้อยลอยฝ่ามรสุม

3_resize.JPG

แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปตามนั้น เมื่อชุมชนแจ้งวัฒนะซอย 5 เริ่มตอกเสาเข็มเพื่อเตรียมก่อสร้างบ้านในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน และมีพิธียกเสาเอกในวันที่ 7 พฤศจิกายน แต่ก็มีกลุ่มชาวบ้านต่างชุมชน  นำโดยอดีตนักการเมืองและเป็นผู้กว้างในท้องถิ่นยกพวกมาคัดค้านการก่อสร้างบ้าน  โดยอ้างว่าอยากจะให้ชาวบ้านที่กำลังสร้างบ้านทำให้ถูกกฎหมาย  และต้องได้รับอนุญาตก่อสร้างจากสำนักงานเขตเสียก่อน  เท่านั้นยังไม่พอกลุ่มผู้คัดค้านยังได้ยกพวกไปขัดขวางการประชุมชี้แจงโครงการบ้านมั่นคงที่สำนักงานเขตหลักสี่ในวันเดียวกัน

21

ประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากนั้น  สำนักงานเขตหลักสี่ได้นำหมายมาปิดในพื้นที่ที่ชาวบ้านชุมชนคนรักถิ่นกำลังตอกเสาเข็ม ทำให้การก่อสร้างบ้านที่เพิ่งเริ่มต้นหยุดชะงัก  ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นก็มีการพูดจาข่มขู่ว่าจะเผาปั้นจั่นที่ตอกเสาเข็ม จนชาวบ้านต้องผลัดกันมาคอยเฝ้ายาม  บางคนกว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปตี 3  แม้แต่คนงานที่มารับจ้างตอกเสาเข็มก็ยังไม่ยอมนอนเฝ้าเครื่องมือและเครื่องจักรต่างๆ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยเช่นกัน

ในห้วงเวลานั้นคงมีแต่เสียงนินทาว่าร้ายที่ดังก้องระงมอยู่ในใจ บ้างก็หัวเราะสมน้ำหน้า  เมื่อรู้ว่าโครงการบ้านมั่นคงสะดุดหยุดชะงัก คงมีเพียงกำลังใจจากเพื่อนบ้านหัวอกเดียวกันและเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลองเท่านั้นที่ช่วยปลอบประโลมเพื่อให้ผ่านมรสุมและคืนวันอันเลวร้ายไปได้

ไม่ต่างไปจากพี่น้องชาวชุมชนริมคลองมากนัก มรสุมลูกนี้ยังโหมกระหน่ำเข้าใส่เจ้าหน้าที่และผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช.อย่างไม่ลดละ มีการออกข่าวตามสื่อต่างๆ อย่างถี่ยิบ  กล่าวหาว่ามีการทุจริตในโครงการบ้านมั่นคงอย่างต่อเนื่อง  ทั้งยังมีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ  ปปช. ฯลฯ เพื่อให้เอาผิดแก่ผู้บริหาร พอช.ในข้อหาต่างๆ

ขณะเดียวกันพี่น้องชาวชุมชนริมคลองและเครือข่ายฯ ต่างก็ได้ผนึกกำลังร่วมกัน  โดยการยกขบวนไปชี้แจงตามสื่อต่างๆ เพื่อให้ข้อเท็จจริงรอบด้าน  นอกจากนี้ยังรวมกลุ่มกันไปยื่นหนังสือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่  รวมทั้งตรวจสอบแกนนำของกลุ่มคัดค้านที่มีผลประโยชน์แอบแฝง  เช่น  เจ้าของบ้านเช่า  เจ้าของบ้านหลังใหญ่ที่ครอบครองที่ดินมาก  เจ้าของร้านอาหารที่บุกรุกที่ดินริมคลอง  ฯลฯ

สวรรค์มีตา  ฟ้ามีใจ

การรวมกลุ่มกันเพื่อต่อสู้กับความไม่ถูกต้องของพี่น้องและเครือข่ายฯ ชาวชุมชนริมคลองนานหลายเดือนนับว่าไม่สูญเปล่า  หน่วยงานความมั่นคงส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสืบข้อมูลในพื้นที่และรายงานข้อเท็จจริงกลับไปสู่ผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบ และพบว่าการรวมกลุ่มกันก่อสร้างบ้านมั่นคงในชุมชนริมคลองเป็นการตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจัดระเบียบชุมชนริมคูคลองเพื่อให้การก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในคลองสายหลัก เช่น คลองลาดพร้าวดำเนินการไปได้  ขณะเดียวกันชาวบ้านก็จะได้มีส่วนช่วยกันดูแลรักษาคลอง  ปรับปรุงบ้านเรือนให้พ้นแนวเขื่อน  และสร้างบ้านใหม่ในที่ดินที่มั่นคง  มีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น

ยามเช้าของวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา  พลตำรวจเอกอดุลย์  แสงสิงแก้ว  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  และคณะ  พร้อมด้วยผู้บริหาร พอช. นำโดยนายพลากร  วงค์กองแก้ว และผู้บริหารเขตสายไหม  ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม “ศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง” ตั้งอยู่บริเวณบ้านเอื้ออาทร  เขตสายไหม เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงริมคลอง เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการของรัฐบาลที่ต้องการให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมภายในปี 2559

1450776561100.jpg

พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  บอกว่าโครงการนี้ต้องทำให้สำเร็จ  กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จึงได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองขึ้นมา  เพื่อให้การดำเนินงานจัดสร้างที่อยู่อาศัยของประชาชนริมคูคลองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยในปี 2559 มีเป้าหมายจะทำในพื้นที่ชุมชนริมคลอง  26 ชุมชน  จำนวน  3,810 ครัวเรือน  และจะมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้ง พอช. กรุงเทพมหานคร  กรมธนารักษ์  และฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน  และให้ประชาชนมีส่วนร่วม  โดยศูนย์ปฏิบัติการจะมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการ  มีการเกาะติดพื้นที่  เตรียมในเรื่องการจัดตั้งสหกรณ์  และการรื้อย้ายชุมชนที่รุกล้ำคูคลอง  เพื่อให้การก่อสร้างบ้านเริ่มดำเนินไปได้ภายในเดือนเมษายน 2559 นี้”พลตำรวจเอกอดุลย์กล่าว

ถัดมาในช่วงบ่ายของวันที่  21 ธันวาคมที่ผ่านมา  พลตรีณรงค์พันธ์  จิตต์แก้วแท้  ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล 1 รอ.) พร้อมคณะ  ได้เดินทางมาที่ชุมชนบางบัว  เขตบางเขน  เพื่อรับฟังข้อมูลจากชาวบ้านและผู้บริหารของสำนักงานเขตในพื้นที่ที่คลองลาดพร้าวไหลผ่าน  เช่น  ดอนเมือง  จตุจักร  หลักสี่  บางเขน  ฯลฯ  หลังจากนั้นพลตรีณรงค์พันธ์ได้ลงเรือเพื่อสำรวจสภาพชุมชนริมคลองจากชุมชนบางบัวไปยังวัดลาดพร้าว

พลตรีณรงค์พันธ์  กล่าวว่า  รัฐบาลและ คสช.ได้มอบหมายให้ทางกองพลที่ 1 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ลงมาร่วมสำรวจชุมชนริมคลองร่วมกับทาง กทม.,สำนักงานเขต  และกระทรวง พม.  เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกคลองและพัฒนาสิ่งแวดล้อมชุมชนริมคูคลอง  ตลอดจนการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วมในคลองลาดพร้าว  โดยทางทหารได้มารับฟังว่าการสร้างเขื่อนและที่อยู่อาศัยดำเนินการไปถึงไหนแล้ว  หรือมีปัญหาอุปสรรคอย่างไร  เพื่อที่ทางทหารจะได้ร่วมผลักดันและขับเคลื่อนให้เห็นเป็นรูปธรรมเป็นโครงการนำร่องในคลองลาดพร้าว

ชาวบ้านส่วนใหญ่ในชุมชนริมคลองได้รับรู้โครงการและมีความเข้าใจว่าเป็นโครงการเพื่อส่วนรวมและพร้อมให้ความร่วมมือ  แต่อาจจะมีบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจหรือได้รับผลกระทบ  ซึ่งทางทหารก็จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานกันอย่างใกล้ชิด  และชี้แจงข้อสงสัยหรือตอบคำถามกับประชาชนที่อาจจะได้รับความเดือดร้อน  เพื่อจะได้หาทางแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือต่อไป  ส่วนการมาสำรวจชุมชนริมคลองในวันนี้ก็เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบหลักทั้งเจ้าหน้าที่เขตและกระทรวง พม.  และพร้อมที่จะสนับสนุนการแก้ไขอุปสรรค  เช่น ผู้ที่มีอิทธิพลหรือผู้ที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้โครงการนี้ดำเนินไปได้” ผบ.พล 1 รอ.กล่าว

ผนึกพลังหน่วยงานรัฐและชาวบ้านแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย

1450776594386.jpgS__6070286.jpg

S 6070283S 6070288

บ่ายวันที่ 22  ธันวาคม 2558  ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์  ถนนราชดำเนิน  แม้จะไม่มีพิธีแต่งงานหรืองานเลี้ยงสังสันท์ใดๆ  แต่แขกเหรื่อได้ทยอยเดินทางมายังห้องราชากันก่อนถึงเวลานัดหมาย ด้วยเสื้อผ้าที่เรียบง่ายแบบบ้านๆ เพราะพวกเขาคือชาวชุมชนริมคูคลองและพี่น้องในเครือข่าย  ซึ่งเดินทางมาร่วม “พิธีลงนามสัญญาความร่วมมือด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนริมคลองเพื่อรองรับนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ”  ระหว่างกรมธนารักษ์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และกรุงเทพมหานคร

โดยมีนายจักรกฤศฏิ์  พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์  นายพลากร  วงค์กองแก้ว  ผู้อำนวยการ พอช.  และนายสมพงษ์  เวียงแก้ว  รักษาราชการ  ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ  กทม.ร่วมลงนาม  และมีพล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว  รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ร่วมเป็นประธานและสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้

นายจักรกฤศฏิ์  พาราพันธกุล  อธิบดีกรมธนารักษ์  กล่าวว่า  ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำคลองในกรุงเทพฯ และพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคูคลอง  โดยจะมีการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเพื่อระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม  ขณะเดียวกันก็จะต้องมีการรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกจากลำคลอง  โดยเฉพาะบ้านเรือนและชุมชนที่ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินริมคลองซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุที่กรมธนารักษ์ดูแลอยู่  แต่เพื่อให้ประชาชนสามารถอาศัยอยู่ในชุมชนเดิมได้  ทั้ง 3 หน่วยงานจึงได้ทำบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้  โดยมีเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการอยู่อาศัยของชุมชนริมคลองผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในที่ดินราชพัสดุ  ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะให้มีความมั่นคงและมีสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่ดี  โดยชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา  ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาที่ดินและการดำเนินงานร่วมกันในอันที่จะส่งผลต่อการพัฒนาสังคมโดยรวม

สำหรับเป้าหมายในการลงนามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้ อธิบดีกรมธนารักษ์  กล่าวว่า 1.) เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและมาตรการในการบริหารจัดการสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ ลำน้ำสาธารณะของกรุงเทพมหานคร  ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ 2.) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการพัฒนาความมั่นคงในด้านที่อยู่อาศัยของชุมชนริมคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3.) พิจารณาการใช้ที่ดินราชพัสดุที่ยังมิได้ใช้ประโยชน์อื่น มาจัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ริมคลองที่มีความจำเป็นและมีฐานะยากจน

4.) เพื่อร่วมจัดกระบวนการและจัดทำโครงการพัฒนาชุมชนริมคลอง  ทั้งด้านความมั่นคงในการอยู่อาศัย  การมีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี  อีกทั้งอยู่อาศัยบนที่ดินราชพัสดุอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 5.)  เพื่อร่วมกันพิจารณาปรับกฎเกณฑ์การพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ยืดหยุ่น  เพื่อให้เอื้ออำนวยและสอดคล้องกับวิถีชีวิตรายได้และการพัฒนาของชุมชนริมคลองซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อย   และ 6.) เพื่อประสานหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องและสนใจเข้าร่วมสนับสนุนงานด้านการพัฒนาชุมชนและสังคม  เพื่อเพิ่มคุณภาพและความมั่นคงในชีวิตของชุมชนผู้มีรายได้น้อย

“รัฐบาลมีโครงการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำคลองและพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งหมด  9 คลองสายหลักในกรุงเทพฯ  คือคลองลาดพร้าว  คลองเปรมประชากร  คลองบางซื่อ  คลองบางเขน  คลองลาดบัวขาว  คลองประเวศร์บุรีรมย์  คลองพระโขนง  คลองพระยาราชมนตรี  และคลองสามวา  ซึ่งที่ดินริมคูคลองทั้งหมดเป็นที่ดินราชพัสดุที่กรมธนารักษ์ดูแลอยู่  แต่ที่ผ่านมาทางราชการไม่ได้มีการจัดระเบียบการอยู่อาศัยในที่ดินริมคูคลอง  ดังนั้นเมื่อมีการจัดระเบียบแล้วก็จะทำให้ประชาได้เช่าที่ดินอยู่อาศัยอย่างถูกต้องและมั่นคง  และช่วยกันพัฒนาชุมชนและสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่อาศัย  มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  โดยในปี 2559 นี้  กรมธนารักษ์จะให้ชาวชุมชนที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงในคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากรได้ทำสัญญาเช่าที่ดินก่อนจำนวน 43 ชุมชน  ส่วนคลองอื่นๆ ก็จะดำเนินการในปีต่อๆ ไป”  อธิบดีกรมธนารักษ์กล่าว

นายพลากร  วงค์กองแก้ว  ผอ.พอช.กล่าวว่า  พอช.ได้จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองตามโครงการบ้านมั่นคง  เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาล  ระยะเวลา 3 ปี  (พ.ศ.2559-2561)  มีเป้าหมาย  74 ชุมชน รวม  11,004  ครัวเรือน   มีผู้รับผลประโยชน์ 64,869  คน ใช้งบประมาณรวม  4,061  ล้านบาทเศษ   โดยในปี 2559  จะเริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากรก่อน  จำนวน  26  ชุมชน  รวม  3,810 ครัวเรือน  ใช้งบ  1,401  ล้านบาทเศษ  ส่วนพื้นที่ที่จะดำเนินการอยู่ในเขตสายไหม  ดอนเมือง  จตุจักร  หลักสี่   และห้วยขวาง

“การลงนามในบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ชาวชุมชนริมคูคลองมีที่ดินและที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคง  ถูกกฎหมายและมีศักดิ์ศรี  ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่รื้ออีกต่อไป  ชาวบ้านสามารถอยู่ในที่ดินเดิมเพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ การทำงาน  หรือลูกหลานอยู่ในสถานศึกษาเดิมได้  โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่อาศัยใกล้แนวรถไฟฟ้าจะได้รับความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น  และในอนาคตก็จะต้องมีการเชื่อมเส้นทางการคมนาคมในคลองกับรถไฟฟ้าด้วย”  ผอ.พอช.กล่าว

ก้าวต่อไปเพื่อบ้านที่มั่นคงและอบอุ่นของคนริมคลอง

5_resize.JPG
“ผมรอวันนี้มานานแล้ว” กิตติชัย  เรืองมาลัย  ประธานชุมชนแจ้งวัฒนะซอย 5  บอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ  เมื่อได้เห็นพิธีลงนามของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ชาวชุมชนริมคลองได้ทำสัญญาเช่าที่ดินอย่างถูกต้องกับกรมธนารักษ์ เพราะเป็นเวลานานกว่า 4 เดือนนับตั้งแต่รื้อถอนบ้านเรือนออกจากคลองเปรมฯ และแทนที่จะได้เห็นบ้านหลังใหม่ที่มั่นคง  กิตติชัยกลับมองเห็นเพียงเนินดินและเสาเข็มที่โผล่พ้นดินขึ้นมาเพียงเล็กน้อย  ขณะที่เขาและครอบครัวต้องใช้เพิงหลังเล็กๆ เป็นที่อยู่อาศัยท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนจัดในตอนกลางวัน

“ต่อจากนี้ไปพวกเราก็จะไปยื่นหนังสือเพื่อขออนุญาตก่อสร้างปลูกบ้านจากทางเขตหลักสี่  เพื่อจะได้สร้างบ้านได้อย่างถูกกฎหมายทั้งหมด 90 กว่าหลัง  และไม่ให้ใครมาหาเหตุว่ากล่าวโจมตีหรือไปแจ้งความกับทางตำรวจเพื่อไม่ให้พวกเราสร้างบ้านได้อีก”  กิตติชัยกล่าว

4_resize.JPG

ดุสิตธร  ทิวะกะลิน  หญิงแกร่งจากชุมชนคนรักถิ่น  ซึ่งในวันนี้เธอได้รับเกียรติให้ขึ้นไปนั่งบนเวทีลงนามร่วมกับรัฐมนตรีและผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ได้บอกถึงความรู้สึกในใจว่า “ดีใจและภูมิใจมากที่เห็นการทำสัญญาในวันนี้  เพราะพวกเรารอวันนี้มานานแล้ว  โดยเฉพาะในชุมชนคนรักถิ่นเริ่มทำโครงการบ้านมั่นคงมาตั้งแต่ปี 2546 แต่ก็ยังทำไม่ได้  เพราะยังไม่ได้เช่าที่ดินอย่างถูกต้อง  แต่เมื่อกรมธนารักษ์ทำสัญญาแล้วก็จะทำให้ชาวบ้านมีความมั่นใจ  แล้วจะได้สร้างบ้านต่อไป เพื่อสร้างความมั่นเรื่องที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตให้ลูกหลาน”

นี่คือความรู้สึกเพียงบางส่วนของตัวแทนชุมชนคนริมคลอง  แม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย ซึ่งพวกเขาจะต้องร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคอีกไม่น้อย  แต่ประสบการณ์หลายปีและหลายเดือนที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาลงเรือได้ถูกลำ  แม้เรือจะมีรอยรั่วบ้างแถมยังมีมรสุมกระหน่ำ  แต่หากร่วมแรงร่วมใจกัน  ก็เชื่อว่าพวกเขาจะนำเรือฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน…!!